หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ข้อมูลประเทศที่น่ารู้ สถาบันเอเจนย์ ข่าวและกิจกรรม ทุนการศึกษา บความน่ารู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์
เว็บไซต์เพื่อการศึกษาต่อต่างประเทศ ทุนการศึกษาต่อต่างประเทศ เรียนต่างประเทศ agent การศึกษาต่อ และสถาบันเอเจนย์ต่างๆมากมาย เว็บไซต์รวม agent ศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศ
บทความการศึกษา
ค่าครองชีพในประเทศอังกฤษ
สำนักษานักศึกษาค่าครองชีพที่ประเทศอังกฤษนั้นถือว่าค่อนข้างสูง และค่อนข้างสูงมากสำหรับเมืองลอนดอน สำหรับเมืองหลัก ๆ ต่าง ๆ คุณอาจจะต้องสำรองเงินประมาณ 25-30 ยูโรต่อวัน(ค่าอาหาร, ค่าเดินทาง ฯลฯ) แต่นี่ก็จะเป็นบทเรียนสำคัญบทหนึ่งสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่เข้าไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษในการหาวิธีที่จะประหยัดเงินและคุมค่าของเงินมากที่สุดในการใช้จ่ายแต่ล่ะครั้ง เช่นการปรุงอาหารรับประทานเองแทนการออกไปทานที่ร้านอาหาร การแสวงหาแหล่งชื้อของกินของใช้ราคาถูก ส่วนมากไม่เกินหนึ่งเดือนศึกษาก็จะทราบวิธีใช้เงินอย่างคุมค่าแล้วครับ      อย่างไรก็ตาม เมืองอื่น ๆ ของประเทศ ก็มีค่าใช้จ่ายที่ย่อมเยากว่า(โดยเฉพาะค่าเดินทาง) หากคุณมีที่พัก พร้อมอาหารเช้า และทานในร้านอาหารวันล่ะหนึ่งมื้อ เราขอแนะนำให้คุณสำรองเงินอย่างน้อย20ยูโรต่อวัน วิธีในการลดค่าใช้จ่าย (เทคนิคที่มีประโยชน์) ไม่ว่าคุณจะเป็นนักท่องเที่ยว คนทำงานหรือนักศึกษา มีวิธีที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของคุณ คือ การแบ่งบ้านหรืออพาร์ตเม้นต์ (การเช่าห้องในบ้านหรืออพาร์ตเม้นต์) ใช้การขนส่งสาธารณะให้เป็นประโยชน์ซึ่งทั้งมีประสิทธิภาพและมีทั่วประเทศ จองล่วงหน้าในเทศกาลต่างๆ หาการลดราคาหรือข้อเสนอพิเศษของสินค้าและบริการ หากเป็นไปได้ให้ซื้อของจากร้านขายของชำและทำอาหารด้วยตัวเองแทนที่จะทานนอกบ้านทุกวัน    ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินและขนส่งแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ที่ไหนในประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตามบริการของรัฐจัดว่ามีราคาถูก รถประจำทางสาธารณะ-VisitBritain รถด่วน National Express Brit Xplorer รถไฟ National Rail-VisitBritain การขนส่งลอนดอน-VisitBritain ค่าโดยสารแท๊กซีและมินิแค๊ป-VisitBritain  รถเช่าในอังกฤษ-VisitBritain จักรยานเช่า-VisitBritain  รถไฟยูโรสตาร์-VisitBritain เที่ยวบินในประเทศ-VisitBritain ค่าครองชีพในฐานะนักเรียนต่างชาติ หากคุณต้องการศึกษาที่อังกฤษ ค่าครองชีพค่อนข้างจะสูงโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในอุปกรณ์การเรียน บริติช เคานซิลได้จัดทำตัวเลขบัญชีค่าใช้จ่ายโดยประมาณในฐานะนักเรียนต่างชาติไว้แล้ว   เช็คเดินทาง และสกุลเงิน   การใช้เช็คเดินทางเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปสำหรับธนาคารที่ประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตาม เราขอแนะนำให้คุณแลกเป็นเงินปอนต์ที่ธนาคาร เนื่องจากค่าธรรมเนียม และค่าคอมมิสชั่นที่สนามบินค่อนข้างสูง ธนาคาร และ ATM ตู้เอทีเอ็มที่ประเทศอังกฤษ สามารถนำเครดิตการ์ดมาใช้ได้ เราขอแนะนำบัตรที่เป็นที่นิยมโดยทั่วไป เช่น บัตรวีซ่า, มาสเตอร์, พลุส, เซอรัส การทิป เราแนะนำให้วางค่าทิปไว้ 10% ของบิลเป็นอย่างน้อย เมื่อคุณใช้บริการที่ร้านอาหาร ยกเว้นกรณีพิเศษ เป็นที่ทราบกันว่างานบริการที่โรงแรมเป็นงานที่รายได้ไม่สูง จึงเป็นสาเหตุให้เราต้องวางทิปไว้อย่างน้อย 10% แต่หากร้านอาหารได้รวมค่าทิปไปกับค่าอาหารแล้ว คุณก็ไม่จำเป็นต้องทิปก็ได้ แม้แต่การใช้บริการแท็กซี่ก็ตาม การให้ทิปอย่างน้อย 10% ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ http://www.educationaus.com
เอกสารที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอังกฤษ
นักศึกษาต่างชาติที่ทำงานนอกเวลาในขณะที่เรียนอยู่ในสหราชอาณาจักรนั้นถือเป็นลู่ทางที่ดีที่คุณจะมีเงินมาจ่ายค่าเล่าเรียนของคุณ ทำให้คุณมีประสบการณ์ในการทำงานและยังเป็นเส้นทางในการปรับตัวให้เข้ากับชุมชนในท้องถิ่นอีกด้วย อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่สำคัญที่คุณควรมีเอกสารที่ถูกต้องก่อนที่จะสมัครงาน ซึ่งหน่วยงาน UK Border Agency (UKBA) จะเข้มงวดเกี่ยวกับสถานภาพการทำงานของนักเรียนต่างชาติ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจกฎระเบียบ ซึ่งถ้าถูกจับได้คุณอาจถูกยกเลิกวีซ่านักเรียนก็เป็นได้ บทความนี้ บรรณาธิการนักเรียนของฮอทคอร์สจากประเทศญี่ปุ่น Kanako Ishihara ได้ข้อมูลที่จำเป็นในการทำงานมานำเสนอ กฎหมายการทำงานของวีซ่านักเรียน (Tier 4 Adult student) กฎหมายการจ้างงานสำหรับนักเรียนนั้นขึ้นกับระดับของหลักสูตรและเวลาเรียน • นักเรียนในหลักสูตรระดับปริญญาหรือพื้นฐานปริญญา สามารถทำงานได้ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในช่วงเปิดเทอม • นักเรียนในหลักสูตรที่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี (ไม่รวมพื้นฐานปริญญา) สามารถทำงานได้ไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในช่วงเปิดเทอม ดังนั้น คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าวีซ่านักเรียนนั้นสามารถอนุญาตให้คุณทำงานได้กี่ชั่วโมง National Insurance Number (NI Number) ขั้นตอนถัดไปคือขอเลข National Insurance การทำงานในสหราชอาณาจักรนั้น ทุกคนที่นี่จะต้องมีรหัสซึ่งเป็นเลขบัญชีส่วนบุคคลโดยเฉพาะ เลขเลข National Insurance นี้จะใช้ในการเรียกเก็บภาษีเงินได้และถือเป็นความผิดหากคุณไม่มีเลขเลข National Insurance ในการทำงานในสหราชอาณาจักร นอกจากนี้เลข National Insurance ยังเป็นตัวเลขอ้างอิงเมื่อคุณทำการติดต่อกับ Department of Work and Pensions (DWP) และ Her Majesty's Revenue and Customs (HMRC) การขอเลข National Insurance คุณสามารถทำได้โดยโทรศัพท์ไปยัง Jobcentre Plus ที่หมายเลข 0845 600 0643 ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ 8.00-18.00 วันจันทร์ ถึง วันศุกร์ โดย Jobcentre Plus จะทำการสัมภาษณ์และตรวจสอบหลักฐานที่แสดงตัวคุณ หรือส่งใบสมัครไปให้คุณ โดยเจ้าหน้าที่จะแจ้งวัน เวลาและสถานที่สำหรับการสัมภาษณ์ พร้อมรายการเอกสารที่จำเป็นสำหรับการขอเลข National Insurance การสัมภาษณ์โดยปกติจะเป็นแบบตัวต่อตัว (ยกเว้นหากคุณต้องการล่าม) คุณจะถูกถามคำถามเกี่ยวกับตัวคุณ สาเหตุที่คุณต้องการเลข National Insurance ประวัติส่วนตัวและสถานภาพ ในขณะการสัมภาษณ์เพื่อขอเลข National Insurance แบบฟอร์มจะถูกกรอกข้อความโดยสมบูรณ์และคุณจะต้องเซ็นชื่อลงบนแบบฟอร์ม หากคุณถูกให้แสดงหลักฐาน เอกสารเพิ่มเติม คุณจะต้องตกลงวันเวลาใหม่ Jobcentre Plus จะส่งจดหมายหาคุณเพื่อแจ้งให้คุณทราบว่าการขอเลข National Insurance ของคุณสำเร็จหรือไม่ และจะส่งเลข National Insurance มาให้กับคุณ เมื่อคุณได้รับเลข National Insurance คุณควรแจ้งกับผู้จ้างงานของคุณให้เร็วที่สุด โดยคุณจะได้รับบัตรพลาสติกแสดงเลข National Insurance ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 12 สัปดาห์นับจากวันที่คุณยื่นสมัคร ข้อมูลเพิ่มเติม ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการเพิ่มโอกาสการได้งานทำของนักศึกษา การทดสอบทางจิตก่อนรับเข้าทำงาน และการฝึกงานและสิทธิของนักศึกษาฝึกงานในสหราชอาณาจักรและประโยชน์ที่คุณจะได้รับ คุณสามารถหาอ่านได้ในบทความล่าสุดของเรา http://www.hotcourses.in.th http://www.facebook.com/HotcoursesThailand
Internship Program in USA
      Internship Program in USA เป็นโครงการที่ให้น้อง ๆ นิสิต / นักศึกษา หรือผู้ที่จบปริญญาตรี หรือบุคคลทั่วไป ได้มีโอกาสไปฝึกงานเพื่อพัฒนาทักษะในการทำงาน ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นระยะเวลาอย่างน้อยตั้งแต่ 6 เดือนขี้นไป แต่ไม่เกิน 18 เดือน ตามแต่สาขาวิชาที่เรียนมา หรือมีประสบการณ์มา ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมโครงการยังจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมและสังคมการทำงานของชาวอเมริกัน ประกอบกับพัฒนาระดับการใช้ภาษาอังกฤษควบคู่กันไปด้วย โครงการนี้ เป็นโครงการที่ได้รับการรับรองจากทางรัฐบาลอเมริกัน (DOS) เช่นเดียวกับโครงการอื่น ๆ ทั่วไปที่นิสิต หรือนักศึกษา รู้จักกันดีอยู่แล้ว เช่น Work & Travel หรือ Au Pair in USA ภายใต้เงื่อนไขของวีซ่าประเภท J-1 (Cultural Exchange Visa) ลักษณะของโครงการและคุณสมบัติ มี ด้วยกัน 3 แบบ แตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของผู้เข้าร่วมโครงการ ดังนี้ โครงการ รายละเอียด คุณสมบัติ ค่าใช้จ่าย Student Intern       Internship เป็นโครงการที่ให้โอกาสสำหรับ นิสิต/นักศึกษา ที่จบในระดับปริญญาตรี / โทมาไม่เกิน 1 ปี และยังไม่มีประสบการณืทำงาน สามารถไปฝึกงานในต่างประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาในการทำงานหลังจากกลับมาแล้วต่อไป 1. อายุระหว่าง 18-28 ปี 2. จบการศึกษาในระดับปริญญา ตรี/โท ไม่เกิน 1 ปี 3. ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ ทำงาน 4. สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีพอควร 12 เดือน = 114,000 บาท Career Training เป็นโครงการที่ให้โอกาสสำหรับ บุคคลทั่วไป ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี/โทมาเกิน 1 ปี แล้ว และต้องการจะไปพัฒนาทักษะในการทำงานจากงานที่ทำอยู่ หรือในสาขาวิชาเที่เรียนมา 1. อายุระหว่าง 23-28 ปี 2. จบการศึกษาในระดับปริญญา ตรี/โท เกิน 1 ปี 3. ต้องมีประสบการณ์ทำงานใน สาขาวิชาที่เรียนมาอย่างน้อย 1 ปี หรือในสาขาที่เกี่ยวกับที่ ทำงานมา 2 ปี 4. สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี 12 เดือน = 114,000 บาท ** อัตรานี้ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า + ค่าจองคิว   ประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ พัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ กับเจ้าของภาษาโดยตรง ทั้งในที่ทำงาน และนอกเวลางาน เรียนรู้ประสบการณ์ทำงานจริง พร้อมพัฒนาทักษะ และเสริมสร้างความรู้ในการทำงาน กับชาวอเมริกัน และมีโอกาสได้เรียนรู้ระบบการทำงานของหน่วยงาน เพื่อนำมาปรับใช้ในอนาคตการทำงานของผู้เข้าร่วมโครงการต่อไป สามารถทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในช่วงระยะเวลาที่กำหนดของโครงการ และได้รับผลตอบแทนเป็นรายชั่วโมงเฉลี่ยอยู่ที่ 8 – 10 USD โอกาสในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศสหรัฐอเมริกา ในระหว่างที่เข้าร่วมโครงกร หรือหลังจากสำเร็จโครงการแล้ว 30 วัน ได้เรียนรู้วัฒนธรรม การปรับตัว ในระหว่างที่เข้าร่วมโครงการ ได้รับประกาศนียบัตรเมื่อจบโครงการ ลักษณะงานที่ฝึกได้ สำหรับผู้ที่จบมาในสาขาวิชาต่าง ๆ ดังนี้ Hospitality & Hotel Management Management, Business Commerce and Finance Food & Nutrition หรือ Home Economics ขั้นตอนการสมัคร ตรวจสอบคุณสมบัติ สอบสัมภาษณ์เพื่อวัดระดับภาษากับเจ้าหน้าที่บริษัท อเมริกัน เลิร์นนิ่ง จำกัด ชำระค่าสมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 15,000 บาท สัมภาษณ์งานกับทางนายจ้าง ยื่นเรื่องขอวีซ่า J-1 (Cultural Exchange Program) ชำระค่าโครงการส่วนที่เหลือ 99,000 บาท บริษัทอเมริกัน เลิร์นนิ่ง จำกัด อาคารวิภาวดีทาวเวอร์ ชั้น 12 (ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อยู่ในรั้วเดียวกับโรงพยาบาลวิภาวดี) เลขที่ 51/3 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 (เวลาทำการ จันทร์ - เสาร์ 9.30 - 17.30 น.) เบอร์โทรศัพท์ โทร.0-2941-0044-5, 0-1831-5332 แฟกซ์.0-2941-0045 E-Mail info@american-learning.com  http://www.american-learning.com/ver2/internship.php  
8 วิธีอ่านหนังสือสอบได้อย่างเซียน
เมื่อ ลองย้อนเวลากลับไปในสมัยที่เรียนอยู่ ช่วงเวลาที่น่าเบื่อที่สุดคือ ช่วงเวลาแห่งการท่องตำราสอบ ไม่ว่าจะเรียนอยู่ในระดับไหนก็หลีกเลี่ยงการท่องตำราสอบกันไม่ได้ทั้งนั้น เคยเป็นไหมที่รู้สึกว่า อยากให้มีเวลาเยอะกว่านี้ เพื่อจะได้อ่านหนังสือสอบให้ทัน วันนี้เราจึงรวบรวมเทคนิคการอ่านให้ได้ประสิทธิภาพ ที่คิดว่าพอจะแก้ปัญหาเกี่ยวกับการอ่านมานำเสนอ ดังนี้ 1. หัดให้ตัวเองมีวินัยให้ได้ คือ ถ้าเราวางแผนว่าจะอ่านหนังสือให้ได้เท่านี้สำหรับวันนี้ เราก็ต้องทำให้ได้ วิธีฝึกเริ่มแรกให้กำหนดง่ายๆ ก่อนว่า วันนี้เราจะอ่านตำราแค่ 1 บท หรือ 10 หน้า เป็นต้น เอาแค่นี้ให้ได้ ถ้าอ่านจบเร็วก็ไปทำอย่างอื่น พอวันต่อๆ ไปก็ค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นตามสมควร แล้วก็ต้องอ่านให้ได้ตามเป้าหมาย เมื่อเราอ่านได้ตามเป้าแล้วในแต่ละครั้งก็อย่าลืมให้รางวัลตัวเองด้วยทุก ครั้ง โดยรางวัลก็อาจจะเป็นอะไรง่ายๆ เช่น ได้ดูละครหนึ่งเรื่องตอนกลางคืน เป็นต้น 2. วางแผนการอ่านหนังสือ เมื่อเรามีวินัยและเคารพการวางแผนของตัวเองแล้ว ต่อไปก็ต้อง วางแผนการอ่านหนังสือ การวางแผนที่ดีนั้นสำคัญมาก เพราะทำให้เราเดินไปถูกทิศทาง การวางแผนไม่ถือเป็นการเสียเวลา แต่เป็นการประหยัดเวลาในระยะยาว เพราะไม่ต้องไปเสียเวลาเดินผิดทาง 3. อย่าตะบี้ตะบันอ่านเกินควร อย่าคิดว่าตัวเองเป็น superman คือ สามารถอ่านหนังสือได้เยอะเกินกำลังภายในเวลาอันสั้น อย่าวางตารางการอ่านให้แน่นเกินไป เพราะนอกจากจะทำไม่ได้ตามแผนอยู่แล้ว ยังทำให้ตัวเองเครียดเพราะแผนนั้นโดยไม่จำเป็นด้วย แรกๆ อาจจะกะความสามารถตัวเองยากหน่อย หรือการอ่านตำราภาษาอังกฤษกับภาษาไทยก็ใช้ระยะเวลาการอ่านไม่เท่ากัน ก็ใช้เก็บสถิติจากการอ่านในรอบแรกๆ เช่น การอ่านภาษาอังกฤษ 1 หน้า เราใช้เวลา 10 นาที เราก็จะประมาณถูกว่าต้องใช้เวลาเท่าไรจึงจะอ่านจบบทหรือจบวิชา เป็นต้น 4. หาที่อ่านที่สงบเงียบและนั่งสบาย ส่วนบรรยากาศก็แล้วแต่คนชอบ บางคนชอบอ่านที่บ้าน ในห้องสมุด ในสวนมีต้นไม้เขียวๆ หรือในร้านกาแฟ หรือบางทีเราก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ควรไม่อยู่ใกล้ทีวี หรือสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เราเสียสมาธิ เพราะทำให้เราเสียเวลาในการอ่าน และทำให้จำได้ไม่ดีด้วย แต่ก็ทราบมาว่าบางคนจะชอบให้มีเสียงเพลงหรือเสียงอื่นๆ เวลาอ่านหนังสือด้วย อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบ 5. อย่าให้สิ่งใดมารบกวนการอ่าน เวลาอ่านหนังสือ เราควรกำหนดว่า เวลานี้เราจะตั้งใจ และไม่ปล่อยให้อะไรมาขัดโดยไม่จำเป็น เช่น อาจจะปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น คนอื่นก็จะไม่มารบกวนโดยไม่จำเป็น การได้ทำงานหรืออ่านหนังสือเป็นช่วงเวลาติดต่อกันอย่างนี้มีประสิทธิภาพกว่า การอ่านที่ถูกหยุดด้วยสิ่งต่างๆ 6. พักผ่อนสมองบ้าง เมื่ออ่านหนังสือไปนานๆ เราก็จะเริ่มล้า ทั้งสมองที่ต้องคิด ทั้งร่างกายที่ไม่ได้ขยับ ทั้งสายตาที่ต้องจ้องอยู่นาน เราก็ควรกำหนดเวลาพัก อันนี้ก็แล้วแต่คนชอบ อาจจะพักอ่านหนังสือทุกๆ ชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมง โดยออกไปเดินยืดเส้นยืดสาย ดื่มน้ำ ทานขนม หรือไปมองต้นไม้เขียวๆ เวลาพักก็ต้องกำหนดด้วยว่า 5 นาที หรือ 15 นาที เป็นต้น 7. ชอบขีดเส้นหรือเน้นข้อความที่สำคัญในหนังสือโดยไม่หวงหนังสือ ว่าจะดูเลอะเทอะเลย เพราะชอบเวลากลับมาอ่านทวน เราก็จะรู้ว่าจุดไหนเป็นข้อมูลสำคัญ เรายังสามารถใช้ทบทวนก่อนสอบได้ด้วย สำหรับคนที่ชอบหนังสือใหม่ๆ เกลี้ยงๆ ก็อาจจะต้องหาสมุดกับปากกามาจดสิ่งที่สำคัญจากหนังสือนั้นๆ เพื่อการอ่านทบทวนได้ 8. พยายามจัดเวลาอ่านหนังสือในช่วงเวลาที่เราตื่นตัวที่สุด อันนี้แตกต่างกันไป บางคนจะจำได้ดีถ้าอ่านตอนเช้า บางคนเป็นตอนเย็น ก็ต้องสังเกตตัวเองดู ถ้าทราบแล้วอาจจะกำหนดเป็นเวลาประจำทุกวัน เช่น ทุกวันเวลา 2 ทุ่ม - 5 ทุ่ม เราต้องอ่านตำราทบทวนที่เรียนมา เป็นต้น อย่าลืมทบทวนตำราเรียนทุกวันนะคะ แล้วเอาเทคนิคทั้ง 8 ไปใช้ดู เผื่อประสิทธิภาพในการอ่านจะทำให้เกรดภาคเรียนต่อไปดีขึ้นทันตาก็ได้ Credit บทความ  http://fahsai26.myfri3nd.com/blog/2011/01/17/entry-2 และภาพสวยๆ จาก สสส
7 วิธีคิดอย่างคนเก่ง
    คนจะเก่งได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์เพียงอย่าง เดียว แต่ต้องมีพรแสวงด้วย คือหมั่นค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม หมั่นฝึกฝนและพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดนิ่ง สิ่งเหล่านี้แหละที่จะทำให้คุณกลายเป็นคนเก่งด้านการ ปฎิบัติ การฝึกฝนทุกคนคงจะพอทำกันได้ แต่ในด้านความคิดล่ะ คนเก่งเขาคิดกันอย่างไร แล้วคิดอย่างไรถึงจะเป็นคนเก่งมาลองดู 7 วิธีนี้ดู เราว่ามันให้อะไรมากกว่าการเป็นคนเก่งอีกนะ 1. คิดในทางมองโลกในแง่ดี และทำทุกสิ่งอย่างเต็มกำลังด้วยรอยยิ้มและความเบิกบา น ทำตัวให้สดชื่นมีชีวิตชีวาและกระตือรือร้นอยู่เสมอ พร้อมที่จะเผชิญกับทุกสถานการณ์ จะช่วยให้คุณสามารถจัดการกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามา ได้อย่างอยู่มือ 2. มีศรัทธาในตัวเอง ถ้าแม้แต่คุณเองยังไม่ศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวเอง แล้วจะมีมนุษย์หน้าไหนล่ะ จะเชื่อมั่นในความเก่งของคุณ อยากให้ใครๆ เขาชื่นชอบ และทึ่งในตัวคุณ คุณก็ต้องมั่นใจในตัวคุณก่อน 3. ขอท้าคว้าฝัน ไม่มีอะไรที่จะทรงพลังมากเท่ากับความตั้งใจจริงและทุ ่มสุดตัว จะเป็นแรงผลักดันที่จะทำให้คุณสานฝันสู่ความจริงได้ 4. ค้นหาบุคคลต้นแบบ ใครก็ได้ที่คุณชื่นชมเพื่อเป็นมาตรฐานที่ดีในการดำเน ินรอยตาม ศึกษาแนวคิด วิธีการทำงาน จุดเด่นในตัวเขา แล้วอาจนำมาปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตได้บ้าง 5. เริ่มต้นงานใหม่ทุกวันด้วยรอยยิ้มสดใส คนที่มีรอยยิ้มระบายไว้บนใบหน้า เสมือนประตูที่เปิดกว้าง ให้ใคร ๆ อยากเข้ามาคบหาด้วย การเจรจา ติดต่องานก็มักจะลงเอยด้วยความสำเร็จ 6. เรียนรู้จากความผิดพลาด สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง จะเป็นอะไรเชียวถ้าเราจะทำอะไร แล้วจะยังไม่สำเร็จอย่างที่หวังไว้ เพียงแต่ขอให้ทำเต็มที่ และเปิดใจให้กว้าง ยอมรับความจริง หันมาทบทวนดูว่ามีขั้นตอนไหนที่ผิดพลาดไป เพื่อที่จะเริ่มต้นใหม่ให้ดีกว่าเดิม 7. ทนุถนอมมิตรสัมพันธ์เก่าๆ คงไม่มีใครที่จะอยู่อย่างมีความสุขโดยปราศจากเพื่อนห รือมิตรที่รู้ใจหรอกนะ แม้ว่าชีวิตของคุณในแต่ละวันจะวุ่นวายแค่ไหนก็ตาม คุณควรจะมีเวลาให้กับเพื่อนซี้ที่รู้จักมักจี่กันมาน านซะบ้าง แวะไปหากัน เมื่อโอกาสอำนวย ชวนกันออกมาทานข้าวในช่วงวันหยุด ส่งการ์ดปีใหม่ หรือร่อนการ์ดวันเกิดไปให้ เผื่อในยามที่คุณเปล่าเปลี่ยวหงอยเหงา เศร้าทุกข์ใจ ก็ยังมีเพื่อนซี้ไว้ พึ่งพาและให้กำลังใจกันได้นะ นอกจากนี้ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ยังสร้างความเบิกบานและคลายทุกข์ แถมยังเป็นยาอายุวัฒนะชั้นดีอีกด้วย Credit : 7 Thinking method to be genius
วิธีเดาขั้นเทพให้ได้คะเเนนสอบเข้ามหาลัย 60 เปอร์เซ็นต์ (เป็นอยางน้อย)
 ในการทำข้อสอบจริงๆ เเม้ว่าเราจะเตรียมตัวไปดีเพียงใดก็ตาม มันย่อมมีการทำไม่ได้เกิดขึ้นบ้างเป็นเรื่องธรรมดา เเต่เนื่องด้วยข้อสอบเข้าสถาบันดังๆนั้น มักจะเป็นข้อสอบเเบบปรนัย(ให้กาเลือกข้อถูก) นั่นทำให้เป็นความโชคดีของเราเเล้วครับ เพราะไม่ว่าเราจะทำได้ หรือเดาถูก มันก็ได้คะเเนนเท่าๆกัน   ในการเดาทั่วไป กับข้อสอบที่มี 4 ช็อยส์เเล้ว หากเดาเเบบไม่มีหลักการใดๆเลย เช่นการตั้งดินสอแล้วปล่อยให้มันตก, การนั่งเล่นจั้มจี้มะเขือเปาะแปะ ฯลฯ เราจะมีโอกาสถูก 1 ใน 4 หรือ 25% เเต่ถ้าเราเดาเเบบมีหลักการเเบบที่พี่หงวนทำตอนสอบนั้น เราจะมีโอกาสถูกมากกว่านั้นครับ ++!   วิธีการเดาประกอบการทำเเบบเหนือเทพฯมีดังนี้ครับ  1. ให้ทำข้อที่ทำได้ไปก่อนเเล้วเว้นข้อที่ยังทำไม่ได้เอาไว้ก่อน ให้กาเฉพาะข้อที่มั่นใจว่าทำถูกเท่านั้น เเละถ้าข้อไหนยังทำไม่ได้เเต่สามารถตัดช็อยที่มั่นใจว่าไม่ใช่เเน่ๆทิ้งได้ ก็ให้ตัดทิ้งไปก่อนเลย โดยการมาร์คหรือขีดฆ่าลงไปในชีสข้อสอบเพื่อเเสดงว่าข้อไหนไม่เอาเเน่ๆ(ไม่ ใช่กระดาษคำตอบนะครับ) เเละก่อนหมดเวลาประมาณ 5 นาที่ ให้เริ่มทำข้อ 2 ต่อครับ  2. ให้จัดการกับข้อที่ตัดเหลือ 2 ช็อยส์ก่อน เดาหรือทำให้เสร็จซะเเล้วกาลงไปเลย (เอาข้อที่คิดว่าใช่ที่สุดเเหละครับ กาไปเลย)  3. ให้นับว่ากาช็อยไหนไปเเล้วน้อยที่สุด เเล้วให้ดิ่งช็อยส์นั้นทั้งหมดไปเลย   ถ้าเราทำได้จริงๆเเค่ 40% ของข้อสอบทั้งหมด(ซึ่งได้แน่ๆถ้าเราเตรียมตัวแบบที่พี่หงวนเขียนในบทก่อนหน้านี้ทั้งหมดจนคล่องครับ)เมื่อ รวมกับการเดาวิธีนี้ ซึ่งจะทำให้เราเดาถูกอย่างน้อย 1 ใน 3 ของ 60% ที่เหลือ ซึ่งคิดเป็นคะเเนนสอบอีก 20% เเล้ว จะทำให้เราสอบได้คะเเนน 60% พอดิบพอดีครับ   ข้อเเนะนำเเละข้อควรระวัง 1. อย่าโลภ คิดว่าถ้าเรากาสุ่มๆ มีโอกาสได้มากกว่าที่พี่หงวนบอก เพราะการเดาข้อสอบที่มี 4 ช็อยส์นั้น เรามีโอกาสเเค่ 1 ใน 4 การกาผิดมันง่ายกว่ากาให้ถูกนะครับ ยังไงก็น้อยกว่าวิธีของพี่หงวนอยู่ดีครับ 2. ถ้าเราทำผิดเยอะ การเดาวิธีนี้จะทำให้เราผิดเเบบทับซ้อน เพราะฉะนั้นการเตรียมตัวเเบบที่บรรยายในบทก่อนหน้านี้ทั้งหมด ยังเป็นสิ่งจำเป็นต้องฝึกทำเเบบฝึกหัดเยอะๆก่อนเข้าห้องสอบด้วยครับ 3. ในทางกลับกัน ถ้าเรายิ่งทำของเดิมถูกมากเท่าไร เราก็จะได้คะเเนนที่เพิ่มจากการเดาเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นครับ 4. เราสามารถเพิ่มโอกาสในการเดาถูกได้โดยการไปหาข้อสอบของปีก่อนๆมานับ และให้ลองนับย้อนหลังสัก 4-5 ปี ว่าคนออกข้อสอบเค้าชอบออกช็อยส์ไหน เเละในกรณีที่เรานับเเล้วได้ 2 ช็อยส์ที่เรากาไปน้อยที่สุด เราก็เลือกดิ่งในช็อยส์ที่คนออกข้อสอบเค้าชอบดีกว่านะครับ  *(เเม้ว่า โดยเฉลี่ยเเล้วคือ 25% เท่ากันทุกช็อยส์ เเต่ในความเป็นจริงมักจะมีเหลื่อมๆกันบ้าง เช่นข้อสอบที่มี 28 ข้อ อาจไม่ได้เเบ่ง ก-ข-ค-ง เป็น 7-7-7-7 (25% เท่ากันทั้งหมด) เเต่อาจจะเป็น 6-6-8-8 หรือ 5-7-7-9 ก็ได้ครับ) 5. การจะทำข้อสอบเข้ามหาลัยหรือข้อสอบเเข่งขันให้้ได้คะเเนนมากกว่า 40% ไม่ใช่เรื่องง่ายๆนะครับ ต้องฝึกทำโจทย์ตามที่อธิบายในบทก่อนหนานี้เยอะๆๆๆด้วย   สรุป: ให้เราเตรียมตัวตามเนื้อหาในบทก่อนหน้าทั้งหมด เมื่อเราเตรียมตัวแบบที่พี่หงวนบอกแล้ว เชื่อว่าเราจะทำข้อสอบได้อย่างต่ำๆ 40% เมื่อรวมกับการเดาแบบมีหลักการคือการดิ่งช็อยส์ที่กาไปแล้วน้อยที่สุดจะทำ ให้เราได้คะแนนรวมเป็น 60% เป็นอย่างน้อยครับ http://www.unigang.com
Update การต่อวีซ่าในประเทศอังกฤษนักเรียน
 รายละเอียด การต่อวีซ่าในประเทศอังกฤษ    **ในการต่อวีซ่าได้ข่าวมาว่าจะต้องใช้ผลไอเอลด้วย ซึ่งถ้าน้องๆ คนไหนไม่อยากสอบไอเอล..ให้ apply เป็น Student Visitor Visa ก็ได้นะคะ แล้วค่อยกลับมาต่อที่เมืองไทยค่ะ เพราะ ตอนนี้ Tier 4 Visa น้องๆ ก็ไม่สามารถทำงานได้เช่นกันค่ะ ต่างกันแค่การต่อวีซ่าที่อังกฤษค่ะ                    *******ซึ่ง อันนี้แล้วแต่น้องๆเลยค่ะ ว่าอยากต่อประเภทไหนนะจ้ะ****              ส่วนการต่อวีซ่าในอังกฤษ สำหรับคนที่วีซ่าไม่ครอบคลุมจนจบปริญญาโท (เรียน Pre-Session) หรือจะต่อวีซ่าค่ะ หลังจากเดินทางถึงอังกฤษแล้ว **รีบเปิดธนาคาร โดยขอหนังสือรับรองการเป็นนักศึกษาจามหาวิทยาลัยเพื่อไปเปิดบัญชีค่ะ พร้อมนำ Passport ไปด้วยนะคะจากนั้นก็ใส่เงินไว้ ให้ครอบคลุมค่าเรียน บวกค่าครองชีพ ให้เพียงพอ                คือ ค่าเรียนถ้าจ่ายให้มหาวิทยาลัยแล้ว ก็จะเป็นศูนย์ ค่าครองชีพในลอนดอน 800 ปอนด์ต่อเดือน และนอกลอนดอน 600 ปอนด์ต่อเดือน     นำค่าเทอม + กับค่าครองชีพ = เท่าไหร่ ก็ต้องมีเงินเท่านั้น และเงินอยู่ในบัญชีมา 28 วันก่อนขอวีซ่า ยกตัวอย่าง ค่าเทอม 9000 ปอนด์  จ่ายมัดจำ ไป 4000 ปอนด์  คงเหลือ 5000 ปอนด์  บวกค่าครองชีพ 1 ปี นอกลอนดอน 5400 ปอนด์          ดังนั้น ต้องมีเงินเพื่อต่อวีซ่า 10,400 ปอนด์ (แต่น้องๆที่ลอนดอน บอกพี่เป้มาว่ามีเงินแค่ 1600 pounds ก็พอ และให้คงอยู่ในบัญชีเรา อย่างน้อย 28 วันก่อนขอวีซ่าค่ะ) ซึ่งสามารถโทรนัดยื่นวีซ่า กับทาง Home office ที่นั่นได้เลยค่ะ        จะ extend visa จะเรียนโทหรือเรียนภาษาต่อค่ะ เอกสารหลักๆที่ต้องใช้นะค่ะ 1. เอกสาร Attendance จากโรงเรียนเก่า (ถ้ามี) 2. CAS Number จากโรงเรียนใหม่ 3. เอกสารเกี่ยวกับการเงิน Bank Letter, Bank Statement โดยต้องมีเงินในบัญชี รวมค่าเรียนและ Cost of Living อยู่ในบัญชีไม่น้อยกว่า 28 วันค่ะ (saving account)   ต้องขอจากธนาคารดังนั้นดูเวลาเผื่อด้วยนะคะไม่รู้ว่ากี่วันได้ 4. ผลสอบภาษาอังกฤษ – IELTS หรือใบ Certificate จากมหาวิทยาลัย 5. Form กรอกขอวีซ่า Download จาก http://www.ukba.homeoffice.gov.uk/sitecontent/applicationforms/pbs/tier4applicationform1.pdf  ค่ะ 6. Passport  7. ค่าวีซ่า 8. ถ้าไปต่อวีซ่าแบบวันเดียวได้ก็ต้อง make appointment แต่ถ้าต่อ by post ก็ส่งเอกสารไปได้เลยค่ะ –Paey  - แนะนำให้ต่อแบบที่ได้วันเดียวค่ะ จะได้สบายใจค่ะ 9. รูป   ดูค่าวีซ่าจากที่นี่ค่ะ http://www.ukba.homeoffice.gov.uk/studyingintheuk/adult-students/visa-fees/#  Walk in: £702 Post: £386 Those wishing to make an application in person should contact our Public Enquiry Office on the number below. Croydon Public Enquiry Office Lunar House 40 Wellesley Road Croydon CR9 2BY  Telephone: 0870 606 7766 (Lines are open Mon to Thurs 9:00am - 4:45pm; Friday 9:00am - 4:30pm) http://www.ukba.homeoffice.gov.uk/contact/applyinginperson/sameday/  http://www.ukba.homeoffice.gov.uk/contact/applyinginperson/beforeyouarrive/  โทรนัดเสร็จ ก็เตรียมตัวไปขอวีซ่าได้เลยทันทีค่ะ               บางคนที่ใช้เอกสารรับรองสถานะการเงินจากเมืองไทย ต้องขอใกล้ ๆ ณ เวลาที่จะขอวีซ่า และให้ที่บ้านส่งมาให้ที่อังกฤษค่ะ เพราะต้องใช้เอกสารตัวจริง แต่โดยมากนักเรียนจะใช้บัญชีที่เปิดใหม่ที่อังกฤษมากกว่าค่ะ คนที่ใช้ bank statement ในอังกฤษ ต้องขอเอกสารตัวจริงจากธนาคารมาด้วยนะคะ เค้าไม่มีเป็นสมุดบัญชีแบบบ้านเราค่ะ ดังนั้นให้รีบขอ ดูว่าเงินที่ครอบคลุมนี้(Statement) อยู่มา 28 วันหรือมากกว่าด้วยนะคะ    หลังจบคอร์ส pre-sessional แล้ว จะได้ใบประกาศ หรือ Certificate ยืนยันว่าผ่านแล้ว และได้ CAS มาใหม่อีกใบ คราวหน้าเมื่อต่อวีซ่าจะได้ยาวเลยค่ะ จนจบโท ให้สังเกตใน CAS อันใหม่ด้วยค่ะว่า ข้อมูลของเราถูกต้องไหม เอกสารตัวจริงที่ต้องยื่นมีอะไรบ้าง จะอยู่ตรง Evidence used to obtain offer นะคะ   จะมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยดูแลเรื่องการต่อวีซ่าของแต่ละมหาวิทยาลัยนะคะ เอกสารทางมหาวิทยาลัยจะรวบรวมและส่งไปให้ทางไปรษณีย์ค่ะ (หรือให้ถามการกรอกเอกสารจากที่โรงเรียนเก่าก็ได้ค่ะ)   พยายามดูข่าวอัพเดท ทางเว็บนี้นะคะ http://www.ukba.homeoffice.gov.uk/  เผื่อแบบฟอร์มเปลี่ยนหรือเงื่อนไขอัพเดท จะได้ต่อวีซ่าได้อย่างไม่มีปัญหาค่ะ         Extending a student visa in the United Kingdom  The process of extending a student visa inside the United Kingdom is: Step    Find out more 1. Choose the course you want to study, and check that it is at a level we accept.    See Your course of study for more information on the acceptable levels and types of courses.  2. Check that the provider of the course is a licensed Tier 4 sponsor.    See Your education provider  for more information.   3. Work out how much money you will need to have to cover your course fees and living costs when you submit your application.    See Your money to find out how to calculate the amount that you will need.  4. Get a confirmation of acceptance for studies (CAS) from your education provider, and gather all the documents you used to obtain your CAS. (You get 30 points for having a valid CAS.)    See Evidence used to obtain your CAS  for more information.  5. Gather all the documents you need to prove that you meet the money requirement. (You get 10 points for showing that you can cover your course fees and living costs).    See Evidence of your money for details of the documents we accept.   6. Complete the application form, and add your supporting evidence and your visa application fee.    See How to complete the application form  and Visa fees  for more information.  8. Arrange to enrol your biometric information (fingerprints and photograph) at one of our enrolment centres, if you have not done so before. We will then send you an identity card for foreign nationals.    See ID cards and biometrics for more information on what you will need to provide.  8. Submit your application by post or in person.     See When and where to apply to find out how you can submit your application.  How to fill application form http://www.ukba.homeoffice.gov.uk/sitecontent/applicationforms/pbs/tier4applicationform1.pdf   http://www.ukba.homeoffice.gov.uk/studyingintheuk/adult-students/applying-inside-uk/ ** กรุณา Alert ตัวเองนิดนึง นะจ๊ะ..เรื่องเอกสารและการต่อวีซ่า อย่าให้พลาดนะจ๊ะ...   With Love, http://www.keyeducation.co.th/
World University Rankings 2011-2012
 CalTech โค่น Harvard สุดยอดมหา'ลัยโลก      หลายๆคนคงจะใจจดจ่อกับอันดับมหาวิทยาลัยโลกของสำนักจัดอันดับมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง The Times Higher Education (THE) สำนักจัดอันดับมหาวิทยาลัยจากประเทศอังกฤษ ประจำปี 2011-2012  ได้สร้างความแปลกใจแก่คนทั่วโลก โดยการเปิดเผยรายชื่อ มหาวิทยาลัยทั้ง 400 แห่งออกมา ซึ่งสุดยอดมหาวิทยาลัยโลกอันดับ อันดับที่ 1      ได้แก่ California Institute of Technology (CalTech) หรือสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย ด้วยคะแนนรวม ร้อยละ 94.8 โดย อันดับที่ 2       เป็นของสองสถาบันชื่อดังที่นั่งอยู่ตำแหน่งเดียวกันเป็นปีแรกอย่าง Harvard University (มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด)  อันดับที่ 3       Stanford University (มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด) ด้วยคะแนนรวม ร้อยละ 93.9  อันดับที่ 4         University of Oxford (มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด) ด้วยคะแนนรวม ร้อยละ 93.6  และอันดับที่ 5 ได้แก่ Princeton University (มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน) ด้วยคะแนนรวม ร้อยละ 92.9 ซึ่งในปีนี้นับเป็นครั้งแรกของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกของ THE ตั้งแต่ปี 2004 ที่มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลอย่าง Harvard University เสียแชมป์เป็นครั้งแรก http://www.keyeducation.co.th
เคล็ดไม่ลับสำหรับการขอวีซ่าแคนาดา
 เพิ่งพาน้องๆ ที่สมัครเรียนกับ Key Education ไปยื่นวีซ่าไปเรียนที่แคนาดามา แล้วก็เห็นว่ามีอุปสรรคเล็กๆน้อยๆบางอย่างในการทำเรื่่อง จึงคิดว่าคงจะพอมีประโยชน์อยู่บ้างสำหรับคนที่ต้องการจะไปเรียนต่อที่แคนาดา แล้วไม่อยากเสียเวลาเดินทางไปทำเรื่องที่สถานกงสุลบ่อยๆให้หงุดหงิดรำคาญใจ                    ก่อนอื่นเลย เรื่องที่ต้องรู้ก่อนคือ สถานกงสุลแคนาดาอยู่ที่่ ถนนพระราม9 ตรงข้ามสวนลุม และอยู่ติดกับตึกอื้อ จือ เหลียง โดยมีชื่อตึกว่า ตึกอับดุลราฮิม (แต่ไม่ต้องหาชื่อตึกให้วุ่นหรอก เพราะชื่อตึกนั้นตัวเล็กมาก กว่าจะเห็นก็แทบจะเลยอยู่แล้ว... ตอนไปก็หาตั้งนานเหมือนกัน ทางที่ดีหาตึกอื้อ จือ เหลียง แล้วเลี้ยวเข้าตึกติดกันเลย โดยที่ตึกอื้อ จือ เหลียง นั้นจะถึงก่อน) สถานกงสุลแคนาดาอยู่ที่่ชั้น 15 ก่อนขึ้นไปก็จะต้องแลกบัตรเพื่อใช้ในการผ่านประตูไปที่ลิฟท์ ส่วนตัวลิฟท์เองก็จะมีการแบ่งชั้นว่าชั้นไหนต้องขึ้นฟากไหน          เฮ้อ... กว่าจะเข้าไปที่กงสุลได้ก็แทบแย่ แต่พอขึ้นไปแล้วเขาก็จะให้เราฝากมือถือไว้ข้างที่เคาเตอร์ด้านหน้า ก่อนจะรับบัตรคิว สแกนกระเป๋า แล้วก็เข้าไปนั่งรอเขาเรียก         กงสุลแคนาดาเปิดทำการให้ยื่นเอกสารตั้งแต่ 7.30 - 10.00 น. และให้มารอฟังผลในเวลา 13.30 - 15.00 น. โดยจะเปิดทำการแค่วันจันทร์ถึงพฤหัสเท่านั้น โดยปกติแล้วเขาจะนัดฟังผลวันรุ่งขึ้นหลังจากที่เรายื่นเอกสาร ตัวเอกสารการขอวีซ่านักเรียนก็จะมีต่อไปนี้ 1. ค่าธรรมเนียม 3750 บาท (แคชเชียร์เช็คหรือแบงค์ดราฟท์เท่านั้น) 2. แบบฟอร์การขอวีซ่านักเรียนที่ ต้องกรอกครบถ้วน 3. แบบฟอร์มเกี่ยวกับครอบครัว 4. หนังสือเดินทางพร้อมสำเนา 5. รูปถ่าย 1.37 * 1.77 จำนวน 4 ใบ โดยเป็นรูปถ่ายปัจจุบัน 6. จดหมายตอบรับจากสถาศึกษา ตัวจริงพร้อมสำเนา 7. transcrip ตัวจริงพร้อมสำเนา 8. จดหมายรับรองจากธนาคาร หรือสมุดบัญชีเงินฝาก (ของนักเรียนเองหรือผู้ปกครองก็ได้) ตัวจริง และต้องมีอายุเกิน 1 ปี 9. จดหมายรับรองจากนายจ้างของผู้รับผิดชอบทางการเงินของนักเรียน ที่ระบุรายได้ต่อเดือนชัดเจน หรือ หนังสือรับรองการจดทะเบียนการค้าในกรณีที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว (เอกสารตัวจริง) 10. หากเป็นนักเรียนทุนที่เป็น full scholarship ข้อ 9 ก็ไม่จำเป็นต้องยื่น แต่ต้องยื่นเอกสารที่ระบุจำนวนเงินทุน สาขาวิชา และสถานภาพของทุนที่ได้รับ โดยที่เอกสารต้องเป็นตัวจริงที่ได้จากโรงเรียน 11. หากอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็ต้องมีเอกสาร custodianship declaration... ตัวนี้แนะนำให้ไปขอที่กงสุลแผนกวีซ่าแล้วไปที่แผนก consular เพื่อที่จะให้พ่อแม่ หรือผู้ปกครองเซ็นยินยอมต่อหน้าเจ้าพนักงาน และเสียค่าใช้จ่ายให้เขาไป 1500 บาท... แพงหน่อยแต่ชัวร์ หรือหากไม่อยากเสียเวลาไปรอคิวที่ consular ก็ให้พิมพ์จดหมายยินยอมให้ผู้ปกครองเซ็นแล้วไปที่สำนักกฏหมายที่ไหนก็ได้ให้เขาเซ็นเป็นพยาน แล้วอย่าลืมแปลเอกสารด้วยล่ะ         *** แผนก consular เปิดตั้งแต่ 9.00 - 12.00 จันทร์ถึงพฤหัส ***          *** tip*** ให้ไปขอบัตรคิวที่แผนก consular แล้ว หากคนเยอะ ก็ให้ไปขอบัตรคิวของแผนกวีซ่าเลย เขาจะจ่ายบัตรให้จนถึง 10 โมง แต่ถ้าคนมาก  เจ้าหน้าที่ก็จะรับเอกสารจนกว่าจำนวนคิวจะหมด                    เอกสารอีกตัวที่ต้องมีคือ หนังสือลงนามจากผู้ดูแลเราที่แคนาดา อันนี้ทางโรงเรียนปกติแล้วจะเป็นคนส่งมาให้ 12. หากมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ต้องยื่นเอกสารจากสำนักงานตำรวจ เพื่อยืนยันว่าไม่มีประวัติอาชญากรรม         ถ้าเอกสารผ่าน เขาก็จะให้เอกสารในการตรวจสุขภาพมา ในกรณีที่จะศึกษาต่อในแคนาดามากกว่า 6 เดือน                  ในการตรวจสุขภาพก็จะมีการเจาะเลือด (อันนี้เพิ่งไปโดนมา) x-ray ตรวจปัสสาวะ และ ตรวจร่างกายธรรมดาทั่วไป ซึ่งราคาก็จะต่างกันไปตามแต่ละที่         *** tip *** ในการจอดรถที่ตึก 1 ตราประทับจะเท่ากับ 1 ชั่วโมงที่ได้จอดฟรี ยกเว้นที่ black cayon จะได้ 2 ชั่วโมง ค่าจอดก็เบาๆ แค่ 30 บาท ต่อชั่วโมงเอง...         เวลาไปรอผลก็เดินเข้าไปได้เลย เขาไม่มีบัตรคิวให้ เพราะต้องนั่งรอเรียงตามลำดับก่อนหลัง         หากมีปัญหาในการยื่นวีซ่าและสมัครเรียนต่อแคนาดา ติดต่อได้ที่ Key Education คะ โทร 02 6567130         **** อ๋อ ทำใจทำอารมณ์ไว้หน่อยก็ดี พนักงานสถานทูตแคนาดางานเยอะ พนักงานก็เลยไม่ค่อยยิ้มเท่าไหร่ แต่หากอยากไปรอไม่นานตอนยื่นเอกสารก็ให้ไปวันพฤหัส แต่ก็ต้องรอจนจันทร์กว่าจะได้รู้ผล แต่ถ้าอยากให้เรื่องวีซ่าแคนาดาเป็นเรื่องง่าย ติดต่อ Key Education ได้คะ เราเชี่ยวชาญเรียนต่อ และทำวีซ่านักเรียนแคนาดา******* http://www.keyeducation.co.th
iPhone 4S อาจเปิดตัวในไทยช่วงวันที่ 14-16 ธันวาคมนี้
iPhone 4S อาจเปิดตัวในไทยช่วงวันที่ 14-16 ธันวาคมนี้   อัพเดทสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ iPhone 4S ในประเทศไทย โดยแหล่งข่าวของ thaimacupdate ได้ให้ข้อมูลกับทางเราว่าค่ายมือถือค่ายหนึ่งเตรียมจัดงานเปิดตัวสินค้าบางอย่างในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งก็พอจะคาดเดากันได้ว่าน่าจะเป็น iPhone 4S โดยกำหนดการเรื่องวันที่นั้นยังไม่แน่นอนเป๊ะๆ แต่คาดว่าน่าจะอยู่ระหว่างวันพุธที่ 14 ถึงวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ส่วนราคาเรายังไม่ทราบแน่ชัดแต่คาดว่าน่าจะไม่ต่างกับตอนเปิดตัว iPhone 4 เท่าไร               อย่างไรก็ตามขอออกตัวเอาใว้ก่อนว่ากำหนดการเปิดตัวสินค้าของ Apple มักจะถูกคอนเฟิร์มอีกทีตอนใกล้ๆ แล้วเท่านั้นซึ่งหากมีเหตุการณ์สุดวิสัยใดๆ ก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ทางแหล่งข่าวก็ยืนยันมาเองแล้วว่ามีแน่ๆ ภายในเดือนธันวาคมแน่นอน ส่วนจำนวนเครื่องก็น่าจะเยอะพอสมควรหากดูจากความสามารถในการผลิตมาขายที่ประเทศอื่นๆ แต่ก็อาจจะโดนลูกกั๊กตามสเต็ป Apple ที่เลือกจะปล่อยวันละไม่กี่เครื่องนั่นเอง   ความเห็นของผมในตอนนี้สำหรับคนที่อยากจะซื้อ iPhone 4S น่าจะชะลอและรอดูเครื่องอย่างเป็นทางการกันได้แล้วถึงแม้ว่าเครื่องหิ้วตอนนี้ราคาจะอยู่ที่ 24,xxx-25,xxx แต่เชื่อว่าเครื่องอย่างเป็นทางการนั้นทั้ง 3 ค่ายผู้ให้บริการคงจะงัดเอาโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษดีๆ มาเสนอกันอย่างเมามันส์นั่นเอง  http://hitech.sanook.com/    
อยากเรียนต่อต่างประเทศ แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ดูคำแนะนำจากพี่ๆได้ค่ะ
1.หาข้อมูลของสถาบัน - หาข้อมูลของมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนวิชาที่เราต้องการ เลือกสถาบันที่น่าเชื่อถือ มีการจัดอันดับ หรือได้รับการรับรอง - หาข้อมูลของเมืองและประเทศ ว่าน่าอยู่เหมาะกับเราหรือเปล่า ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ สภาพความเป็นอยู่ ชอบอยู่ในเมืองหรือชอบชนบท...กรณีต้องการหารายได้เสริมต้องศึกษาข้อบังคับของแต่ละประเทศว่ากำหนดห้ามหรือไม่ หรือหากทำงานได้ สามารถทำได้กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อ “dekriannok.com” มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านซึ่งทุกท่านจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศทั้งสิ้น และพร้อมจะแนะนำให้ข้อมูลที่จำเป็น รวมถึงช่วยเหลือในทุกขั้นตอน 2. การเตรียมการสมัครสอบ ในการสมัครเรียน ทางมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ต้องการดูผลวัดความรู้ภาษาอังกฤษว่าเราอยู่ในระดับใด - สอบภาษาอังกฤษ TOEFL สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ และ IELTS สำหรับประเทศอังกฤษ และออสเตรเลีย - สอบความรู้ด้านอื่น รวมถึงสอบ GMAT สำหรับด้านบริหาร และสอบ GRE สำหรับด้านอื่นๆ บางสาขาไม่จำเป็นต้องสอบ บางมหาวิทยาลัยมีสถาบันภาษาของตัวเอง ซึ่งเราสามารถเรียนภาษาที่นั้นและสอบเข้าเรียนต่อโดยตรงได้เลย โดยไม่ต้องสอบ IELTS หรือ TOEFL อีกรอบ 3. เลือกสถาบันและลงทะเบียน หากได้สถาบันที่ถูกใจแล้ว ก็ลงทะเบียนเรียน พร้อมส่งใบสมัครและเอกสารไปที่สถาบัน ควรทำให้เร็วที่สุด เพราะหากกระชั้นชิดอาจได้วีซ่าไม่ทันวันเดินทาง 4. การเตรียมเอกสาร ควรเตรียมเอกสารตั้งแต่เริ่มคิดที่จะสมัครเรียนต่อ เนื่องจากบางเอกสารอาจจะต้องใช้เวลานาน โดยเอกสารหลักๆที่ต้องมี - ทรานสคริปต์ (transcript) เป็นใบผลการเรียนจากทางมหาวิทยาลัย ฉบับทางการ เป็นภาษาอังกฤษ ใส่ซองมหาวิทยาลัยและปิดผนึกตรามหาวิทยาลัยที่หน้าซอง ขอได้จากสำนักทะเบียน เกรดเฉลี่ยสูงอาจจะสร้างความตื่นเต้นให้มหาวิทยาลัยต่างประเทศ แต่เกรดเฉลี่ยต่ำก็ไม่ได้หมายความว่าจะสิ้นแรงดึงดูด - จดหมายแนะนำ (letter of recommendations) จดหมายแนะนำจากทางอาจารย์หรือหัวหน้างาน อย่างน้อย 3 ฉบับ (บางที่เอา 2) - เอกสารรับรองทางการเงิน (financial statement) เอกสารรับรองจากทางธนาคารว่าเรามีเงินเพียงพอที่จะเรียนต่อได้ แนะนำว่าอย่างน้อยควรจะมีเงินมากกว่าค่าหลักสูตรและค่ากินอยู่ตลอดหลักสูตร และฝากมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 เดือน (อย่ากังวลหากไม่ตรงเงื่อนไข หลักการพิจารณาขึ้นกับเอกสารประกอบอย่างอื่นด้วย) - statement of purpose เป็นจดหมาย 1 หน้า เป็นจดหมายที่เราเขียนให้แก่ทางมหาวิทยาลัย เกี่ยวกับเหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงเลือกมาเรียนที่นี่ (เขียนในทำนองว่าทำไมมหาวิทยาลัยควรจะรับเราเข้าศึกษา) - อื่นๆ อาจจะเป็นประกาศนียบัตรต่างๆ ที่เราได้มาและเกี่ยวข้องกับที่เราจะสมัคร พี่ๆ dekriannok.com จะช่วยเหลือน้องๆในทุกขั้นตอนการสมัครค่ะ 5. ขั้นตอนหลังจากได้รับการตอบรับ ส่วนใหญ่จะเป็นการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทาง - สถาบันจะออกเอกสารตอบรับมาให้ เพื่อนำไปขอวีซ่า ในประเทศไทย ควรขอแต่เนิ่นๆ เพราะบางประเทศ Student Visa ใช้เวลาการขอว่า 4 สัปดาห์ - หลังได้วีซ่าแล้วก็ซื้อตั๋วเครื่องบิน เตรียมตัวว่าจะไปถึงวันไหน อาจจะไปถึงก่อนซัก 1-2 อาทิตย์เพื่อปรับตัวก่อนเริ่มเรียน หรือถ้ากะจะไปเที่ยวก่อนอาจจะไปก่อนหน้านั้นได้  http://www.dekriannok.com/article/unknow-begin.html
วิธีการเลือกที่เรียนต่อต่างประเทศ
ปัจจุบันหลายครอบครัวนิยมส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อต่างประเทศ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับปริญญาเอก รวมถึงการศึกษาในหลักสูตรระยะสั้นไม่กี่เดือน เหตุผลเพื่อต้องการให้บุตรหลานมีความเข้าใจภาษาอังกฤษ และวิชาการ อีกทั้งยังเป็นการหาประสบการณ์ชีวิตในต่างแดนไปพร้อมกัน ในขณะเดียวกันก็เกิดคำถามขึ้นเกี่ยวกับการเลือกสถาบันการศึกษาที่มีอยู่มากมายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาตั้งแต่การเลือกประเทศ ความแตกแต่งของระบบการศึกษา ภาษาและวัฒนธรรม ดังนั้น ”dekriannok.com” จึงมีสิ่งควรรู้บางประการมานำเสนอที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจ ก่อนเลือกส่งบุตรหลานไปเรียนต่อ 1. ความพร้อมด้านการเงิน แต่ละประเทศจะมีอัตราค่าครองชีพที่สูงต่ำต่างกันไป แม้ในประเทศเดียวกันแต่ต่างเมือง ต่างรัฐ ก็อาจมีค่าครองชีพที่ต่างกันอย่างมาก ดังนั้นก็วางแผนการเงินสำหรับค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร อันรวมถึงค่าเทอม ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเดินทาง และสันทนาการอื่นๆ จำเป็นต้องรวมอยู่ในบัญชีรายจ่ายที่ต้องเตรียมพร้อมไว้แต่แรก และหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยขณะที่ศึกษาอยู่ต่างประเทศ ก็อาจจะเป็นค่าใช้จ่ายที่เราอาจต้องเผื่อเงินไว้อีกก้อน หากเราไม่ได้ซื้อประกันสุขภาพและอุบัติเหตุไว้ตั้งแต่ก่อนการเดินทาง ประโยชน์ข้อสำคัญของการเตรียมเงินสำรองในบัญชีเงินฝาก คือ เป็นหลักประกันในการขออนุมัติวีซ่าด้วย 2. ความพร้อมของผู้ศึกษา แม้ความพร้อมทางการเงินจะเป็นปัจจัยต้นๆ ในการส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ความพร้อมของผู้ศึกษา ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นความสามารถด้านภาษา ซึ่งผู้ศึกษาต่อสามารถที่จะสอบวัดความรู้โดยข้อสอบแต่ละสถาบันจัดให้ แต่ทั้งนี้ความสามารถด้านภาษาจะพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากผู้ศึกษาต่อตัดสินใจเรียนภาษาในต่างประเทศกับเจ้าของภาษา การปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น สภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมที่ต่างออกไป ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ศึกษาต้องเตรียมใจไว้เผชิญ แต่ด้วยกระแสความนิยมศึกษาต่อต่างประเทศ 3. ชื่อเสียงของสถาบัน ความน่าเชื่อถือของสถาบันอาจต้องให้การบอกเล่าปากต่อปากจากผู้เคยศึกษา แต่ปัจจุบันมีการจัดอันดับของสถาบันการศึกษา ตั้งแต่ระดับโลก ทวีป ประเทศและบางครั้งมีการจัดอันดับแบบแยกเป็นสาขาวิชาอีกด้วย ซึ่งการจัดอันดับจะคำนึงถึงคุณภาพของอาจารย์ ผลงานของทั้งนักเรียนและอาจารย์ อัตราส่วนของอาจารย์ต่อรักเรียน เป็นต้น ในส่วนของการเลือกเรียนภาษากับสถาบันสอนภาษา อาจจะต้องคำนึงถึงการได้รับรองคุณภาพจากบางหน่วยงาน เช่น รับรองคุณภาพจาก British Council หรือมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ เป็นต้น การเลือกเรียนภาษากับสถาบันที่น่าเชื่อถือก็เป็นอีกการลงทุนเพื่ออนาคตของผู้ศึกษาต่อ เพราะมีหลายมหาวิทยาลัยให้สิทธิรับรองการเข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย หากผู้เรียนสอบได้ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ http://www.dekriannok.com/article/choose-study.html
เก่งภาษาอังกฤษ ไม่ยาก แค่ใจสู้ไม่ถอย เจาะใจแชมป์ภาษาฯรุ่นเยาว์
       ถึงแม้ว่าผลคะแนนสอบภาษาอังกฤษของเด็กไทยจะยังคงอยู่ในอันดับท้าย ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กเอเชียในประเทศอื่นๆแต่เยาวชนไทยก็สามารถพลิกสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้หากไม่ท้อถอย คอยหาตัวช่วยในการเพิ่มพูนพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะจากหนังสือ ซีดี เพลง ภาพยนตร์ นิตยสาร รวมทั้งกิจกรรมการแข่งขันทักษะภาษาอังกฤษต่างๆที่เปิดตัวขึ้นเพื่อท้าทายเยาวชน ให้ก้าวออกมาพัฒนาตัวเองอย่างสนุกสนาน ล่าสุด "โครงการแข่งขันทักษะภาษาอังกฤษ" หรือ Enconcept E-Mania Tournament 2010/11 ครั้งที่ 3 รอบชิงชนะเลิศ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดี จากโรงเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษเอ็นคอนเส็ปท์ อี แอคเคเดมี่ นำโดยครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ รอบชิงชนะเลิศ โดยมีเยาวชนผู้เป็นแชมป์จาก 5 ภูมิภาคในประเทศไทย ผู้ฝ่าด่านการแข่งขันในรอบแรกและรอบสองจากผู้เข้าแข่งขันร่วมหมื่นคนทั่วประเทศ จนเหลือเพียง 10 คนสุดท้ายในรุ่นจูเนียร์ และซีเนียร์ เพื่อประลองความเป็นเลิศคว้าแชมป์ระดับประเทศ พร้อมโล่เกียรติยศจากกระทรวงศึกษาฯ และเงินทุนการศึกษาไปครอง        ซึ่งการแข่งขันรอบสุดท้ายเป็นรูปแบบเกมโชว์ภาษาทั้ง “ฟัง-พูด-อ่าน-เขียน” ผู้เข้าแข่งขันต้องแข่งกันกดไฟสัญญาณเพื่อตอบคำถาม ซึ่งในการแข่งขันรอบนี้มีเหล่าเอ็ดดูเทนเนอร์มากความสามารถจากเอ็นคอนเส็ปท์ฯ มาเป็น commentator เฉลยคำตอบที่ถูกต้องไปพร้อมกับให้ความรู้แก่ผู้เข้าแข่งขัน และผู้ชมซึ่งมีทั้งเยาวชนทั่วไป และกองเชียร์ของแต่ละภูมิภาคที่รวมตัวมาให้กำลังใจเพื่อนบนเวทีอย่างสนุกสนาน คึกคัก อีกด้วย         ผลการแข่งขันสิ้นสุดลง ผลปรากฏว่า "นุ่น" ศิริลักษณ์ เจริญสุข นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน เป็นผู้คว้าแชมป์ระดับจูเนียร์ เปิดใจว่า "นุ่นรู้สึกดีใจมากที่ผ่านเข้ามาเรื่อย ๆ ซึ่งรอบแรกจะเน้นเกมคำศัพท์เล่นผ่านคอมพิวเตอร์ เปิดให้เข้าไปเล่นกี่ครั้งก็ได้เพื่อทำคะแนนที่ดีที่สุด จนถึงรอบเก็บตัวซึ่งชอบมากที่สุด ได้เข้าแคมป์ รู้จักพี่ ๆ ได้เที่ยวด้วย เพื่อน ๆ ที่ผ่านเข้ารอบมาก็มาแชร์กันได้ติดต่อคุยกันใน facebook ได้เพื่อนเพิ่มขึ้น ปกติหนูเป็นคนขี้กลัว ตื่นเต้น ไม่ชอบพูดต่อหน้าคนเยอะ ๆ แต่การแข่งขันในรอบสุดท้ายนี้ทำให้เรากล้าขึ้น ได้ฝึกควบคุมตัวเอง ฝึกสติด้วยคะ ”                   ด้าน "ภูมิ" ภูดิศ จันทยานนท์ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แชมป์เก่าผู้หวนกลับมาคว้าแชมป์อีกครั้งในปีนี้ ในรุ่นซีเนียร์ บอกว่า “ปีนี้ยากกว่าปีที่แล้ว ผมเตรียมตัวค่อนข้างมาก อ่านหนังสือ ท่องศัพท์ ตอนอยู่บนเวทีก็ยังตื่นเต้น ก่อนขึ้นเวทีต้องนั่งทำสมาธิ รู้สึกภูมิใจมากครับที่ชนะสองปีซ้อน ผมคิดว่าภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่เรามีโอกาสได้ใช้เรื่อย ๆ การมีความรู้ภาษาอังกฤษจะทำให้เราสามารถนำไปใช้ได้ทุกครั้งที่ต้องการ ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่สนุกมาก เพราะเป็นการแข่งขันผ่านการเล่นเกม ซึ่งเป็นเรื่องที่วัยรุ่นก็เล่นกันอยู่แล้ว เราก็แค่เปลี่ยนมาเล่นเกมที่ให้ทั้งความรู้ และความสนุกไปด้วย อยากให้ทุกคนลองเข้ามาสมัครดูนะครับ เพราะไม่ว่าจะชนะหรือไม่ เราก็ได้ความรู้เพิ่มมากขึ้นกลับไปแน่นอนครับ”                ส่วนน้องเล็ก อย่าง "บิว"กานต์นิธิ ไตรต้นวงศ์ นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวร รองชนะเลิศอันดับ 2 ในรุ่นจูเนียร์ เล่าว่า “ผมเป็นนักเล่น cross word ออกแนวต่อคำศัพท์มากกว่า จึงเริ่มอ่านหนังสือเพิ่มเพื่อเป็นตัวช่วย การแข่งขันบนเวทีวันนี้สอนให้เรารู้จักการวางแผนและมีสมาธิมากกว่านี้ สอนให้เราไม่สะเพร่า ก่อนตอบคำถามต้องคิดให้เยอะขึ้น อย่ารีบร้อน แต่ที่ประทับใจสุด ๆ คือการแข่งขันในรอบภูมิภาค รู้สึกท้าทาย สนุก ไอดอลของผมคือครูพี่แนน กับครูพี่เมย์ เป็นครูที่ช่วยให้ผมเก่งภาษาอังกฤษมากขึ้น มีความรู้เพิ่มขึ้น และยังคอยหากิจกรรมที่ทำให้เราได้แสดงออกด้านทักษะภาษาอังกฤษอีกด้วย”                ทิ้งท้ายด้วย "ฟ้า" ขวัญชนก พิริยะกิจบูลย์ ชั้น ม.6 โรงเรียนเบญจะมะมหาราชา ตัวแทนผู้เข้าแข่งขันรุ่นซีเนียร์ เล่าว่า “เป็นการใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมให้เป็นประโยชน์คะ พอสมัครแล้วก็รู้สึกว่าเราต้องอ่านคำศัพท์เพิ่มขึ้น ทำให้ได้ฝึกทักษะ พัฒนาตนเองไปด้วย ทั้งการศึกษาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต และร้องเพลง Memolody กิจกรรมนี้ให้ประสบการณ์ กระตุ้นให้เราต้องพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีก ประทับใจที่สุดตอนรอบเก็บตัวเข้าแคมป์ ได้ไปทำกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซ่ สนุกมาก ขอบคุณพี่ ๆ ที่มีกิจกรรมดี ๆ ทำให้ได้เจอเพื่อน และได้ประสบการณ์ดี ๆ”                 "ครูพี่แนน"อริสรา ธนาปกิจ รองผู้อำนวยการและหัวหน้าทีมเอ็ดดูเทนเนอร์แห่งเอ็นคอนเส็ปท์ฯ ได้กล่าวปิดท้ายว่า “ปลื้มใจมากที่เห็นเยาวชนให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม Enconcept E-mania Tournament เพิ่มมากขึ้นทุกปี กิจกรรมนี้เราออกแบบขึ้นเพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์วัยรุ่นที่ชอบเล่นเกมออนไลน์ โดยในแต่ละปีเกมการแข่งขันจะมีพัฒนาการทั้งด้านความสนุกและท้าทายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงขอเชิญชวนเยาวชนไทยทุกคนลองสมัครเข้าร่วมดู เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ แต่สามารถใช้เกมการแข่งขันนี้ในการทดสอบระดับทักษะทางภาษาอังกฤษของตัวเองได้ ขณะเดียวกันก็สามารถเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ เพิ่มเติมจากการแข่งขันในแต่ละช่วง ซึ่งจะทำให้เยาวชนมีความรู้รอบตัวทางด้านภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้นโดยอัตโนมัติอีกด้วย” ขอขอบคุณบทความจาก http://www.manager.co.th/campus/viewnews.aspx?NewsID=9540000059508
สาเหตุที่คนไทยสปีกอิงลิชไม่เก่ง
เวลาฝรั่งเข้ามาถามทาง หรือขอข้อมูล เราทำอย่างไร...? คำตอบคือ....หันไปมองหน้าเพื่อนแล้วทำตาปริบ ๆ, ทำเป็นไม่ได้ยิน, เดินหนี, ภาวนาให้ฝรั่งเดินไปถามคนอื่น  คนไทยส่วนใหญ่เรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็ก แถมเรียนต่อในมหาวิทยาลัย บ้างก็ไปเรียนเพิ่มกับสถาบันสอนภาษา แต่พอถึงเวลาต้องพูดกับฝรั่งทีไรก็เกิดอาการ “ใบ้กิน” นะจังงัง ไปเสียทุกที จนน่าสงสัยว่าเรียนภาษาอังกฤษมาก็เยอะ ทำไมถึงพูดไม่ได้ นักภาษาศาสตร์ มาช่วยกันไขปริศนาแห่งการฝึกพูดภาษาที่สอง อาทิ ภาษาอังกฤษว่า “ทำอย่างไรถึงจะพูดได้ใกล้เคียงเจ้าของภาษา?” ในงานเปิดตัวแคมเปญ “Guaranteed Results” ของสถาบันสอนภาษาอังกฤษวอลล์สตรีท                     มร.เบนจามิน ลี ทอมสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาจากสถาบันสอนภาษาอังกฤษวอลล์สตรีท กล่าวว่า การ เรียนภาษาที่สอง อย่างภาษาอังกฤษไม่ได้อาศัยแค่การท่องจำคำศัพท์ หรือไวยากรณ์ แต่เรียนเพื่อให้สามารถใช้ภาษาได้จริง ๆ เหมือนการสอนเด็กแรกเกิดให้หัดพูด ขั้นแรก เด็กจะต้องฟังก่อน จากนั้นเริ่มพูดซ้ำคำต่าง ๆ ที่ได้ยิน และค่อย ๆ พูดประโยคที่ยาวขึ้น โดยเรียนรู้กฎต่าง ๆ เป็นเรื่องสุดท้าย เด็กจะเรียนรู้ ผ่านการสังเกตและฝึกหัด ไม่ใช่การจำคำศัพท์และกฎ จึงอยากให้ทุกคนเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อภาษาอังกฤษเสียใหม่ หากอยากเก่งภาษาก็จะต้องฝึกฝน อย่างสม่ำเสมอ เหมือนกับฝึกหัดเล่นกีฬา ต้องสร้างทักษะ ไม่ใช่มองภาษาอังกฤษว่าเป็นวิชาเหมือนประวัติศาสตร์ หรือภูมิศาสตร์                                     ด้าน มร. เควิน แอล บอยด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอีกท่านหนึ่ง บอกว่า การ วิจัยด้านภาษา ศาสตร์ทั่วโลก ชี้ว่า ระบบการเรียนรู้ที่ได้ผล ควรเลียนแบบการฝึกพูดภาษาพื้นเพ ของมนุษย์ ไม่ใช่แค่การจดจำคำศัพท์ ประโยค หรือกฎต่าง ๆ แต่ควรฝึกให้สมองสามารถใช้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ ทุกวันนี้ ได้มีการคิดค้นรูปแบบการเรียนรู้ตามธรรมชาติของคน เรียกว่า “natural acquisition process” หรือ “ขั้นตอนการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ” กิจกรรมต่าง ๆ เช่น การฟัง การทำซ้ำ ช่วยให้พูดคุยประโยคที่ยาวขึ้น ทำให้มีความมั่นใจที่จะพูดมากขึ้น และฝึกสมองให้ใช้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติราวกับว่าเป็นทักษะประเภทหนึ่ง          ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์บอกว่า ถึงเวลาที่คนไทยจะเอาชนะความกลัว และหันมาฝึกฝนภาษาอังกฤษในแนวทางที่ส่งเสริมให้เกิดความมั่นใจและกล้าพูด แทนการท่องจำกันเสียที.   ขอขอบคุณบทความจาก http://www.baanmaha.com/community/thread25489.html
จะไปเรียนต่อต่างประเทศ วางแผนอย่างไรดี
น้อง ๆ ที่เพิ่งจบมาคงกลุ้มกับการมองหางานพอสมควร เพราะทุกวันนี้มีการแข่งขันกันสูงมาก จนปริญญาตรีกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปซะแล้ว หันไปทางไหนใคร ๆ ก็จบปริญญาโทกัน  แล้วคราวนี้จะเอาอะไรไปแข่งกับคนอื่นดี…คิดไปคิดมา มีแต่การไปเรียนต่อเมืองนอกนี่แหละ ที่ดูมีภาษีดีกว่าเพื่อนเพราะทั้งความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับในต่างแดนจะทำให้เรามีบุคลิค ทัศนคติ และมุมมองที่ต่างไป ที่สำคัญจะทำให้เราได้เปรียบเรื่องภาษา ซึ่งส่งเสริมให้เราได้งานที่ดีต่อไปได้ แม้ว่าการไปเรียนต่อเมืองนอกจะฟังดูเก๋มาก แต่การใช้ชีวิตที่นั่นในระยะยาว จริง ๆ แล้วโหดเอาการอยู่ เพราะมีหลายปัจจัยที่อาจทำให้คุณกลับมามือเปล่าได้ จึงควรพิจารณาสิ่งต่อไปนี้ประกอบการตัดสินใจก่อนไปนะคะ                         ความพร้อมด้านการศึกษาของเรา การไปเรียนต่อปริญญาโท เกรดและสาขาที่เราจบมานั้นสำคัญมาก เพราะแต่ละมหาวิทยาลัยมีระดับมาตรฐาน และเงื่อนไขการรับผู้เข้าศึกษาต่อต่างกัน บางแห่งมีคอร์สอนุปริญญาโทไว้ปรับพื้นสำหรับผู้ที่คะแนนไม่ถึง หรือจบไม่ตรงสายก่อนที่จะเริ่มเรียนจริง แต่นั่นหมายความว่าเราต้องเสียเวลา และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดไว้ ฉะนั้นต้องดูเกรด และสาขาที่เราจบมาเป็นหลักว่าจะเลือกเรียนที่ใดได้บ้างค่ะ อยากไปจริงใช่ไหม หากคิดจะไปเรียนต่อเมืองนอก มีแค่ความ “อยาก” คงจะไม่พอ แต่ต้องมี “ความตั้งใจจริง” ด้วย เพราะการไปที่นู่นชีวิตในช่วงแรกต้องมีตะกุกตะกักกันบ้าง ต้องทำใจไว้เลยค่ะ ว่าเราต้องเจอกับสิ่งใหม่ ๆ และเรียนรู้ เพื่อปรับตัวกันไป บางเรื่องที่คิดว่าง่ายในเมืองไทย ก็กลายเป็นเรื่องยุ่งยากในเมืองนอกได้ หากยังลังเลสองจิตสองใจตั้งแต่ก่อนไป เชื่อว่าจะหมดความอดทนได้ง่าย ๆ แนะนำว่าให้ศึกษาข้อมูลประเทศที่เราอยากไปเรียนให้มากที่สุดก่อน ลองชั่งใจว่าหากเราไปอยู่ที่นั่นจริงจะไหวไหม ทางที่ดีที่สุดควรปรึกษาสถาบันแนะแนวด้านการเรียนต่อโดยเฉพาะค่ะ เพราะบางมีเราอาจจะไม่มีเวลาหาข้อมูล หรือได้ข้อมูลที่ไม่จริงก็เป็นได้ค่ะ เงิน เตรียมงบในกระเป๋าสตางค์ให้พร้อมใน 2 เรื่องหลัก คือ ค่าเล่าเรียน และค่าครองชีพ แน่นอนว่าถ้าเลือกเรียนต่อในมหาวิทยาเอกชน ย่อมมีค่าใช้จ่ายแพงกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐ แต่มหาวิทยาลัยรัฐส่วนใหญ่จะสมัครเข้าเรียนได้ยากกว่า และค่าครองชีพของแต่ละเมืองก็มีค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน ทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พัก จึงต้องหาข้อมูลให้ดีเพื่อเปรียบเทียบงบค่าใช้จ่าย แต่สถาบันแนะแนวบางแห่งจะเตรียมข้อมูลเรื่องที่พักนักศึกษาทำให้เราได้ที่พักราคาที่เหมาะสม ซึ่งสะดวกและประหยัดด้วยค่ะ ภาษา เมื่อเลือกประเทศและมหาวิทยาลัยที่สนใจได้แล้ว ควรไปสอบวัดระดับควมรู้ทางภาษาเก็บไว้ และดูว่าเราผ่านเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้สำหรับเรียนต่อปริญญาโทหรือไม่ เช่น ประเทศอเมริกาจะใช้คะแนน TOFEL อย่างต่ำ 550 คะแนน ถ้าเป็นประเทศนิวซีแลนด์จะใช้ IELT ที่ 650 คะแนน และหากเป็นประเทศจีนจะใช้คะแนนการวัดความรู้ภาษาจีน HSK ในระดับสูงเป็นต้น หากเรายังไม่ผ่านเกณฑ์ภาษาที่กำหนด ก็ต้องดูตามงบประมาณที่มีอยู่ว่าควรจะเรียนภาษาเพิ่มในเมืองไทยหรือที่มหาวิทยาลัยที่เราจะไปเรียนต่อ เพราะส่วนใหญ่มีคอร์สรองรับ แต่จริง ๆ แล้วในประเทศไทยก็มีสถาบันที่เปิดสอน TOFEL IELT และ HSK หลายแห่งที่ต่างชาติให้การยอมรับค่ะ  การเตรียมเอกสารการสมัครเรียน  มาถึงขั้นตอนการรวบรวมเอกสารกรอกใบสมัครให้ครบเพื่อยืนยันคุณสมบัติตาม ที่เค้ากำหนด โดยทั่วไปเอกสารหลัก ๆ ใช้ในการสมัครเข้าเรียนระดับปริญญาโทของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ มีดังนี้                     australia Transcript ตัวจริงพร้อมทั้งประทับตรารับรองจากมหาวิทยาลัย ใบสมัคร ที่ดาวโหลดมา หรือของที่สถาบันตัวแทนของมหาวิทยาลัย Resume เกี่ยวกับประวัติการศึกษาและประสบการณ์การทำงาน (เมืองนอกนิยมให้ผู้สมัครเรียนปริญญาโทมีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว 2 ปีขึ้นไป) Letter of Recommendation อย่างน้อย 2   ฉบับจากอาจารย์ (ในกรณีที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์การทำงาน) และจากหัวหน้างานของเรา (ในกรณีที่เคยฝึกงานที่ผ่านประสบการณ์การทำงานมาบ้างแล้ว) Financial Documents รวมถึงเอกสารจากธนาคาร เช่น Bank statement หรือสมุดบัญชีเงินฝากของผู้ที่จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายทางด้านการเงินให้กับเรา ตอนนี้ใครที่สนใจไปศึกษาต่อเมืองนอกคงเห็นภาพแล้ว ว่าการไปเรียนต่อทั้งทีนั้นไม่ได้หมูเลยจริง ๆ เราควรมีข้อมูลมากพอ เพื่อตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ซึ่งทางที่สะดวกและดีที่สุด คือการขอคำแนะนำจากสถาบันแนะแนวการเรียนต่อที่ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับของสถาบันต่างชาติ ซึ่งเปิดให้บริการอยู่ทั่วประเทศ เราสามารถขอคำปรึกษาเกี่ยวการเลือกเมือง หรือสถาบันและสาขาที่จะไปศึกษา แต่ถ้าตัดสินใจได้แล้ว ก็สามารถให้ช่วยดำเนินการเรื่องเอกสารที่ค่อนข้างยุ่งยากได้ นอกจากนี้บางสถาบันจะเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการทำวีซ่า การหาที่พัก และคอร์สปรับพื้นฐานทางภาษา ไว้ให้พร้อมในแพคเก็จเดียวทำให้สะดวกสบายไปหลายเปลาะเลยค่ะ หวังว่าข้อมูลข้างต้นจะเป็นประโยชน์แก่การเตรียมตัวไปเรียนต่อเมืองนอกไม่มากก็น้อยนะคะ ขอขอบคุณบทความจาก http://blog.th.88db.com/?p=1639
อยากไปเรียนปริญญาโทและเอกที่อเมริกา ต้องเริ่มต้นอย่างไร
มีคนเขียนถามมาเยอะว่า ถ้าจะไปเรียนฮาร์วาร์ดต้องทำอย่างไร หรือถ้าจะไปเรียนต่อเมืองนอกต้องทำอย่างไรบ้าง ทำให้ม่อนรู้สึกว่าอยากเขียนกระบวนการให้เห็นเพื่อผู้อ่านจะได้รู้วิธีการเตรียมตัวได้ถูกต้องค่ะ ซึ่งเรื่องนี้ถ้าจะเขียนจริงๆคงยาวมาก เอาเป็นว่าวันนี้เอาoverviewไปก่อนแล้วกันนะคะว่าถ้าอยากไปเรียนปริญญาโทหรือเอกที่อเมริกา   เราต้องทำอย่างไร อันดับแรกเลยก็ต้องหาข้อมูลก่อนค่ะว่าเราอยากไปเรียนที่ไหน ชอบมีคนถามว่าสมัครอย่างไร มีสาขาอะไรบ้าง จริงๆแล้วข้อมูลพวกนี้หาได้ง่ายมากเลยค่ะ googleช่วยคุณได้ แค่ใส่ชื่อมหาวิทยาลัยเข้าไปมันก็ออกมาแล้วค่ะ เราก็เข้าไปดูในdepartment หรือ school ที่เราอยากเรียน อย่างเช่น Harvard University ถ้าเราเข้าไปในเวปเขาก็จะเห็นเป็นเวปรวมของมหาวิทยาลัย ก็ต้องเข้าไปดูใน school ว่ามีอะไรบ้าง มันก็จะมี Education school, Design school, Law school , Medical school เป็นต้นนะคะ เราก็คลิกเข้าไปในคณะนั้นๆแล้วเข้าไปดูโปรแกรมหรือสาขาที่เราสนใจ  บางสาขาอาจจะไม่ได้แยกเป็นschool ออกมา แต่เป็นdepartmentแทน เช่น Economics, Arts, History, Philosophy ซึ่งสาขาเหล่านี้มักจะอยู่ใน Graduate School of Arts and Science ค่ะ   ข้อควรทราบคือ ในเมืองไทยเราใช้facultyเป็นคำว่า คณะ แต่ที่อเมริกาจะใช้คำว่า school หรือ department ค่ะ พอหาสาขาที่อยากเรียนได้แล้ว เราก็ดูrequirementค่ะว่าต้องจบอะไรมา คะแนนเท่าไหร่ ถึงจะสมัครได้ จากนั้นก็เข้าไปดูapplication process ของแต่ละคณะซึ่งก็จะไม่เหมือนกันค่ะ           วิธีสมัคร ส่วนมากจะต้องมีเอกสารเหล่านี้ค่ะ          Transcripts          TOEFL          GRE, GMAT หรือคะแนนสอบต่างๆแล้วแต่คณะจะกำหนดค่ะ          Letters of Recommendation เป็นจดหมายจากอาจารย์หรือนายจ้างที่เราเคยทำงานให้ค่ะ          Statement of Purpose มักจะให้เขียนถึงประวัติตัวเอง ว่าทำไมเราอยากเรียนที่นี่ สาขานี้ ว่าง่ายๆก็คือ เขียนให้เขาเห็นว่าทำไมควรจะรับเราน่ะค่ะ  จากนั้นก็ส่งเอกสารให้ครบตามdeadline ก็เป็นอันเสร็จสิ้นค่ะ รอผลได้เลย  ยกเว้นแต่บางสาขาวิชาที่อาจจะมีการเรียกสอบสัมภาษณ์ด้วย ถ้าเราอยู่เมืองไทย เขาก็จะสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์หรืออินเตอร์เนทค่ะ จริงๆก็มีแค่นี้เองค่ะ ไม่ซับซ้อนอะไรมาก แต่ต้องใช้เวลาเตรียมตัวเยอะ เพราะแค่สอบให้ครบก็ใช้เวลาพอสมควรแล้ว ถ้าใครคะแนนไม่ดีต้องสอบหลายครั้งก็เสียเวลาอีกค่ะ และการเขียนstatement of purposeที่ดี ก็ต้องใช้เวลามากเหมือนกัน ต้องเตรียมตัวแต่เนิ่นๆค่ะ อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคิดก็คือว่าเราต้องการขอทุนด้วยหรือเปล่า  ที่อเมริกาจะมีทุนเต็มให้ปริญญาโทน้อยมากๆ ส่วนมากจะให้เป็นทุนบางส่วน เราก็ต้องขวนขวายหาจากหลายๆแหล่งเพิ่มเติมเอาเองค่ะ ก่อนจะสมัครก็ควรจะดูในเวปของคณะด้วยว่า สาขาที่เราจะเรียนต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ส่วนมากในเวปจะมีการประเมินเอาไว้ให้แล้วค่ะ ทุนก็หาได้จากเวปของมหาวิทยาลัยนั่นแหล่ะค่ะ ต้องนั่งอ่านเอาเองว่ามีอันไหนที่เราสมัครได้บ้าง ถ้าจะสมัครทุนส่วนมากจะต้องสมัครก่อนหรือพร้อมกับที่สมัครเรียนนะคะ ถ้าช้าก็อดค่ะ           คิดว่าคงช่วยให้ผู้อ่านได้ภาพรวมของการสมัครเรียนต่อที่อเมริกานะคะ ถ้าอยากให้เขียนเรื่องไหนเพิ่มก็คอมเม้นท์ไว้ได้ค่ะ หรือจะส่งมาทางหน้าติดต่อครูม่อนก็ได้ค่ะ จะพยายามทยอยเขียนตอบให้นะคะ     ขอขอบคุณบทความจาก http://www.kru-mon.com/?p=283     Australia Worantex (Thailand) British Council Cp education Vakom Overseas Education Knowledge Plus IDP Education Eduworld University of Wollongong Ekthana EdNet Advice For You Topuplearning YESthailand UNIVERSITY OF CANBERRA Thai Study Abroad OEG (Overseas Ed Group) Apex Education Consultant Keyeducation STA Travel Exit Education   United Kingdom Worantex (Thailand) British Council Knowledge Plus Vakom Overseas Education Eduworld CP Education EdNet Advice For You Hamilton Topuplearning Thai Study Abroad OEG (Overseas Ed Group) Apex Education Consultant Keyeducation STA Travel Thai Study Abroad Exit Education   USA Worantex (Thailand) British Council Vakom Overseas Education Knowledge Plus IDP Education Eduworld CP Education Ekthana EdNet Advice For You YESthailand Thai Study Abroad OEG (Overseas Ed Group) Apex Education Consultant Keyeducation STA Travel Exit Education   Canada Worantex (Thailand) britishcouncil Vakom Overseas Education Knowledge Plus Eduworld EdNet Advice For You YESthailand Thai Study Abroad OEG (Overseas Ed Group) Apex Education Consultant STA Travel Exit Education Keyeducation   New Zealand Cp education Knowledge Plus Vakom Overseas Education britishcouncil Eduworld EdNet Advice For You Topuplearning YESthailand Thai Study Abroad OEG (Overseas Ed Group) Apex Education Consultant Keyeducation STA Travel Exit Education   India GotoBangalore YESthailand STA Travel   Switzerland Ekthana Vakom Overseas Education IEW Education Hamilton Thai Study Abroad Apex Education Consultant Keyeducation STA Travel   Japan Jeducation YESthailand Thai Study Abroad Keyeducation STA Travel Exit Education   Singapore Eduworld Vakom Overseas Education CP Education IEW Education EdNet Thai Study Abroad Apex Education Consultant Keyeducation STA Travel Exit Education   Netherlands Knowledge Plus Nuffic Neso Thailand Thai Study Abroad OEG (Overseas Ed Group) STA Travel   Germany YESthailand Thai Study Abroad OEG (Overseas Ed Group) Apex Education Consultant STA Travel   Italy YESthailand Thai Study Abroad OEG (Overseas Ed Group) STA Travel   Ireland British Council Target Education EdNet Thai Study Abroad STA Travel   France Advice For You YESthailand Thai Study Abroad OEG (Overseas Ed Group) Apex Education Consultant STA Travel   Spain Ekthana Topuplearning Thai Study Abroad STA Travel   Hong Kong Anglo Phone Thai Study Abroad STA Travel   ข้อคิดก่อนตัดสินใจไปเรียนภาษาในต่างประเทศ
ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก
เรียนคุณสมเกียรติ  ขอปรึกษาเรื่องการส่งลูกไปเรียนต่างประเทศในช่วงเวลานี้ ซึ่งเศรษฐกิจหลายประเทศทั่วโลกไม่ดี เราจะมีเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไรว่า ควรไปที่ไหน จะทำให้ประหยัดเงินหรือเปล่าคะ และก่อนไปเราควรหาข้อมูลการเรียนต่อต่างประเทศที่ไหน จึงจะได้ข้อมูลมากที่สุด เพื่อจะได้ตัดสินใจไม่ผิดพลาดคะ ช่วยตอบด้วยนะคะ ขอบคุณมาก คุณแม่น้องมิ้น                                Answer : ต้องบอกว่า เศรษฐกิจตกต่ำหรือเศรษฐกิจขาลงที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Econmic Down Turn ก็ดีที่มันทำให้ค่าเงินของหลาย ๆ ประเทศถูกลง มองเผิน ๆ ก็คงเป็นข้อได้เปรียบที่น่าฉวยจังหวะไปเรียนเมืองนอกช่วงนี้ แต่จริงๆ แล้วประเทศอื่น ๆ เขาแย่ เราก็แย่เหมือนกัน ค่าเงินบาทเราดันแข็งซะอีก เงินทองมันก็หายาก สรุปว่า ยังไงก็คงต้องบวกลบคูณหารความคุ้มค่ากันเต็มที่ก่อนตัดสินใจโกอินเตอร์อยู่ดีนะครับ แต่ที่น่าสังเกตก็คือ เดี๋ยวนี้ต้องอ่านข่าวประเทศหรือเมืองที่เราจะไปศึกษาด้วยว่า เรื่องการศึกษาบ้านเขามีกฎระเบียบอะไรเปลี่ยนแปลงที่จะกระทบกับนักเรียนต่างชาติที่จะไปเรียนหรือไม่ ไม่งั้นอาจไปแล้วต้องเจออุปสรรคที่ไม่คาดคิดก็ได้             เช่น หากจะไปเรียนอังกฤษ ก็ต้องรู้ว่า ที่UK ตอนนี้กำลังมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อง Student Visa สำหรับนักเรียนต่างชาติที่เข้มงวดมาก เขาจะเน้นตรวจสอบฐานะการเงินของนักเรียนมากขึ้น เช่น ต้องมีเงินในธนาคารที่เป็นชื่อผู้เรียนเองในจำนวนที่พอจ่ายค่าเทอมในปีแรก โดยยื่นหลักฐานให้ตรวจสอบ 28 วันก่อนสมัครเรียน นอกจากนี้ในแต่ละเดือนที่ต้องอยู่ในอังกฤษก็ต้องมีเงินสำรอง รวมทั้งค่าที่พักรวมกันเฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 1,000 ปอนด์หรือประมาณ 53,000 บาท(ตลอดทั้งปี) รวมค่าเรียน ค่าที่พัก งานนี้คงล้านUp(ค่อนข้างมาก)แน่นอน งานนี้ดูทีท่าจะเน้นรับระดับเถ้าแก่น้อยจริงๆ            ส่วนที่อเมริกาก็ดูเหมือนจะมีความเปลี่ยนแปลงที่อาจเป็นพิษจากเศรษฐกิจแย่เช่นกัน เพราะบางรัฐปีนี้รัฐบาลกลางได้จำกัดงบประมาณที่เป็นเสมือนน้ำล่อเลี้ยงสำคัญไปสนับสนุนสถาบันอุดมศึกษา ทำให้มหาวิทยาลัยหลายแห่ง เริ่มได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีระบบการศึกษาใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก ดังนั้นเจอปัญหาเข้าไปเต็ม ๆ งานนี้จะทำให้ม.ต่าง ๆ ลดขนาดห้องเรียน และมีข้อจำกัดในการรับนักศึกษามากขึ้นเช่นกัน เหล่านี้เป็นแค่ตัวอย่างบางที่เท่านั้น คงต้องตามข่าวกันอยู่เรื่อย ๆ ครับ            คำถามเกี่ยวกับการหาข้อมูลการศึกษา ก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญและ หลัก ๆ ก็คือ 1.หาเองจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งเว็บไซต์และหนังสือเกี่ยวกับการศึกษา 2.ปรึกษากับคนที่เคยมีประสบการณ์ หรือหน่วยงานศึกษาต่อ 3.ไปหาข้อมูลในงานการศึกษานานาชาติ โดยเฉพาะช่วงปลายปีแบบนี้มักมีงาน  International Education Exhibition จัดกันหลายงานเสมอ…           เท่าที่ผมเองเคยไปมาหลายประเทศ อยากบอกว่า มาตรฐานไม่ค่อยต่างกันนัก โดยเฉพาะประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ซึ่งนอกเหนือจากอเมริกา อังกฤษ ก็ไม่ควรมองข้าม แคนาดา ออสเตรเลีย หรือ นิวซีแลนด์  เพราะค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าพอสมควร โดยเฉพาะหากเป็นระดับมัธยมปลายที่แดนกีวี นิวซีแลนด์นั้นต้องบอกว่า น่าเรียนและคุ้มค่าที่สุดแห่งหนึ่งทีเดียว แต่หากเป็นแคนาดา การเลือกไปในเมืองที่อยู่กลาง ๆ ของประเทศ แม้หน้าหนาวจะหนาวมากกว่าอเมริกา แต่ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็น้อยกว่าพอสมควร…ขณะที่ออสเตรเลีย ไม่ได้มีแค่เมลเบิร์น หรือ ซิดนี่ย์ ทางฝั่งตะวันตกอย่าง เวสเทิร์น ออสเตรเลีย เช่นที่เมืองเพิร์ธ หรือ อันเดอเลชท์ ก็เป็นทางเลือกที่ถูกกว่า แต่คุณภาพไม่ต่างเช่นกัน ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.interscholarship.com/fqa/3288
ดร.วีระชัย เตชะวิจิตร์ ได้รับเกียรติบรรยายที่ม.เคมบริดจ์ อังกฤษ
ดร.วีระชัย เตชะวิจิตร์ ( แถวหน้า คนที่ 4 จากซ้าย) ประธานกรรมการ โรงเรียนนานาชาติ เดอะ รีเจ้นท์ (The Regent’s School) ได้รับเชิญจากคณะวิชาการศึกษา มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ของโลกในแขนงต่างๆ ไปบรรยายในหัวข้อ “ การศึกษาจะเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาคอรัปชั่น ? “ โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ริชาร์ด ฮิกกินสัน คณบดีและผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมและคอรัปชั่นในประเทศกำลังพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มาร่วมฟังพร้อมนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดมาร่วมงาน ในการบรรยาย ดร.วีระชัย เตชะวิจิตร์ ได้ชี้ถึงบทบาทของการศึกษาองค์รวมที่จะต้องพัฒนาเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีคุณธรรมนำหน้าวิชาการในการแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นในประเทศไทยและในประเทศกำลังพัฒนา โดยได้ระบุถึงองค์ประกอบ 3 ประการที่จำเป็นคือ 1. ความตั้งใจของผู้มีอำนาจในการปฏิรูปการศึกษา 2. พิมพ์เขียวที่ชัดเจนในการสร้างคุณธรรมในเยาวชนในแต่ละชั้นเรียนและ 3. การป้องกันมิให้รัฐบาลชุดที่เข้ามาใหม่มาทำลายพิมพ์เขียวสร้างคุณธรรมนั้น (www.regents.ac.th/cambridgetalk)   บุคคลในภาพ (แถวนั่งจากซ้าย ไปขวา ) 1. มร.ทิม เคลียรี่ ผู้บริหาร มหาวิทยาลัยลอนดอนเมโทร , 2. มร.แอนดรู วัตสัน ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมการลงทุน , 3. ศ.ดร.ริชาร์ด ฮิกกินสัน คณบดีคณะวิชาการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญจริยธรรมศึกษา มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ 4. ดร.วีระชัย เตชะวิจิตร์ ประธานกรรมการ โรงเรียนนานาชาติ เดอะ รีเจ้นท์, 5. มร.คีท โบลเตอร์ ประธานบานาร์ดิสตันฮอลล์   มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1209 เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศอังกฤษ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และวิชาอื่นๆมากมายของโลก เป็นมหาวิทยาลัยที่มีผู้ได้รับรางวัลโนเบลมากที่สุดในโลก มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ประกอบด้วย 31 คอลเลจ ระบบคอลเลจนี้มีลักษณะคล้ายหอพักของนักเรียน นักเรียนแต่ละวันจะไปเรียนร่วมกันกับคอลเลจในคณะ/สาขาต่างๆ แต่เมื่อกลับมาที่คอลเลชของตนเองก็จะมีอาจารย์ชำนาญเฉพาะวิชาซึ่งอยู่ในหอพักเดียวกันช่วยติว นักเรียนแต่ละคอลเลจจะแข่งขันกัน ทั้งด้านการเรียน และกิจกรรม, ทุกคอลเลจจะมีประเพณีของตัวเอง มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ของตัวเอง มีสีและสัญลักษณ์ของตัวเอง และ มีทรัพย์สินอาคารของตนเอง   PR Agency : บ.เบรนเอเซีย คอมมิวนิเคชั่น จก.(BrainAsia Communication ) Tel : 02-911-3282 Fax : 02-911-3208 Email : brainasia@hotmail.com
<< 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 >>
รับข่าวสารและโปรโมชั่น
Username
Password
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
 


agent ศึกษาต่อต่างประเทศ เรียนต่อนอก ทุนการศึกษา

agent ศึกษาต่อต่างประเทศ เรียนต่อนอก ทุนการศึกษา

เอเจนท์ศึกษาต่อต่างประเทศ เรียนต่อ ทุนการศึกษา