หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ข้อมูลประเทศที่น่ารู้ สถาบันเอเจนย์ ข่าวและกิจกรรม ทุนการศึกษา บความน่ารู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์
เว็บไซต์เพื่อการศึกษาต่อต่างประเทศ ทุนการศึกษาต่อต่างประเทศ เรียนต่างประเทศ agent การศึกษาต่อ และสถาบันเอเจนย์ต่างๆมากมาย เว็บไซต์รวม agent ศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศ
บทความการศึกษา
การอนุมัติวีซ่านักเรียนแคนาดา
  การดำเนินการขอวีซ่าขึ้นอยู่กับประเภทของวีซ่า และระยะเวลาของการศึกษา ซึ่งนักศึกษาจะต้องมีวีซ่าดังนี้้ • วีซ่า study permits อนุญาติการเป็นนักศึกษา • ต้องมีทั้งวีซ่า และใบอนุญาติการเป็นนักศึกษา • หรือ วีซ่าระยะสั้น student on visitor visa  น้อยกว่า 6 เดือน การขอวีซ่าแต่ละประเภท ขึ้นอยู่กับโปรแกรมการเรียน และระยะเวลาของการเรียน: • การเรียนภาษาอังกฤษน้อยกว่า 6 เดือน  ไม่จำเป็นต้องมี study permits แต่ต้องขอ student on visitor visa • ทุกโปรแกรมอื่นๆ จำเป็นต้องมีวีซ่าการอนุญาติการเป็นนักศึกษา study permits หมายเหตุ: การขอวีซ่า ซึ่งดำเนินการโดยกองตรวจสัญชาติ และคนเข้าเมืองของแคนาดา สถานทูตแคนาดา ชั้น 15 ตึกอ้บดุลราฮิม ตรงข้ามสวนลุม นักศึกษาสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับการดำเนินการสมัครขอวีซ่านักเรียนโดยการเข้าชมเว็บไซต์ ของ กองตรวจสัญชาติ และคนเข้าเมืองของแคนาดาได้ที่ www.cic.gc.ca หรือ www.thailand.gc.ca .  สำหรับข้อมูลการท่องเที่ยว www.canada.travel   http://www.studycanada.ca/thailand/visa.htm
MBBS แพทย์แผนจีน
  แพทย์แผนจีนปัจจุบันกองประกอบโรคศิลป์ได้รับรองการแพทย์แผนจีนให้เป็นสาขาวิชาชีพแพทย์เรียบร้อยแล้ว โดยสามารถสอบใบประกอบโรคศิลป์ได้ ถึงปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนในประเทศจีนที่ผ่านการรับรองอยู่ 33 แห่ง ขออนุญาตแนะนำมหาวิทยาลัยนี้เป็นการเริ่มต้น Liaoning University of Traditional Chinese Medicine (LNUTCM) ก่อตั้งเมื่อปี 1958 ตั้งอยู่ที่เมืองเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง และมีวิทยาเขตที่ต้าเหลียนด้วย ปัจจุบันมีนักศึกษาอยู่ 14,000 คน มีนักศึกษาต่างชาติจบการศึกษาที่นี่ไปแล้วกว่า 5,000 คน  ความเพียบพร้อมด้านวิชาการ วิทยาลัย 16 แห่ง  32 สาขาวิชา  พิพิธภัณฑ์ 1 แห่ง ห้องสมุด 3 แห่ง ศูนย์วิจัย 6 แห่ง โรงพยาบาลในเครือระดับ AAA  - 3 แห่ง การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือกับ 70 มหาวิทยาลัย ใน 20 ประเทศ หลักสูตรที่เปิดสอน ปริญญาตรีภาคอินเตอร์ เวลาเรียนปี ค่าเรียนต่อปีหยวน Combination of TCM&Western Medicine (MBBS) 6 16,000 Acupuncture&Massage 5 26,000 TCM 5 26,000 ปริญญาตรีภาคภาษาจีน เวลาเรียนปี ค่าเรียนต่อปีหยวน TCM 5 24,000 TCM เฉพาะด้านกระดูก 5 24,000 Combination of TCM&Western Medicine 5 24,000 Acupuncture&Massage 5 24,000 Acupuncture&Massage เฉพาะทางยาในการกีฬา 5 24,000 Pharmacy of TCM 4 24,000 Nursing 4 24,000 Veterinary Pharmaceutical Preparation 4 24,000 Pharmaceutical Engineering 4 24,000 Food Science and Engineering 4 24,000 Marketing in Pharmacy TCM 4 24,000 Marketing 4 24,000 Public Administration ด้านสาธารณสุข 4 24,000 ค่าสมัคร 820 หยวน รายวิชา Basic Theory of TCM Diagnostics of TCM Pharmacy of TCM Prescription of TCM Chinese Medical History Academic Debates in Theories of TCM The four classsic writings Emergency Medicine All the subjects in clinics in TCM Acupuncture Massage Medical Paleography Human Anatomy Physiology Biochemistry Pathology Pharmacology Basic Theory of Diagnostics Internal Medicine Chirurgery Phylaxiology Medicine Ethics Sanitary codes Clinical Practice เงื่อนไขเวลารับสมัคร สิ้นเดือนมิย และ สิ้นเดือนธค ของทุกปี จบชั้นมัธยมปลาย หลักสูตรอินเตอร์มีความรู้ภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ดี หลักสูตรจีน HSK4 นักเรียนที่ผลการเรียนดีสามารถขอทุนได้ในปีถัดไป ให้สูงสุด 7,000 หยวนต่อปี  ห้องพักมีแอร์ ตู้เย็น ทีวี ห้องน้ำ โทรศัพท์ เน็ต ครัวรวม เครื่องซักผ้ารวม ห้องคู่ 750 หยวนต่อเดือน ห้องเดี่ยว 1,050 หยวนต่อเดือน         หลักสูตรแพทย์แผนตะวันตก MBBS ล่าสุดรายชื่อโรงเรียนแพทย์ต่างประเทศที่แพทยสภารับรอง(มีอายุการรับรอง 5 ปี) 1. Tongji Medical College, Huazhong University of Sciences and Technology, Wuhan 7/2552  2. Zhejiang University, School of Medicine, Hangzhou 7/2552  3. Peking University Health Science Center, Beijing         10/2552  4. Dalian Medical University (DMU), Liaoning, Dalian 1/2553  5. China Medical University  7/53 6. Medical College , Jiangsu University 1 /54 7. Hebei Medical University 4/54 8. Medical School , Zhengzhou University ,  4/54 ที่มาข้อมูล: แพทยสภา click หมายเหตุ ดังนั้นผู้สมัครใหม่จะต้องทำเรื่องยื่นรับรองอีกครั้ง มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงได้เปิดสาขาด้านการแพทย์ โดยการรวม Zhejiang college of medicine ที่ก่อตั้งเมื่อปี 1912 เข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงในปี 1945 ต่อมายังมีการรวมกับ Hangzhou University , Zhejiang Agricultural University และ Zhejiang Medical University อีกหลายครั้งจนเป็นมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงในปัจจุบัน นับว่าเป็น 1 ใน 10 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของจีนมีสาขาวิชามากมายและยังเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศเอเชีย ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และผลงานตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์อีกมากมาย ปัจจุบันมีนักศึกษาจากประเทศต่างๆ เช่น อินเดีย อังกฤษ อเมริกา ปากีสถาน สิงคโปร์ ไทย ศึกษาอยู่ประมาณ 200 คน   คณะแพทยศาสตร์มีทั้งหมด 7 แผนก 1. Department of Clinical medicine แยกย่อยไปอีกสองแผนก 2. Department of Basic Medical Science 3. Department of Public Health 4. Department of  Stomatology 5. Department of  Nursing               นอกจากนี้ยังมีสถาบันที่ทำงานวิจัยในสาขาต่างๆ อีก ซึ่งได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการด้วย 1. Institute of Ophthalmology 2. Institute of Immunology 3. Institute of Cellular Biology 4. Institute of Pathology & Forensic Medicine 5. Institute of Social Medicine & General Medicine 6. Institute of Industrial Hygiene & Environmental Hygiene 7. Institute of Medical Nutrition & Food Hygiene 8. Institute of Infectious Diseases 9. Institute of Hematology 10. Institute of Oncology 11. Institute of Pediatrics 12. Institute of Surgery 13. Institute of Cardiovascular Diseases 14. Institute of Brain Medicine 15. Institute of Emergency Medicine 16. Institute of Orthopedics 17. Institute of Obstetrics & Gynecology 18. Institute of Family Planning 19. Sir Run Run Shaw Research Institute of Clinical Medicine 20. Institute of Respiratory Medicine 21. Research Centers 22. Research Center for Brain Intelligence 23. Research Center for Stem Cell and Tissue Engineering 24. Research Center for Disease Models and Simulations สำหรับหลักสูตรนักเรียนแพทย์ภาคภาษาอังกฤษ เริ่มเปิดรับนักศึกษาต่างชาติเมื่อปี 2006 ในสาขา Clinical Medicine ใช้เวลาเรียน 5 ปี และฝึกงานอีก 1 ปี คุณสมบัติผู้สมัคร จบชั้นมัธยมปลายสายวิทย์ ผลการเรียนวิชา ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เลข ภาษาอังกฤษ อยู่ในเกณฑ์ 80% ขึ้นไป ไม่ต้องสอบเข้า และไม่ต้องใช้ผล IELTS , TOEFLS รับสมัครเดือนมีนาคม ถึง 15 มิถุนายน ของทุกปี ค่าเทอม 34,000 หยวนต่อปี http://www.joy2china.com/  
ดูดวง ปีชง ปี2555 และวิธีแก้ชง ปรับดวงชง เสริมดวงชะตา
ปีชง ปี2555 และวิธีแก้ชง ปรับดวงชง เสริมดวงชะตา (เผยแพร่ติดต่อกันเป็นปีที่ 13) (Turtlebiz ) ปีพ.ศ.2555 นี้เป็นปีมะโรง (มังกรน้ำ : ยิ่มซิ้ง)           ตามประเพณีการไหว้องค์ไท้ส่วยหรือไท้ส่วยเอี๊ยเป๋าส่วยกุงเผ่งอัง ในช่วงเริ่มต้นปีใหม่(ตรุษจีน) ของทุกๆปี หรือที่ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนรู้จักกันดีในนามของ "เทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา" เป็นเทพผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ และมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนในแต่ละปี ซึ่งในความเป็นจริงในปัจจุบันนี้คนเข้าใจเกี่ยวกับองค์ไท้ส่วยน้อยมากจน กล่าวได้ว่าแทบไม่มีใครรู้ประวัติความของไท้ส่วยว่าเป็นใครมาจากไหน จนหลายคนรู้สึกหวาดผวาเมื่อได้ยินคำว่า "ชงไท้ส่วย" หรือหลายๆ คนเข้าใจเอาเองว่าเป็นเทพเจ้าแห่งการลงโทษทัณฑ์ เป็นปีศาจร้าย หรือเป็นอะไรก็ตามที่จะต้องเอาอกเอาใจกราบไหว้อ้อนวอน           "ไท้ส่วย" เป็นอีกชื่อหนึ่งของดาวพฤหัสบดีในภาษาจีนโบราณ ซึ่งรวมความถึงเทพเจ้าผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ทำหน้าที่คุ้มครองให้คุณให้โทษแก่ดวง ชะตาทุกดวงในผืนพิภพแห่งนี้ และในศาสตร์เรื่องของฮวงจุ้ย ไท้ส่วยก็มีอิทธิพลอีกไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งในการประกอบกิจการใดๆ ก็ตามไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมบ้าน ตกแต่งบ้าน สร้างบ้านคนจีนมักจะพึงซินแสในการหาฤกษ์ยามอันเหมาะสมและจะต้องหลีกเลี่ยงมิ ให้กระทบกับทิศทางที่สถิตของไท้ส่วยในปีนั้นๆ หากไม่แล้วก็จะต้องถูกลงโทษทัณฑ์ ต้องปะสบกับเคราะห์หามยามร้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้           อย่างที่กล่าวมาแล้ว "ไท้ส่วย" ก็คือดาวพฤหัสบดี ซึ่งในทางโหราศาสตร์ถือว่าเป็นประธานแห่งดาวศุภเคราะห์ทั้งมวล เป็นดาวแห่งคุณธรรม ความดี โชคลาภ โภคทรัพย์ เป็นดาวแห่งคุรุผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งแสดงความรู้ความสามารถ เป็นดาวแห่งตุลาการ ความยุติธรรม และการแผ่ขยายอันไม่มีที่สิ้นสุด ในทางโหราศาสตร์ไทย ท่านว่าหากมีดาวบาปเคราะห์ใดที่ร้ายๆ เช่น ดาวอังคาร ดาวราหู หรือร้ายหนักๆอย่างดาวเสาร์ซึ่งเป็นดาวประธานแห่งบาปเคราะห์จะให้โทษแก่ ลัคนาแล้ว แต่ในดวงเดิมหรือดวงจรมีดาวพฤหัสบดีโคจรมาทำมุมที่ดีต่อลัคน์แล้ว ท่านว่า สามารถคุ้มครองและสลายภัยร้ายในดวงชะตาได้ แต่ในทางกลับกันหากในดวงชะตามีดาวพฤหัสบดีจรมาและให้โทษแล้วละก็ ดาวศุภเคราะห์ดวงไหนๆ จะกี่สิบดาวก็ไม่สามารถคุ้มภัยหรือปกป้องได้เลย           คติความเชื่อของจีนเอง ความหมายของดาวพฤหัสบดีก็ไม่ต่างไปจากข้างต้น ฉะนั้นไท้ส่วยเองก็เช่นเดียวกันในสมัยโบราณระบบโหราศาสตร์ และดาราศาสตร์คือสิ่งที่แยกกันไม่ออก โชคเคราะห์ของบุคคลมีเทพเจ้าประจำดวงดาวเป็นผู้กำหนด ลัทธิเต๋าเป็นลัทธิหนึ่งเดียวที่ผสานความเชื่อทางเทววิทยา เทพและปีศาจ การบันดาลโชคและเคราะห์ ความดีความชั่ว ดำและขาว โหราศาสตร์และดาราศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน           ไท้ส่วย ทั้ง 60 องค์คือการผสมผสาน และการตกผลึกทางภูมิปัญญาของจีนในสมัยโบราณ รวมถึงคติความเชื่อขนบธรรมเนียมประเพณี และค่านิยมกระทั่งปรัชญาการปกครองไว้อย่างยอดเยี่ยม โดยการคำนวณตามหลักของโป๊ยหยี่ซี้เถียวมาจากการคำนวณหาราศีบนเทียงถัง 10 ตัว มาผสมกับราศีล่าง (ตี่กี่) หรือ 12 นักษัตร ซึ่งไล่เรียงจับคู่กันได้ 60 คู่ เรียกว่า "หลักจับก๊ะจื้อ" นำมากำหนดเป็นรอบปีหมุนเวียนต่อเนื่องกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพื่ออธิบายการก่อกำเนิดและเชื่อมโยงของกันและกันของทุกสรรพสิ่งตามทฤษฎี แห่งเต๋า           ปีทั้ง 60 ปีนี้แสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ดีโดยการใช้บุคลาฐิษฐาน หรือการใช้บุคคลทั้ง 60 คนมาแทนจำนวนปีทั้ง 60 นั้นเรียกว่า "ไท้ส่วยเอี๊ย" ที่มาที่ไปของแต่ละองค์รวมถึงประวัติความเป็นมา ได้มาจากบุคคลที่มีเกียรติศักดิ์และฐานันดรต่างกัน ต่างเวลาต่างสถานที่กัน แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ต่างก็ได้เป็นผู้มีคุณูปการอันยิ่งใหญ่ และทำคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงให้แก่แผ่นดินมีความซื่อสัตย์สุจริต กล้าหาญเด็ดเดี่ยว ได้รับการสดุษฎีกล่าวขวัญในเกียรติคุณความดีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานนับ พันปี อีกทั้งเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับอนุชนรุ่นหลัง แม้ภายหลังเมื่อเสียชีวิตไปแล้วก็ยังได้รับการสถาปนาอวยยศให้เป็น "เซียน" หรือเทพเจ้าที่คุ้มครองบ้านเมืองในสมัยนั้น           วีรบุรุษและขุนพลที่มีชื่อเสียงในสมัยโบราณทั้ง 60 ท่านนั้นจะได้รับการสถาปนาเป็นเทพเจ้าแห่งดาวพฤหัสบดีผู้ซึ่งคุ้มครองดวง ชะตา หรือ "ไท้ส่วยเอี๊ย" นั้น เมื่อใดไม่ปรากฏชัด แต่อารามในลัทธิเต๋าทุกอารามต่างก็มีรูปปั้นของท่านเหล่านั้นสถิตอยู่เนิ่น นานแล้ว มีการกราบไหว้บูชาขอพรกันสืบเนื่องมาเป็นประเพณีนับพันปี ซึ่งทุกท่านต่างก็ได้รับการสถาปนาเป็น "ไต่เจียงกุง" หรือ "จอมทัพ" ทำหน้าที่คุ้มครองดวงชะตาชาวประชาทั้งมวล           ในรอบ 60 ปีนี้ จะมีเทพเจ้าไท้ส่วยประจำอยู่ในแต่ละปี ซึ่งจะมีชื่อเรียกขานต่างๆกัน ทำหน้าที่รักษาและคุ้มครองดวงปี หรือที่เรียกว่า "เฝ้าปี" อยู่ ซึ่งจะถือว่าแต่ละองค์จะมีอำนาจให้คุณดลบันดาลความสุข โชคเคราะห์ทุกข์ภัยหรือให้โทษแก่ผู้ใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับพระเมตตาของท่าน โดยเฉพาะท่านที่มีเคราะห์หรือดวงชะตาอ่อน ทำอะไรก็ติดขัดไม่ราบรื่นสมหวัง ท่านก็จะช่วยปัดเป่าเคราะห์ภัยบังเกิดแต่ความเป็นสิริมงคลมาสู่ตัวท่านและ ครอบครัว           องค์ไท้ส่วย ปี 2555 "แผ่ไท่ไต่เจียงกุง" สำหรับปีมะโรง พ.ศ.2555นี้ องค์ไท้ส่วยที่ลงมาสถิตเฝ้าปีมีพระนามว่า "แผ่ไท่ไต่เจียงกุง" เป็นชาวเมืองฟ่งเสียง (ปัจจุบันคือ อำเภอฟ่งเสียง มณฑลซ่านซี) ในสมัยราชวงศ์หมิง (พศ.1911 – 2187) ท่านเป็นคนรูปงาม มีการศึกษาสูง ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ขยันหมั่นเพียร ประหยัดมัธยัสถ์ และมีความรับผิดชอบในหน้าที่ราชการสูง ในการดำเนินชีวิตของท่านจะนำคติพจน์ที่มีมาแต่โบราณมาเป็นแนวทางในการดำเนิน ชีวิตและเป็นเยี่ยงอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น ในชีวิตคู่ขุนพลแผ่ไท่ก็ได้รับการยกย่องว่าครองเรือนผาสุกโดยตลอดลอดฝั่ง ด้วยความรักและเมตตา แม้ว่าท่านจะพบว่าเจ้าสาวของท่านเป็นหญิงอัปลักษณ์ จากการหมั้นหมายแบบคลุมถุงชนในสมัยโบราณ ท่านก็มิได้แสดงอาการรังเกียจเจ้าสาวของท่านแต่อย่างใด และยังยืนยันในการหมั้นหมาย จนได้แต่งงานอยู่กินกันอย่างผาสุก        เหตุที่ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนให้ความเคารพบูชากราบไหว้ เพราะมีความเชื่อว่าเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ยจะบันดาลความสุขความทุกข์ให้เกิดแก่ ใครนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเมตตาของท่าน หากใครมีเกณฑ์ชะตาที่ดีอยู่แล้วจะได้ดียิ่งขึ้น หากใครมีดวงชะตาที่ไม่ดีทำอะไรก็มีปัญหาติดขัด ก็อธิฐานขอพรจากท่านให้ช่วยปัดเป่าทุกข์ภัยให้ ดังนั้นในแต่ละปีจึงมีผู้คนไปกราบไหว้บูชาขอพร ให้อยู่เย็นเป็นสุขมีดวงชะตาที่ดีตลอดทั้งปี ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนจึงมีประเพณีในการไหว้ฝากดวงเพื่อสะเดาะเคราะห์ ต่อเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย โดยเฉพาะ "ท่านที่เกิดปีชงกับองค์ไท้ส่วย ปีทับไท้ส่วย ปีร่วมชงไท้ส่วย ปีเฮ้งไท้ส่วย ปีไห่ไท้ส่วย ปีผั่วไท้ส่วย" ซึ่งจากเกณฑ์ทั้ง 6 รูปแบบ ต่างก็มีอิทธิพลร้ายต่อดวงชะตาทั้งนั้น อย่างน้อยที่สุดก็อาจจะร่างกายไม่แข็งแรงเจ็บป่วยง่าย จิตใจไม่เป็นสุข งานการหยุดชะงัก การลงทุนเสียหาย ทะเลาะเบาะแว้งกับคนรอบข้างถึงกระทั้งอาจมีคดีความ ผิดหวังในความรัก หรืออาจจะหนักขึ้นถึงขั้นเลือดตกยางออก กระทั่งถึงแก่ชีวิต และปีเกิดที่ผู้เขียนได้เขียนว่าเข้าเกณฑ์ทั้ง 6 รูปแบบ ผู้เขียนได้เน้นเขียนให้เฉพาะหลักปีเกิด (เนื่องจากเป็นไท้ส่วยของบุคคลส่งผลกับดวงชะตามากที่สุด)           ซึ่งหากจะให้ละเอียดจะต้องเอา วัน เดือน ปีเกิด และเวลาตกฟากมาคำนวณดวงชะตาตามแบบโหราศาสตร์จีน (โป๊ยหยี่ซี้เถียว) เพื่อจะได้คำนวณว่าในดวงชะตาของท่านในปีนี้จะเข้าเกณฑ์ในรูปแบบไหนเกี่ยวพัน กับเรื่องอะไร เพื่อจะได้ตั้งสติคอยระวังป้องกันตัวมิให้เรื่องร้ายต่างๆ เกิดขึ้นได้กับตัวท่านเองหรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นการผ่อนหนักเป็นเบา  โดยเมื่อท่านทราบว่าในปีนี้ดวงชะตาของท่านตกอยู่ในเกณฑ์ใดรูปแบบใดรูปแบบ หนึ่งใน 6 รูปแบบท่านสามารถเดินทางไปไหว้สะเดาะเคราะห์ฝากดวงชะตากับองค์ไท้ส่วยเอี๊ย ด้วยตนเองต่อเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ยได้ที่ วัดจีนใกล้บ้านคุณที่มี "องค์ไท้ส่วยเอี๊ย" ประดิษฐานอยู่            ท่านที่มีปีเกิดที่ชงกับปีนี้ และควรไปไหว้ "องค์ไท้ส่วย" คือ ท่านที่เกิดปี ดังต่อไปนี้           1.ปีจอ (สุนัข)ชง(ปะทะ)โดยตรงกับเทพเจ้า "ไท้ส่วยเอี๊ย" และเป็นอริกับปีมะโรงโดยตรง           2.ปีมะโรง(มังกร) ทับไท้ส่วย และยัง "เฮ้ง(เบียดเบียน)" กับปีมะโรงเองด้วย           3.ปีฉลู(วัว) ปีร่วมชงไท้ส่วย และยัง "ผั่ว(แตกแยก)" กับปีมะโรงด้วย           4.ปีมะแม(แพะ) ปีร่วมชงไท้ส่วย           5.ปีเถาะ "ไห่(ให้ร้าย)" กับปีมะโรง           และท่านที่ห้ามไปเป็นเจ้าภาพหรือเข้าร่วมพิธีทั้งงานมงคล(แต่งงาน) และอัปมงคล(งานศพ รวมถึงการเยี่ยมไข้คนป่วยด้วย) แต่ถ้าหากไม่สามารถเลี่ยงได้ก็ขอให้ละเว้นการไปดูศพเวลาฝังศพ (เผาศพ) หรือแม้แต่การส่งศพ และควรติดกิ่งทับทิมไปด้วย พร้อมทั้งเตรียมน้ำใส่กิ่งทับทิมไว้ด้วยสำหรับล้างหน้าก่อนที่จะเข้าบ้าน เมื่อกลับถึงบ้านหลังจากไปร่วมงานกลับมาแล้ว เพื่อป้องกันสิ่งอัปมงคลต่างๆ จะปะทะให้เจ็บป่วยได้คือ ท่านที่เกิดในปีนักษัตร ในรอบปีต่อไปนี้           1.ปีจอ ท่านที่เกิด ปี 2489 (อายุ 66 ปี) ปี 2513(อายุ 42 ปี) ปี2549 (อายุ 6 ปี)           2.ปีมะโรง ท่านที่เกิด ปี 2471 (อายุ 84 ปี) ปี 2531(อายุ 24 ปี)           3.ปีมะแม ท่านที่เกิด ปี 2462 (อายุ 93 ปี) ปี 2522 (อายุ 33 ปี)           4.ปีฉลู ท่านที่เกิด ปี 2480 (อายุ 75 ปี) ปี 2504(อายุ 51 ปี) ปี2540 (อายุ 15 ปี)           เพราะทั้ง 10 ปีนี้เป็น "ไท้ส่วยเฮี้ยบจี่จู้" แปลว่า "ไท้ส่วยตรงเจ้าพิธี" นอกจากจะนำพาสิ่งอัปมงคลทั้งหลายมาให้แล้ว ยังถือเป็น การหมิ่น และลบหลู่ต่อองค์ไท้ส่วยอีกด้วย           ถ้าหากท่านมีความจำเป็นต้องไปร่วมงานอัปมงคลต่าง ๆ (รวมถึงการเยี่ยมไข้คนป่วยด้วย) วันที่ท่านควรหลีกเลี่ยงการไปร่วมกิจกรรมดังกล่าวในปี 2555 มี 36 วัน ดังนี้           10 มค. 19 มค. 22 มค. 11 กพ. 23 กพ. 24 กพ.           10 มีค. 19 มีค. 22 มีค. 11 เมย. 23 เมย.           24 เมย. 9 พค. 18 พค. 21 พค. 10 มิย. 22 มิย. 23 มิย.           8 กค. 17 กค. 20 กค. 9 สค. 21 สค. 22 สค.           6 กย. 15 กย. 18 กย. 8 ตค. 20 ตค. 21 ตค.           5 พย. 14 พย. 17 พย.  7 ธค. 19 ธค. 20 ธค.           (หากหลีกเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยงเพื่อความเป็นมงคลแก่ตัวท่าน)           โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2555 นี้ บ้านที่หน้าบ้าน หรือโต๊ะทำงาน หรือหัวเตียงหันไปทาง ทิศใต้(ทิศอัปมงคล) ควรหาทางป้องกันแก้ไข โดยการจัดตั้งวัตถุมงคลเสริมทิศ "น้ำเต้าดูดทรัพย์" หรือทิศตะวันตกเฉียงเหนือ(ทิศอัปมงคล ดาว7) ควรหาทางป้องกันแก้ไข โดยการจัดตั้งวัตถุมงคลเสริมทิศ "พยัคฆ์คำราม เสริมโชคลาภบารมี" หรือทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ทิศอัปมงคล ดาว5) ควรหาทางป้องกันแก้ไข โดยการจัดตั้งวัตถุมงคลเสริมทิศ "สิงโตมีปีก คุ้มภัย พิทักษ์ทรัพย์" และทิศเหนือ(ทิศอัปมงคล ดาว2) ควรหาทางป้องกันแก้ไข โดยการจัดตั้งวัตถุมงคลเสริมทิศ "หอยสังข์ หยวนเปา ดอกบัว เสริมส่งโชคลาภ" เพื่อเป็นการแก้ไขทิศทางฮวงจุ้ยที่ไม่ดีให้ดีขึ้น ช่วยคุ้มครองปัดเป่าความทุกข์ บันดาลความสุขมาสู่ตัวท่าน และครอบครัวไปตลอดทั้งปี           วิธีบูชาเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย จุดธูป 9 ดอก ไหว้พระประธานในวัดก่อน (ปักธูปกระถางละ 3 ดอก) จากนั้นจึงไปไหว้เทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย จุดธูป 3 ดอกวิงวอนขอพรท่าน ให้ท่านช่วยปกป้องคุ้มครองจากภยันอันตรายต่าง ๆ ที่ท่านอาจประสบพบเจอในปีนี้ จากหนักให้กลายเป็นเบา จากเบาก็ให้มลายสูญสิ้นไป           เครื่องบูชาเทพเจ้าไท้ส่วย มีดังนี้ (ถ้าไปทำพิธีที่วัดจีนใกล้บ้านคุณที่มี "องค์ไท้ส่วยเอี๊ย" ประดิษฐานอยู่ ทางวัดมักมีจัดบริการไว้ให้แล้วเป็นชุด : ให้เข้าไปซื้อในวัดถึงจะเป็นของวัดแท้จริง)           1. ธูป 3 ดอก ต่อ 1 ท่าน           2. เทียนแดง 1 คู่           3. หงิ่งเตี๋ย 12 คู่                                        4. ตั่วกิม 12 แผ่น (กระดาษทอง)           5. ทุกหลั่งจี๊ 12 แผ่น                                6. เป๋าอุ่งจี๊ 12 แผ่น           7. เผ่งอังจี๊ 12 แผ่น                                  8. กระดาษแดง (อั่งเถียบ) 1 แผ่น           9. ขนมจันอับ (จับกิ้มทึ้ง) 1 จาน อันประกอบด้วย....                     - ถั่วเคลือบน้ำตาลสีขาว - ถั่วเคลือบน้ำตาลสีชมพู - ฟักเชื่อม - ถั่วตัด - ข้าวพอง           10. ส้ม 4 ผล 1 จาน                     1. นำกระดาษแดงที่เขียน ชื่อ-นามสกุล วัน เดือน ปีเกิด (และเวลาตกฟาก) วางลงบนกระดาษไหว้ ใช้หนังสติ๊ก หรือเชือกแดงมัดไว้                     2. จัดส้ม 4 ผล และขนมจันอับใส่จานจัดวางต่อหน้าองค์เทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย                     3. จุดเทียนแดงปักไว้ข้างๆ กระถาง จากนั้นจุดธูป 3 ดอก อธิษฐาน..... คำอธิษฐานขอพรไหว้เทพเจ้าไท้ส่วย           วันนี้ตรงกับวันที่...เดือน.....พ.ศ. ... ข้าพเจ้าชื่อ....นามสกุล.....วันเดือนปีเกิด....ที่อยู่... ขออัญเชิญเทพเจ้า "แผ่ไท่ไต่เจียงกุง" โปรดเสด็จมารับเครื่องสักการบูชาทั้งหลาย เมื่อรับแล้วโปรดประทานพรให้ข้าพเจ้าและครอบครัวประสบแต่สรรพสิริมงคล มีความสุขความเจริญก้าวหน้าอุดมด้วยโชคลาภ ทำมาค้าขึ้น เงินทองไหลมาเทมา ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย สิ่งอัปมงคลทั้งหลายอย่าได้แผ้วพาน ขอให้สมความปรารถนาด้วยมงคลทั้งปวงเทอญ        4. ถ้าเป็นของตนเองให้หยิบชุดสะเดาะเคราะห์ที่เตรียมไว้ตามข้อ 1 ปัดตั้งแต่ศรีษะลงมาจนสุดแขน 12 ครั้ง (หมายเหตุ ถ้าท่านไปไหว้แทนบุคคลอื่น ก็ไม้ต้องทำพิธีปัดตัว แต่ให้กระทำโดยปัดเสื้อของบุคคลนั้นแทน) ขณะปัดตัวให้กล่าวว่า "บังเกิดแต่สิ่งรุ่งเรืองก้าวหน้า สิ่งอัปมงคลให้ปัดเป่าหายไป"       5. นำชุดสะเดาะเคราห์วางลงในกล่องรับฝากที่ทางวัดจัดไว้ให้ ก็เป็นอันเสร็จพิธี ของเซ่นไหว้ต่าง ๆ ถวายให้วัดไม่ต้องนำกลับบ้าน (ของไหว้ที่รับประทานได้ ไม่ต้องเก็บกลับบ้านให้วางไว้ที่วัดเพื่อความเป็นสิริมงคล) หมายเหตุ ท่านสามารถไปทำพิธีได้ทุกวันที่ท่านสะดวก (ควรเป็นช่วงเวลาเช้า ๆ ก่อนเที่ยง) และ            -ผู้หญิงขณะมีประจำเดือนไม่ควรทำพิธีสะเดาะเคราะห์ ให้งดเว้นไปก่อน            -เจ้าชะตาปีมะโรง และเจ้าชะตาปีจอ ขณะนำชุดกระดาษไหว้มาปัดตัว ต้องให้ผู้มีอาวุโสกว่าเราปัดให้เท่านั้น           ช่วงปีใหม่ และตรุษจีน ปี2555 ควรหาโอกาสไปไหว้เทพเจ้าต่างๆ ตามแต่ที่จะเสริมปีนักษัตรตนเอง ตามศาลเจ้าหรือวัดจีนต่างๆ หรือทำบุญ 9 วัดตามความสามารถและความสะดวกที่จะสามารถทำได้ และหาวัตถุมงคลหรือเครื่องรางที่เป็นสิริมงคลมาเสริมดวงชะตาโดยตั้งไว้ที่ บ้าน(ที่ทำงาน) หรือพกพาติดตัว(ติดรถ) เพื่อเป็นการแก้ชง ปรับดวงชง หรือเสริมดวงชะตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีนักษัตรที่ชงทั้ง 5 ปี 1.ปีจอ(หมา) (ชง : ปะทะ) โดยตรงกับเทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา "ไท้ส่วยเอี๊ย" และเป็นอริกับปีมะโรงโดยตรง              เกณฑ์นี้เป็นเกณฑ์ร้ายที่สุดในบรรดา "ฆาตดวงชะตา" ทั้งหลาย เป็นเกณฑ์ที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงครั้งใหญ่ในชีวิต รวมทั้งในเรือนชะตาของท่านยังมีกลุ่มดาวอัปมงคลโคจรเข้ามาก่อกวนสร้างความ เสียหาย โดยเฉพาะดาวร้าย "ซุ่ยภ่อ" ที่จะทำให้เกิดเคราะห์ภัยบาดเจ็บได้ กับดาวเสียทรัพย์ "ต้าห้าว" ที่จะสร้างปัญหารุมเร้าจนทำให้ต้องสูญเสียทรัพย์ เงินทองรั่วไหล จึงต้องระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการลงทุนที่มีความเสี่ยง รวมทั้งต้องละเว้นการพนันเสี่ยงโชคอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ยังมีดาวลูกกรง "หลันกัน" และดาวหางเสือดาว "เป้าเหวย" เข้ามาคุกคามเพ่งเล็ง จึงต้องพยายามอยู่อย่างสงบเสงี่ยม อย่าไปยุแหย่ท้าทายมีปากเสียงทะเลาะเบาะแว้งกับผู้อื่นหรือกระตุ้นให้เกิด ปัญหาใดๆ และต้องประพฤติปฏิบัติตัวให้อยู่ในทำนองคลองธรรม อย่าริอาจทำเรื่องผิดกฎหมายเป็นอันขาด มิเช่นนั้นจะนำพาความเดือนร้อนมาสู่ตนเองอย่างไม่รู้จักจบสิ้น วัตถุปีหมานำโชค 2012 จี้ปีหมานำโชค 2012             ฉะนั้นจึงควรหาทางป้องกันแก้ไข ขจัดภัย สลายเคราะห์ ปรับเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี โดยการจัดตั้ง "วัตถุปีหมานำโชค 2012" หรือพกพาติดตัว(ติดรถ) "จี้ปีหมานำโชค 2012" เพื่อปกป้องคุ้มครองให้ชาวปีจอแคล้วคลาดปลอดภัย เสริมส่งให้การงานการค้าเจริญรุ่งเรือง โชคลาภสดใส มั่งคั่งร่ำรวย มีสุขภาพแข็งแรง อยู่เย็นเป็นสุขตลอดปี           โดยวัตถุเสริมความมงคลสำหรับคนปีจอในปี 55 นี้จะประกอบไปด้วย สุนัขเทพ ซึ่งมีความสง่างามของรูปร่างหน้าตา และขนที่หัวคล้ายสิงโตยืนเชิดอกอย่างองอาจกล้าหาญ กำลังจ้องมองไปข้างหน้าทำให้เหล่าภูตผีปีศาจร้าย และสิ่งอัปมงคลต่างๆ เกรงกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ ส่วนขาคู่หน้ายืนเหยีบกลองศึกสลักหัวเสือที่ดุร้ายไว้ และด้านข้างของกลองทั้งสองข้างยังสลัก ยันต์ 8 ทิศพร้อมสัญลักษณ์ หยิน-หยางไว้ เพื่อป้องกันภัย และข่มขวัญเหล่าปีศาจสิ่งอัปมงคลทั้งหลายทั้งปวงไม่ให้กล้ำกรายเข้ามา นอกจากนี้ยังมี กระต่าย(นักษัตรคู่สมพงศ์) คู่หนึ่งถือถุงทองอยู่ด้านหน้าเพื่อคอยกระตุ้นเปิดรับโชคลาภ เสริมส่งความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับเจ้าชะตาชาวปีจออีกด้วย หรือจะหาบูชาเครื่องรางปีนักษัตรที่เสริมดวงเฉพาะเรื่องไปเลยได้ดังนี้ ปีขาล (เสือ) เสริมดวงเรื่องการงาน ปีเถาะ (กระต่าย) เสริมดวงเรื่องความคิด ปีมะเมีย (ม้า) เสริมดวงเรื่องความสุข           "พระยูไล" องค์เทพเสริมราศีปีจอ 2555"จี้พระยูไล" จี้องค์เทพเสริมราศีปีจอ 2555 และเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น ควรไปไหว้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ฝากดวงชะตาต่อ "องค์ไท้ส่วยเอี๊ย" และควรไปกราบสักการะองค์เทพ "พระยูไล" หรือถ้าไม่สะดวกที่จะเดินทางไปสามารถเช่าบูชาองค์เทพ "พระยูไล" หรือ "จี้พระยูไล" ไปกราบสักการะที่บ้านได้ตลอดทั้งปี ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเป็นไปได้หลังจากทำพิธีเสร็จแล้วให้ไปทำบุญไหว้พระ 9 วัด พร้อมทั้งถือปฏิบัติตนในปีชงตลอดทั้งปี (มีคำแนะนำด้านท้ายบทความ) 2. ปีมะโรง(มังกร) ทับไท้ส่วย และยัง "เฮ้ง (เบียดเบียน)" กับปีมะโรงเองด้วย เกณฑ์นี้เป็นเกณฑ์เรื่องคดีความ บางสิ่งที่ทำแล้วคิดว่าดีแต่กลับเป็นผลร้าย           ในปีนี้ทั้งปีห้ามเป็นนายประกันให้ใคร นอกจากต้องรอบคอบเรื่องกฎหมายคดีความแล้ว การเข้าใจผิดระหว่างพี่น้องเพื่อนฝูงก็มีโอกาสกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตต้อง ระวังให้มากด้วยเช่นกัน รวมทั้งในเรือนชะตาของท่านมีดาวอัปมงคลหลายดวงเพ่งเล็งอยู่ โดยเฉพาะดาวกระบี่คม "เจี้ยนฟง" คอยจ้องทำร้ายให้บาดเจ็บเลือดตกยางออก การงานการค้าไม่เจริญก้าวหน้า และต้องระวังอุบัติเหตุเคราะห์ภัยต่างๆ ให้ดี ฉะนั้นท่านจะต้องเตรียมการให้พร้อมแต่เนิ่นๆ ควรเฟ้นหามาตรการต่างๆ หรือเสาะหาผู้ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ เพื่อเป็นที่ปรึกษาในยามที่เกิดปัญหารุมเร้าเข้ามา ซึ่งคนเหล่านั้นอาจจะช่วยท่านขจัดอุปสรรคและแก้ปัญหาต่างๆได้ ไม่ควรปล่อยปละละเลยปัญหาเอาไว้ เพราะมันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นทำให้แก้ไขได้ยากลำบาก สิ่งสำคัญท่านต้องใช้สติปัญญาในการคิดไตร่ตรองสิ่งต่างๆให้ละเอียดถี่ถ้วน พร้อมทั้งมีความอดทนมุมานะอุตสาหะในการทำงาน อย่าละทิ้งไปกลางคัน ก็จะสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ (อ่านดวงปีมะโรง 2555 คลิ๊กที่นี่!)    วัตถุปีงูใหญ่นำโชค 2012จี้ปีงูใหญ่นำโชค 2012            ฉะนั้นจงอย่าประมาท หากคิดป้องกันแก้ไขกลับร้ายให้เป็นดี จึงควรจัดตั้ง "วัตถุปีงูใหญ่นำโชค 2012" หรือพกพาติดตัว(ติดรถ) "จี้ปีงูใหญ่นำโชค 2012" เพื่อสลายพลังร้าย ขจัดต้านภัย เสริมส่งให้การงานการค้ารุ่งเรือง โชคลาภเงินทองเพิ่มพูน สุขภาพแข็งแรง ปราศจากอุบัติเหตุเภทภัย อยู่เย็นเป็นสุข โดยวัตถุเสริมความมงคลสำหรับคนปีมะโรงในปี 55 นี้จะประกอบไปด้วยนักษัตร 4 ปีรวมตัวกันอยู่ในท่วงท่าเตรียมพร้อม เพื่อจะคอยปกป้องคุ้มครองและเสริมส่งให้เจ้าชะตามะโรงมีความสุขความเจริญ รุ่งเรือง           โดยมีมังกรเทพ ตัวแทนของเจ้าชะตาปีมะโรงหมอบอยู่อย่างสงบสบายท่ามกลางเงินทองจำนวนมากมาย ทางขวามีมิตรแท้อย่างเจ้าหนูที่คอยดักช่วยแก้ไขพลิกสถานการณ์ที่เลวร้ายให้ กลับกลายเป็นดี พร้อมทั้งอุ้มน้ำเต้าวิเศษมาช่วยขจัดโรคภัยต่างๆ และดูดซับกักขังสิ่งอัปมงคลพลังร้ายที่จะกล้ำกรายเข้ามาคุกคามอีกด้วย ส่วนด้านซ้ายก็มีสหายลิงที่มีปัญญาเลิศล้ำมาช่วยให้มีชัยต่ออุปสรรคทั้งหลาย ทั้งปวง พร้อมทั้งช่วยให้หลบหลีกเคราะห์ภัยต่างๆ และยังอุ้มลูกท้อมาช่วยเสริมส่งให้เจ้าชะตาปีมะโรงมีสุขภาพแข็งแรงปราศจาก โรคภัยและมีอายุยืนยาว นอกจากนี้ยังมีไก่ชนที่เก่งกล้าแข็งแรงอยู่ด้านบน เตรียมพร้อมที่จะจิกทำลายศัตรูที่แผ้วพานเข้ามา เพื่อป้องกันไม่ให้เข้ามาทำร้าย อีกทั้งยังมีก้อนทองคำอยู่บนหลังไก่ ซึ่งสื่อความหมายถึงนอกจากจะเฝ้าระวังคุ้มครองแล้ว ยังนำพาโชคลาภเงินทองมาให้กับเจ้าชะตาปีมะโรงอีกด้วย หรือจะหาบูชาเครื่องรางปีนักษัตรที่เสริมดวงคนเกิดปีมะโรงเฉพาะเรื่อง ดังนี้ ปีมะโรง, ปีมะเส็ง เสริมดวงเรื่องการเงิน ปีชวด (หนู) เสริมดวงเรื่องความคิด ปีวอก (ลิง) เสริมดวงเรื่องความรู้ซึ่งกันและกัน ปีระกา (ไก่) เสริมดวงเรื่องการเงิน           "องค์ลื่อต่งปิง" องค์เทพเสริมราศีปีมะโรง 2555 "จี้องค์ลื่อต่งปิง" จี้องค์เทพเสริมราศีปีมะโรง 2555  และเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น ควรไปไหว้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ฝากดวงชะตาต่อ "องค์ไท้ส่วยเอี๊ย" และควรไปกราบสักการะองค์เทพ "องค์ลื่อตงปิง" หรือถ้าไม่สะดวกที่จะเดินทางไปสามารถเช่าบูชาองค์เทพ "องค์ลื่อตงปิง" หรือ "จี้องค์ลื่อตงปิง" ไปกราบสักการะที่บ้านได้ตลอดทั้งปี ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเป็นไปได้หลังจากทำพิธีเสร็จแล้วให้ไปทำบุญไหว้พระ 9 วัด พร้อมทั้งถือปฏิบัติตนในปีชงตลอดทั้งปี (มีคำแนะนำด้านท้ายบทความ) 3.ปีฉลู(วัว) ปีร่วมชงไท้ส่วย และยัง "ผั่ว (แตกแยก)" กับปีมะโรงด้วย           ในเรือนชะตาของคนปีฉลูในปีนี้น่าจะเป็นปีที่ดี เนื่องจากมีดาวมงคลหลายดวงเปล่งประกายสดใสอยู่ในเรือนชะตา โดยเฉพาะดาวมงคลแห่งความร่ำรวย "ฟู่ซิง" กับดาวคุณธรรมแห่งสวรรค์ "เทียนเต๋อ" และดาวอานม้า "ปั่นอาน" ส่งผลให้โชคชะตาในปีนี้สดใสกว่าปีที่ผ่านมา ทุกสิ่งมีความเจริญรุ่งเรือง มีผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนคอยช่วยเหลือชี้แนะให้ประสบความสำเร็จไม่ว่าด้านการงาน หรือการค้าล้วนราบรื่นไร้อุปสรรคขวากหนาม แต่เนื่องจากในความโชคดีนั้นก็ยังมีเคราะห์ภัยซ่อนเร้นแอบแฝงอยู่ อันเนื่องจากการแทรกแซงคุกคามของดาวร้ายที่โคจรเข้ามา โดยเฉพาะดาวภัยเพราะปากที่ชื่อม้วนลิ้น "เจวี่ยนเสอ" กับดาวทุกข์ลาภ "พี๋ม๋า" และดาวหม้าย "กว่าซู่" รวมทั้งดาวสระน้ำเค็ม "เสียนฉือ" จึงต้องระมัดระวังคำพูดคำจาที่อาจไปกระทบกระเทือนความรู้สึกของผู้อื่น โดยพลั้งเผลอไม่ได้ยั้งคิด ส่งผลให้คนที่อยู่ใกล้ไม่สบอารมณ์เกิดความเกลียดชังท่านจนเป็นเหตุทำให้เสีย การเสียงาน (ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์ "ผั่ว(แตกแยก)" ประจำปีด้วย) ทำให้บรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่ดีเสียหายได้           นอกจากนี้ต้องระวังดูแลสุขภาพของตนเองและผู้อาวุโสในครอบครัวให้ดีเป็นพิเศษ อย่าได้ประมาทเป็นอันขาด อีกทั้งต้องประพฤติปฏิบัติตัวให้ดี อย่าทำสิ่งไม่ถูกต้องพึงระมัดระวังการคบหาสมาคมกับผู้อื่น และไม่ควรเที่ยวกลางคืนดื่มสุราเคล้านารี เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ดวงชะตาที่ดีของท่านกลับกลายเป็นตรงกันข้ามได้ วัตถุปีวัวนำโชค 2012จี้ปีวัวนำโชค 2012           ฉะนั้นเพื่อความไม่ประมาท หากคิดป้องกันแก้ไข ควรจัดตั้ง "วัตถุปีวัวนำโชค 2012" หรือพกพาติดตัว(ติดรถ) "จี้ปีวัวนำโชค 2012" เพื่อสลายพลังร้าย ขจัดเคราะห์ภัย เสริมส่งให้การงานการค้าเจริญรุ่งเรือง โชคลาภเพิ่มพูน สุขภาพแข็งแรง ปราศจากอุบัติเหตุเภทภัย อยู่เย็นเป็นสุขตลอดปี โดยวัตถุเสริมความมงคลสำหรับคนปีฉลูในปี 55 นี้จะประกอบไปด้วย วัวกระทิงเทพ ที่มีทั้งความสง่างาม ดุดันและแข็งแกร่งสื่อถึงสุขภาพที่แข็งแรงมีความบึกบึนแข็งแกร่งที่กำลัง พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อไขว้คว้าโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยในปีนี้ นอกจากนี้ที่ปากกระทิงยังคาบเหรียญทองมามากมาย อีกทั้งยังมีโอ่งบรรจุก้อนทองคำจนล้นเหลือ ส่วนด้างล่างก็มีนักษัตรคู่สมพงศ์ได้แก่ ปีชวดคือหนูสองตัวที่คอยกระตุ้นเปิดรับโชคลาภด้วยการขะมักเขม้นช่วยกันขน สมบัติทองคำ เพื่อให้เพื่อนฉลูที่ในปีนี้โชคค่อนข้างสดใสมีความอุดมสมบูรณ์มั่งคั่งร่ำ รวยยิ่งขึ้นตลอดปี หรือจะหาบูชาเครื่องรางปีนักษัตรที่เสริมดวงคนเกิดปีฉลูเฉพาะเรื่อง ดังนี้ ปีชวด (หนู) เสริมดวงเรื่องการเงิน ปีมะเส็ง (งูเล็ก) เสริมดวงเรื่องการงาน ปีระกา (ไก่) เสริมดวงเรื่องความสุข             "องค์ซักบ่อเซียน" องค์เทพเสริมราศีปีฉลู 2555"จี้องค์ซักบ่อเซียน" จี้องค์เทพเสริมราศีปีฉลู 2555 และเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น ควรไปไหว้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ฝากดวงชะตาต่อ  "องค์ไท้ส่วยเอี๊ย" และควรไปกราบสักการะองค์เทพ "องค์ซักบ่อเซียน" หรือถ้าไม่สะดวกที่จะเดินทางไปสามารถเช่าบูชาองค์เทพ "องค์ซักบ่อเซียน" หรือ "จี้องค์ซักบ่อเซียน" ไปกราบสักการะที่บ้านได้ตลอดทั้งปี ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเป็นไปได้หลังจากทำพิธีเสร็จแล้วให้ไปทำบุญไหว้พระ 9 วัด พร้อมทั้งถือปฏิบัติตนในปีชงตลอดทั้งปี (มีคำแนะนำด้านท้ายบทความ) 4.ปีมะแม(แพะ) ปีร่วมชงไท้ส่วย ท่านที่เกิดปีมะแมปีนี้มีดาวมงคลดาวพระจันทร์ "ไท่อิน" และดาวสวรรค์ยินดี "เทียนสี่" โคจรเข้ามา           เสริมส่งสร้างบรรยากาศในเรื่องความรักความสัมพันธ์ของท่านกับผู้อื่นให้มี ความสดชื่นก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งช่วยให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคปัญหาต่างๆ จนประสบความสำเร็จได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีดาวอัปมงคลแทรกแซงเข้ามาคุกคามสร้างปัญหา โดยเฉพาะดาวร้ายชื่อมอดม้วยมลาย "ฉูเป้า" และดาวเกี่ยวให้สะดุด "โกวเจียว" ปรากฏขึ้นจึงต้องระวังเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ดูแลสุขภาพและอาหารการกินให้ถูกสุขลักษณะรวมทั้งความปลอดภัยต่างๆ ในการดำเนินชีวิตประจำให้ดี นอกจากนี้ยังมีดาวกับดักมรณะ "กวงโซ่" มาซ้ำเติมทำให้หน้าที่การงานธุรกิจการค้าติดขัดเสียหาย การงานไม่ก้าวหน้ายอดขายตกต่ำ และต้องระวังกับดักหลุมพรางของคู่แข่งปรปักษ์ให้ดี มิเช่นนั้นอาจล้มลุกคลุกคลานพ่ายแพ้จนหมดรูปได้ วัตถุปีแพะนำโชค 2012จี้ปีแพะนำโชค 2012           ฉะนั้นเพื่อเป็นความไม่ประมาท จึงควรจัดตั้ง "วัตถุปีแพะนำโชค 2012" หรือพกพาติดตัว(ติดรถ) "จี้ปีแพะนำโชค 2012" เพื่อขจัดพลังร้ายของดาวอัปมงคลให้หมดสิ้นไปพร้อมทั้งเสริมส่งให้การงานการ ค้าเจริญก้าวหน้า กระตุ้นโชคลาภให้สดใส เงินทองไหลมาเทมา สุขภาพแข็งแรง ปราศจากอุบัติเหตุเคราะห์ภัยตลอดปี โดยวัตถุเสริมความมงคลสำหรับคนปีมะแมในปี 55 นี้จะประกอบไปด้วย ม้าเทพคู่ (ซึ่งเป็นนักษัตรที่ถูกโฉลกสมพงศ์กับเจ้าชะตาปีมะแมมากที่สุด) ซึ่งมีลักษณะพิเศษเป็นม้าที่ปราดเปรียวแข็งแรงกำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้า อย่างมั่นอกมั่นใจที่จะเอาชนะอุปสรรคปัญหาต่างๆ ให้จงได้ จึงหมายถึงความเจริญก้าวหน้ามีชัยอย่างก้าวกระโดด และมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จมีชัยชนะ นอกจากนี้ระหว่างทางที่ก้าวกระโดดไปนั้นยังนำพาถุงทองที่บรรจุทรัพย์สมบัติ ล้ำค่ามากมายกลับมาด้วย ยิ่งกว่านั้นยังมี พระจันทร์ดาวมงคลประจำปีของเจ้าชะตาปีมะแม คอยส่องแสงนำทางให้ไปถึงจุดหมายปลายทางจนประสบความสำเร็จด้วยความปลอดภัยอีก ด้วย หรือจะหาบูชาเครื่องรางปีนักษัตรที่เสริมดวงคนเกิดปีมะแมเฉพาะเรื่อง ดังนี้ ปีเถาะ (กระต่าย) เสริมดวงเรื่องความคิด ปีมะเมีย (ม้า) เสริมดวงเรื่องความร่ำรวย ปีกุน (หมู) เสริมดวงเรื่องการเงิน           "พระไภษัชยคุรุ" องค์เทพเสริมราศีปีมะแม 2555"จี้พระไภษัชยคุรุ" จี้องค์เทพเสริมราศีปีมะแม 2555 และเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น ควรไปไหว้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ฝากดวงชะตาต่อ "องค์ไท้ส่วยเอี๊ย" และควรไปกราบสักการะองค์เทพ "พระไภษัชยคุรุ" หรือถ้าไม่สะดวกที่จะเดินทางไปสามารถเช่าบูชาองค์เทพ "พระไภษัชยคุรุ" หรือ "จี้พระไภษัชยคุรุ" ไปกราบสักการะที่บ้านได้ตลอดทั้งปี ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเป็นไปได้หลังจากทำพิธีเสร็จแล้วให้ไปทำบุญไหว้พระ 9 วัด พร้อมทั้งถือปฏิบัติตนในปีชงตลอดทั้งปี (มีคำแนะนำด้านท้ายบทความ) 5.ปีเถาะ(กระต่าย) "ไห่(ให้ร้าย)" กับปีมะโรง ในปีนี้ดวงชะตาของท่านยังตกอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่สู้ดีนัก           เนื่องจากถูกครอบงำจากดาวอัปมงคลหลายดวงที่โคจรเข้าสู่เรือนชะตา โดยเฉพาะดาวป่วยไข้ "ปิ้งฝู" และดาวหกร้าย "ลิ่วห้าย" จึงต้องระวังเรื่องสุขภาพและการเจ็บป่วย รวมทั้งเรื่องธุรกิจการค้าต้องใส่ใจเป็นพิเศษ (ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์ "ไห่(ให้ร้าย)" ประจำปีด้วย) ฉะนั้นปีนี้ยังคงต้องระมัดระวังให้มาก ด้านหน้าที่การงานจะมีอุปสรรคปัญหาถาโถมเข้ามา แต่ก็ควรพยายามดำเนินการแก้ไขด้วยความสุขุมรอบคอบจึงจะสามารถทำให้เหตุการณ์ ต่างๆ พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นได้ ท่านต้องอดทนต่อความเหนื่อยยาก อีกทั้งต้องทุ่มเทสติปัญญา ในการฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามต่างๆ ให้ผ่านพ้นไป ต้องใช้ความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ จึงจะสามารถพลิกสถานการณ์ กลับร้ายให้กลายเป็นดี นอกจากนี้สุขภาพของท่านในปีนี้ก็ไม่สู้ดีนัก ท่านควรเอาใจใส่ดูแลตนเองให้ดี อย่าปล่อยให้ตนเองเหน็ดเหนื่อยตรากตรำ จนต้องล้มหมอนนอนเสื่อ อีกทั้งยังต้องระวังหลุมพรางที่มีผู้ไม่หวังดีขุดดักรอท่านเอาไว้ จงอย่าได้ผลีผลามไปติดกับ จนทำให้ท่านต้องเสียการงาน และอนาคต แต่ก็นับว่ายังโชคดีอยู่บ้างที่มีดาวมงคลหอหยก "ยู่ถาง" โคจรเข้ามาช่วยเหลือเสริมส่งผ่อนหนักให้เป็นเบา วัตถุปีกระต่ายนำโชค 2012จี้ปีกระต่ายนำโชค 2012           ฉะนั้นจึงไม่ควรประมาท หากคิดป้องกันแก้ไข ขจัดภัยสลายเคราะห์ จึงควรจัดตั้ง "วัตถุปีกระต่ายนำโชค 2012" หรือพกพาติดตัว(ติดรถ) "จี้ปีกระต่ายนำโชค 2012" เพื่อเสริมส่งให้การงานการค้าเจริญก้าวหน้า กระตุ้นเปิดรับโชคลาภให้เงินทองหลั่งไหลเข้ามา มีสุขภาพแข็งแรง อยู่เย็นเป็นสุขตลอดปี โดยวัตถุเสริมความมงคลสำหรับคนปีเถาะในปี 55 นี้จะประกอบไปด้วย หมูป่าเทพ ที่แข็งแรงสง่างามกำลังอยู่ในท่าที่เตรียมพร้อมจะพุ่งทะยานไปข้างหน้า เพื่อปกป้องคุ้มครองให้กับ เจ้ากระต่าย (ซึ่งเป็นนักษัตรที่มีความปราดเปรียวเฉลียวฉลาดและถูกโฉลกกับหมู่ป่าซึ่ง เป็นตัวแทนของนักษัตรปีกุนที่สมพงศ์กัน) ที่นั่งอยู่บนหลังซึ่งแบกตะกร้าสมบัติมาอย่างล้มหลาม และที่มือยังคว้าเอาเห็ดหลินจือซึ่งเป็นยาสมุนไพรอายุวัฒนะมาช่วยเสริมส่ง ให้มีสุขภาพแข็งแรงอีกด้วยส่วนด้านล่างข้างตัวหมูป่าก็มีทั้งถั่วลิสง ดอกไม้มงคลและเหรียญกับก้อนทองโปรยปรายอยู่ซึ่งสื่อความหมายรวมกันถึง การมีทายาทลูกหลานสืบทอด มีโชคลาภมั่งคั่งร่ำรวยเงินทอง หรือจะหาบูชาเครื่องรางปีนักษัตรที่เสริมดวงคนเกิดปีเถาะเฉพาะเรื่อง ดังนี้ ปีมะแม (แพะ) เสริมดวงเรื่องความสุข ปีกุน (หมู) เสริมดวงเรื่องการเงิน ปีจอ (สุนัข) เสริมดวงเรื่องความคิด           "พระกษิติครรภ์" องค์เทพเสริมราศีปีเถาะ 2555"จี้พระกษิติครรภ์" จี้องค์เทพเสริมราศีปีเถาะ 2555  และเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น ควรไปไหว้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ฝากดวงชะตาต่อ "องค์ไท้ส่วยเอี๊ย" และควรไปกราบสักการะองค์เทพ "พระกษิติครรภ์" หรือถ้าไม่สะดวกที่จะเดินทางไปสามารถเช่าบูชาองค์เทพ "พระกษิติครรภ์" หรือ "จี้พระกษิติครรภ์" ไปกราบสักการะที่บ้านได้ตลอดทั้งปี ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเป็นไปได้หลังจากทำพิธีเสร็จแล้วให้ไปทำบุญไหว้พระ 9 วัด พร้อมทั้งถือปฏิบัติตนในปีชงตลอดทั้งปี (มีคำแนะนำด้านท้ายบทความ) 6.ปีชวด(หนู) ในปีนี้มีดาวนายพล "เจียงซิง" โคจรเข้ามาอยู่ในเรือนชะตา           จะช่วยเสริมส่งเรื่องอำนาจบารมี หน้าที่การงาน ธุรกิจการค้าให้เจริญรุ่งเรือง แต่น่าเสียดายที่มีดาวอัปมงคลเบียดบังเข้ามาทำให้ด่างพร้อย โดยเฉพาะดาวผมสยาย "พีโถว" และดาวเสือขาว "ไป๋หู่" ที่สร้างความเสียหาย ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังความปลอดภัยของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กๆ ต้องดูแลเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังต้องระวังอันตราย อาจถูกทำร้ายโดยไม่รู้ตัว วัตถุปีหนูนำโชค 2012จี้ปีหนูนำโชค 2012           ฉะนั้นจงอย่าประมาทชะล่าใจ ควรหาวิธีเสริมส่งดาวดีนายพล "เจียงซิง" ให้มีอานุภาพแก่กล้ายิ่งขึ้น เพื่อขจัดพลังร้ายของดาวอัปมงคลให้สูญสลายหมดสิ้นไป โดยการจัดตั้ง "วัตถุปีหนูนำโชค 2012" หรือพกพาติดตัว(ติดรถ) "จี้ปีหนูนำโชค 2012" เพื่อสลายพลังร้าย ขจัดเคราะห์ภัย เสริมส่งให้การงานการค้าเจริญรุ่งเรืองโชคลาภเงินทองเพิ่มพูน สุขภาพแข็งแรง ปราศจากอุบัติเหตุเภทภัย อยู่เย็นเป็นสุขตลอดปี โดยวัตถุเสริมความมงคลสำหรับคนปีชวดในปี 55 นี้ประกอบไปด้วย หัวช้างคู่พร้อมงา ที่สง่างามสื่อถึงอำนาจบารมี เปี่ยมด้วยโชคลาภวาสนาตั้งตระหง่านอยู่บนหลังค้างคาวโชคลาภที่จะนำโชคลาภมา สู่เจ้าชะตาชาวปีชวดทั้งหลายในปีนี้ นอกจากนี้เหนือขึ้นไปบนหัวช้างยังมีก้อนทองก้อนใหญ่ปรากฏอยู่ ซึ่งสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์มั่งคั่งร่ำรวย อีกทั้งยังมีอักษรมงคล "สวัสติกะ" และหัวหนูเจ้าชะตาปีชวดอยู่ด้วย           ฉะนั้นเมื่อสิ่งมงคลทั้งหลายเหล่านี้มา ประสานรวมกันเป็นวัตถุมงคลที่วิเศษมีพลังอานุภาพที่สูงส่ง ก็สามารถที่จะช่วยขจัดเคราะห์ภัยอันตรายต่างๆ ให้สูญสลายไปได้ พร้อมทั้งเสริมส่งกระตุ้นให้เกิดโชคลาภ มีความสดใสเจริญรุ่งเรือง มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว หรือจะหาบูชาเครื่องรางปีนักษัตรที่เสริมดวงเฉพาะเรื่องไปเลย ได้ดังนี้ ปีฉลู (วัว) เสริมดวงเรื่องการเงิน ปีมะโรง (งูใหญ่) เสริมดวงเรื่องความคิด ปีวอก (ลิง) เสริมดวงเรื่องความสุข           "พระสมันตภัทร" องค์เทพเสริมราศีปีชวด 2555"จี้พระสมันตภัทร" จี้องค์เทพเสริมราศีปีชวด 2555 และเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น ควรไปกราบสักการะองค์เทพ "พระสมันตภัทร" หรือถ้าไม่สะดวกที่จะเดินทางไปสามารถเช่าบูชาองค์เทพ "พระสมันตภัทร" หรือ "จี้พระสมันตภัทร" ไปกราบสักการะที่บ้านได้ตลอดทั้งปี 7.ปีขาล(เสือ) ปีนี้ดวงชะตาของท่านยังไม่ค่อยสดใส เนื่องจากมีดาวอัปมงคลหลายดวงโคจรเข้ามาคุกคามรังควาน           โดยเฉพาะมีดาวหมาสวรรค์ "เทียนโก่ว" ดาวแห่งการสูญเสีย "เตี๊ยวเคอะ" และดาวสวรรค์ร้องไห้ "เทียนคู" ซึ่งส่งผลทำให้มีคู่แข่งทางการค้าถูกอิจฉาริษยา มีปรปักษ์ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ธุรกิจการงานประสบอุปสรรคปัญหา จึงต้องต่อสู้ด้วยความขยันและอดทน ทำสิ่งใดต้องระมัดระวังให้รอบคอบอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด นอกจากนี้พึงใส่ใจระวังเรื่องสุขภาพ และอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินชีวิตประจำวันของตัวท่านและสมาชิก ในครอบครับ โดยเฉพาะสุขภาพความเป็นอยู่ของผู้อาวุโสต้องระวังดูแลเป็นพิเศษ หากเจ็บไข้ได้ป่วยต้องรีบพาไปหาหมอเพื่อทำการรักษาโดยเร็ว อย่าปล่อยปละละเลยเป็นอันขาด            ด้านหน้าที่การงาน และธุรกิจการค้าปีนี้มักมีอุปสรรคและย่ำอยู่กับที่ไม่เจริญก้าวหน้า จึงต้องเพิ่มความขยันหมั่นเพียรกระตือรือร้นให้มากขึ้น เสาะแสวงหาแนวทางใหม่ๆ หรือเดินทางติดต่อทำธุรกิจการค้าในที่ต่างๆ ให้กว้างไกลขึ้นจึงจะประสบความสำเร็จได้ เนื่องจากในเกณฑ์ชะตามีดาวมงคลม้าเดินทาง "อี้หม่า" คอยส่งเสริมช่วยเหลืออยู่ (อ่านดวงปีขาล 2555 คลิ๊กที่นี่!) วัตถุปีเสือนำโชค 2012จี้ปีเสือนำโชค 2012           ฉะนั้นเพื่อความไม่ประมาท จึงควรจัดตั้ง "วัตถุปีเสือนำโชค 2012" หรือพกพาติดตัว(ติดรถ) "จี้ปีเสือนำโชค 2012" เพื่อขจัดเคราะห์ภัย พร้อมทั้งเสริมส่งให้สุขภาพแข็งแรง การงานการค้าเจริญรุ่งเรือง กระตุ้นโชคลาภให้สดใส ปราศจากอุบัติเหตุเคราะห์ภัย อยู่เย็นเป็นสุขตลอดปี โดยวัตถุเสริมความมงคลสำหรับคนปีขาลในปี 55 นี้ประกอบไปด้วย "อูฐสวรรค์" เมื่อยามเดินทางไกลจะมีความเข้มแข็งอดทนอย่างมาก สามารถเดินทางในที่ธุระกันดารได้อย่างยาวนาน โดยดื่มน้ำเพียงครั้งเดียวก็สามารถอยู่ได้นานถึงหกวัน อีกทั้งยังมีสัญชาตญาณในเรื่องทิศทางดี จึงสามารนำพาเจ้าชะตาปีขาลให้เดินทางกลับบ้านด้วยความสวัสดีภาพ และยังถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ในการเสริมส่งการงานให้รุ่งเรืองเจริญก้าวหน้า มีโชคลาภสดใสอีกด้วย           ส่วน "แรดเทพ" เป็นสัตว์ใหญ่ลำดับสองรองจากช้าง มีความน่าเกรงขาม และประสาทรับกลิ่นกับประสาทหูที่ดีเยี่ยม จึงสามารถรู้ล่วงหน้าถึงภัยอันตรายต่างๆ ที่จะกล้ำกรายเข้ามา ฉะนั้นแรดจึงถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ในการป้องกันเคราะห์ภัยต่างๆ รวมถึงโจรขโมย และการถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ไม่หวังดีอีกด้วย ฉะนั้นเมื่อนำเอา "อูฐสวรรค์และแรดเทพ" มารวมอยู่ในวัตถุเสริมความมงคลเดียวกัน จึงมีอานุภาพสูงส่งในการคุ้มครองให้เจ้าชะตาปีขาลแคล้วคลาดปลอดภัย เสริมส่งโชคลาภ ยศถาบรรดาศักดิ์ หน้าที่การงาน ธุรกิจการค้าให้เจริญก้าวหน้าตลอดปี หรือจะหาบูชาเครื่องรางปีนักษัตรที่เสริมดวงเฉพาะเรื่องไปเลย ได้ดังนี้ ปีมะเมีย (ม้า) เสริมดวงเรื่องการเงิน ปีจอ (สุนัข) เสริมดวงเรื่องความคิด ปีกุน (หมู) เสริมดวงเรื่องความร่ำรวย           "เจ้าแม่กวนอิม" องค์เทพเสริมราศีปีขาล 2555"จี้เจ้าแม่กวนอิม" จี้องค์เทพเสริมราศีปีขาล 2555 และเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น ควรไปกราบสักการะองค์เทพ "เจ้าแม่กวนอิม" หรือถ้าไม่สะดวกที่จะเดินทางไปสามารถเช่าบูชาองค์เทพ "เจ้าแม่กวนอิม" หรือ "จี้เจ้าแม่กวนอิม" ไปกราบสักการะที่บ้านได้ตลอดทั้งปี 8.ปีมะเส็ง(งูเล็ก) ท่านที่เกิดปีมะเส็งในปีนี้จะบังเกิดแต่สิ่งมงคลเข้ามามากมาย           แม้ว่าจะพบอุปสรรคปัญหาเกิดขึ้นบ้าง แต่ก็สามารถคลี่คลายปรับเปลี่ยนจากร้ายให้กลายเป็นดีได้ และจะผ่านพ้นอุปสรรคนั้นไปได้ด้วยดี ในปีนี้หากท่านมีความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นในการทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ โอกาสจะประสบความสำเร็จสมดังใจปรารถนานั้นก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม ท่านจะมีผลงานที่โดดเด่นกว่าผู้อื่นอย่างแน่นอน เนื่องจากปีนี้มีดาวมงคลพระอาทิตย์ "ไท้หยาง" โคจรเข้ามาเปล่งรัศมีเรืองรองอยู่ในเรือนชะตาของท่าน โชคชะตาจึงรุ่งโรจน์สดใส นอกจากนี้ยังมีดาวสวรรค์ยินดี "เทียนสี่" เข้ามาเสริมส่งในเรื่องความรักความสัมพันธ์อันดีกับเพศตรงข้าม ฉะนั้นปีนี้ท่านจึงค่อนข้างมีเสน่ห์ตรึงใจเพศตรงข้าม           แต่ในขณะเดียวกันก็มีดาวอัปมงคลสุรุ่ยสุร่าย "เทียนคง" โคจรเข้าฉุดรั้งดวงการเงินของท่าน จึงส่งผลให้เงินทองรั่วไหล เกิดการใช้จ่ายที่สิ้นเปลือง เงินทองไหลเข้ามาแล้วก็ไหลออกไปอย่างรวดเร็ว จึงต้องควบคุมดูแลการเงินให้ดี อีกทั้งยังมีดาวปล้นสะดม "เจี๋ยซา" เข้ามาคุกคามจึงต้องระมัดระวังอย่าเดินทางไปในที่เปลี่ยวโดยลำพัง เพราะอาจถูกปล้นชิงวิ่งราวและทำร้ายได้ นอกจากนี้ก่อนเข้านอนหรือออกจากบ้านควรปิดประตูใส่กลอนให้แน่นหนา เพื่อป้องกันโจรขโมยขึ้นบ้าน วัตถุปีงูเล็กนำโชค 2012จี้ปีงูเล็กนำโชค 2012           ฉะนั้นจึงไม่ควรประมาท หากคิดป้องกันแก้ไขควรจัดตั้ง "วัตถุปีงูเล็กนำโชค 2012" หรือพกพาติดตัว(ติดรถ) "จี้ปีงูเล็กนำโชค 2012" ที่มีอานุภาพในการเสริมส่งความรัก และหน้าที่การงานการค้าให้เจริญก้าวหน้า กระตุ้นเปิดรับโชคลาภ ขจัดปัดเป่าเคราะห์ภัย ให้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดปี โดยวัตถุเสริมความมงคลสำหรับคนปีมะเส็งในปี 55 นี้ประกอบด้วย "หงส์คู่" ซึ่ง หงส์ เป็นสัตว์สิริมงคลและศักดิ์สิทธิ์ มีรูปร่างสวยงาม สะโอดสะองมีบุคลิกที่สุภาพอ่อนหวาน สามารถหยั่งรู้ความทุกข์สุขของมนุษย์ได้ นอกจากนี้ในด้านโหราศาสตร์จีน หงส์ ยังถูกจัดเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกป้องดูแลรักษาทิศใต้ เพื่อให้โลกมนุษย์มีความสงบสุข           นอกจากนี้ยังสามารถหยั่งรู้ล่วงหน้าถึงความเป็นไปในโลกมนุษย์ ชาวจีนยังถือว่า หงส์ เป็นสัญลักษณ์แห่งพระอาทิตย์ที่ให้ความอบอุ่นแก่โลกมนุษย์และเป็นเครื่อง หมายแห่งคุณความดีอีกด้วย หงส์ ยังเป็นสัตว์มงคลที่สูงส่งมีความสง่างามคู่กับมังกรมาตั้งแต่โบราณ เปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดินีผู้มีความงามและบุญญาธิการ พร้อมทั้งมีความดีประจำตัว คือ มีคุณธรรม ความยุติธรรม ศีลธรรม มนุษยธรรม และสัจธรรม ซึ่งมนุษย์ทุกคนควรมีไว้ประจำใจก็จะเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง           ดังนั้นวัตถุเสริมความมงคลนี้จึงมีพลังอำนาจในการสลายอิทธิพลพลังร้ายของดาว อัปมงคลให้สูญสิ้นไป จึงแคล้วคลาดปลอดภัยจากเคราะห์ภัยต่างๆ พร้อมทั้งเสริมส่งให้ ความรักก้าวหน้าสมหวัง หน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า ธุรกิจการค้าราบรื่นรุ่งเรือง อีกทั้งกระตุ้นเปิดรับโชคลาภให้เงินทองไหลมาเทมา มีสุขภาพแข็งแรง อยู่เย็นเป็นสุขตลอดปี หรือจะหาบูชาเครื่องรางปีนักษัตรที่เสริมดวงเฉพาะเรื่องไปเลย ได้ดังนี้ ปีฉลู (วัว) เสริมดวงเรื่องการเงิน ปีระกา (ไก่) เสริมดวงเรื่องความสุข ปีวอก (ลิง) เสริมดวงเรื่องความคิด           "ไฉ่ซิ่งเอี๊ยประทับเสือ" องค์เทพเสริมราศีปีมะเส็ง 2555"จี้ไฉ่ซิ่งเอี๊ยประทับเสือ" จี้องค์เทพเสริมราศีปีมะเส็ง 2555 และเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น ควรไปกราบสักการะองค์เทพ "ไฉ่ซิ้งเอี้ยประทับเสือ" หรือถ้าไม่สะดวกที่จะเดินทางไปสามารถเช่าบูชาองค์เทพ "ไฉ่ซิ้งเอี้ยประทับเสือ" หรือ "จี้ไฉ่ซิ้งเอี้ยประทับเสือ" ไปกราบสักการะที่บ้านได้ตลอดทั้งปี 9.ปีมะเมีย(ม้า) ปีนี้มีดาวมงคลแปดองครักษ์ "ปาจั๊ว" โคจรเข้ามาอยู่ในเรือนชะตา           ส่งเสริมให้เกิดมีพลังความมุ่งมั่นในการทำงาน และประกอบธุรกิจการค้าจนประสบความสำเร็จ มีกำไรเป็นกอบเป็นกำ สำหรับผู้ที่ทำงานประจำหรือรับราชการก็จะได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง อีกทั้งยังมีดาวสวรรค์ช่วยให้พ้นภัย "เทียนเจี่ย" และดาวเทพเจ้าช่วยแก้ไข "เจี่ยเสิน" โคจรเข้ามาคุ้มครองให้ทุกสิ่งสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แต่น่าเสียดายที่มีดาวอัปมงคลหลายดวงเบียดบังเข้ามาทำให้โชคชะตาของท่านด่าง พร้อย โดยเฉพาะดาวประตูมรณะ "ซั่งเหมิน" ดาวลูกกรง "ฉิวอี้" และดาวเลือดตกยางออก "เส่วเยิ่น" กับดาวผลุบโผล่ "ฝู่เฉิน" ที่จะแผ่อิทธิพลส่งผลร้ายทำให้อาจประสบเคราะห์ภัยที่ไม่คาดคิด จึงต้องระมัดระวังตัวเองและสมาชิกในครอบครัวให้ดี โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้อาวุโสต้องดูแลเป็นพิเศษ และต้องพยายามอย่าสร้างปัญหาที่เป็นการท้าทายผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในตำแหน่งอำนาจ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ท่านต้องเดือดร้อนอย่างหนัก นอกจากนี้ยังต้องระวังการดำเนินชีวิตประจำวันให้ดี อย่าให้เกิดภัยอันตรายต่างๆ เพราะในเกณฑ์ชะตาบ่งบอกว่าอาจมีภัยถึงขั้นเลือดตกยางออก รวมทั้งภัยอันตรายจากทางน้ำด้วย (อ่านดวงปีมะเมีย 2555 คลิ๊กที่นี่!) วัตถุปีม้านำโชค 2012จี้ปีม้านำโชค 2012            ฉะนั้นจงอย่าประมาท ควรหาวิธีป้องกันแก้ไข ขจัดภัยสลายเคราะห์ โดยการจัดตั้ง "วัตถุปีม้านำโชค 2012" หรือพกพาติดตัว(ติดรถ) "จี้ปีม้านำโชค 2012" เพื่อขจัดอิทธิพลร้ายของดาวอัปมงคลให้หมดสิ้นไป พร้อมทั้งเสริมส่งให้การงานการค้าเจริญรุ่งเรือง กระตุ้นโชคลาภให้สดใส เงินทองไหลมาเทมา สุขภาพแข็งแรง ปราศจากอุบัติเหตุเคราะห์ภัยตลอดปี โดยวัตถุเสริมความมงคลสำหรับคนปีมะเมียในปี 55 นี้ประกอบด้วย "ปลาทองคู่" ชาวจีนเชื่อว่า ปลาทอง เป็นสัญลักษณ์แห่งความร่ำรวย มีกินมีใช้ไม่รู้หมด           นอกจากนี้หากมีปลาทองและดอกบัวอยู่ด้วยกัน ก็จะสื่อความหมายถึง ทองคำและหยกอยู่คู่กันด้วย ส่วนปลาทองคู่เป็นสัญลักษณ์ของความเจริญเติบโต และปลาทองยังอาจใช้เป็นตัวแทนของคนรักได้ด้วย กล่าวกันว่าการมอบปลาทองคู่ให้เป็นของขวัญพิเศษในวันแต่งงานปลาจะมีพลัง วิเศษด้านความคุ้มครองที่เข้มแข็งและช่วยกระตุ้นพลังงานชี่ (พลังด้านการเสริมส่งหน้าที่การงานและอาชีพของท่าน) ดังนั้นปลาทองมงคลจึงเป็นสัญลักษณ์ของโชคลาภอันยิ่งใหญ่และความสุขในชีวิต สมรสอีกด้วย และยังเชื่ออีกว่าถ้าบ้านเรือนใดเลี้ยงปลาทองอยู่ในบ้านก็จะเปรียบเสมือนมี ทองอยู่ในบ้าน เพราะการเลี้ยงปลาทองต้องมีน้ำ ซึ่งน้ำก็คือความร่มเย็นเป็นสุข และการไหลเวียนของน้ำก็จะส่งเสริมให้การค้าราบรื่น และท้ายสุดคือปลาทองจะนำความมั่งคั่งมาสู่คนเลี้ยง ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าผู้ใดเลี้ยงปลาทองไว้ในบ้านจะนำความร่มเย็นเป็นสุข เสริมสร้างอำนาจบารมี มีโชคลาภที่สดใส ทำมาค้าขึ้น เงินทองไหลมาเทมา           ดังนั้นวัตถุเสริมความมงคลนี้ จึงมีพลังมงคลที่สามารถสลายอิทธิพลพลังร้ายของดาวอัปมงคลให้สูญสิ้นไป ทำให้ท่านหลุดพ้นจากเคราะห์ภัยต่าง ๆ พร้อมทั้งเสริมส่งหน้าที่การงานให้เจริญก้าวหน้า ธุรกิจการค้าราบรื่นรุ่งเรือง กระตุ้นเปิดรับโชคลาภให้เงินทองไหลมาเทมา มีสุขภาพแข็งแรง หมดเคราะห์หมดภัย สวัสดีมีชัยตลอดปี หรือจะหาบูชาเครื่องรางปีนักษัตรที่เสริมดวงเฉพาะเรื่องไปเลย ได้ดังนี้ ปีขาล (เสือ) เสริมดวงเรื่องการเงิน ปีมะแม (แพะ) เสริมดวงเรื่องความคิด ปีจอ (สุนัข) เสริมดวงเรื่องความรัก           "องค์ไท้เสียงเหล่ากุง" องค์เทพเสริมราศีปีมะเมีย 2555"จี้องค์ไท้เสียงเหล่ากุง" จี้องค์เทพเสริมราศีปีมะเมีย 2555 และเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น ควรไปกราบสักการะองค์เทพ "องค์ไท้เสียงเหล่ากุง" หรือถ้าไม่สะดวกที่จะเดินทางไปสามารถเช่าบูชาองค์เทพ "องค์ไท้เสียงเหล่ากุง" หรือ "จี้องค์ไท้เสียงเหล่ากุง" ไปกราบสักการะที่บ้านได้ตลอดทั้งปี 10.ปีวอก(ลิง) ปีนี้มีดาวมงคลสามพลับพลา "ซันไถ" โคจรเข้ามาเสริมส่งให้หน้าที่การงาน ธุรกิจการค้าเจริญก้าวหน้าสำเร็จตามเป้าหมาย           แม้จะมีอุปสรรคคอยขวางกั้นก็สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้ แต่น่าเสียดายที่มีดาวอัปมงคลหลายดวงเบียดบังเข้ามาทำให้ด่างพร้อยเสียหาย โดยเฉพาะดาวร้ายห้าปีศาจ "อู๋กุ่ย" ดาวคดีความ "กวันฝู" และดาวศัตรูที่ซ่อนเร้น "จื่อเป้ย" กับดาวปฐพีพิฆาต "ตี้ซา" ส่งผลร้ายทำให้อาจประสบเคราะห์ภัยที่ไม่คาดคิด จึงต้องระมัดระวังตัวไว้ให้ดี ต้องพยายามอย่าสร้างปัญหาที่เป็นการท้าทายผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในตำแหน่งอำนาจ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ท่านต้องเดือดร้อน นอกจากนี้ยังต้องระวังความประพฤติของตนเองให้ดี รวมทั้งจัดการเรื่องต่างๆ ให้ถูกต้องอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาด้านกฎหมายและคดีความ จนนำไปสู่การสูญเสียทรัพย์สินเงินทองจำนวนมาก อีกทั้งต้องใส่ใจหน้าที่การงานและดูแลธุรกิจการค้าให้ดี เพราะเนื่องจากมีศัตรูที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่คอยจ้องจับผิดนินทาให้ร้าย จึงต้องเข้มแข็งอย่าเผยจุดอ่อนแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็น นอกจากนี้ยังต้องระวังเรื่องการสัญจรขับขี่ยวดยานพาหนะบนท้องถนนให้ดีเป็น พิเศษ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ จงอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด (อ่านดวงปีวอก 2555 คลิ๊กที่นี่!)   วัตถุปีลิงนำโชค 2012จี้ปีลิงนำโชค 2012           ฉะนั้นจึงควรหาวิธีป้องกันแก้ไข ขจัดภัย สลายเคราะห์ ปรับเปลี่ยนเหตุร้ายให้เป็นดี โดยการจัดตั้ง "วัตถุปีลิงนำโชค 2012" หรือพกพาติดตัว(ติดรถ) "จี้ปีลิงนำโชค 2012" เพื่อปกป้องคุ้มครองให้ชาวปีวอกแคล้วคลาดปลอดภัย เสริมส่งให้การงานการค้าเจริญรุ่งเรือง โชคลาภสดใส มั่งคั่งร่ำรวย สุขภาพแข็งแรง อยู่เย็นเป็นสุขตลอดปี โดยวัตถุเสริมความมงคลสำหรับคนปีวอกในปี 55 นี้ประกอบด้วย "งูขาวคู่" ซึ่งเป็นสัตว์มงคลที่ชาวจีนสมัยโบราณบูชามากที่สุด           ทั้งนี้เนื่องจากหนังที่สวยงามเปรียบเสมือนแพรพรรณที่ล้ำค่า และความเชื่อในเรื่องความโชคดีต่างๆ ที่เกิดจากการบูชางูขาวนี้ นอกจากนี้การเคลื่อนไหวพุ่งฉกอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด และสายตาที่จ้องมองยังก่อให้เกิดความเชื่อในเรื่องญาณวิเศษของงูขาวว่า สามารถสะกดดึงดูดให้เหยื่อเดินเข้ามาหาอีกด้วย           นอกจากนี้ตัวงูขาวยังถือว่าเป็นสัญลักษณ์แทนนักษัตรปีมะเส็งซึ่งเป็นเพื่อน คู่สมพงศ์ถูกโฉลกกับชาวปีวอกที่สุด จึงสามารถเกื้อหนุนช่วยเหลือให้เจ้าชะตาชาวปีวอกประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ นอกจากนี้ที่ใต้งูขาวทั้งคู่ยังรองรับด้วยก้อนทองก้อนใหญ่ ซึ่งสื่อถึงโชคลาภความมั่งคั่งร่ำรวยเงินทอง ดังนั้นวัตถุเสริมความมงคลนี้ จึงมีอานุภาพในการเสริมส่งอำนาจบารมี คุ้มครองให้ชาวปีวอกพ้นเคราะห์ พ้นภัย ช่วยกระตุ้นเปิดโชคลาภ ส่งเสริมการงานการค้าให้เจริญก้าวหน้า มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว หรือจะหาบูชาเครื่องรางปีนักษัตรที่เสริมดวงเฉพาะเรื่องไปเลย ได้ดังนี้ ปีชวด (หนู) เสริมดวงเรื่องการงาน ปีมะโรง (มังกร) เสริมดวงเรื่องการเงิน ปีมะเส็ง (งูเล็ก) เสริมดวงเรื่องความคิด           "เจ้าพ่อกวนอู" องค์เทพเสริมราศีปีวอก 2555"จี้เจ้าพ่อกวนอู" จี้องค์เทพเสริมราศีปีวอก 2555  และเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น ควรไปกราบสักการะองค์เทพ "เจ้าพ่อกวนอู" หรือถ้าไม่สะดวกที่จะเดินทางไปสามารถเช่าบูชาองค์เทพ "เจ้าพ่อกวนอู" หรือ "จี้เจ้าพ่อกวนอู" ไปกราบสักการะที่บ้านได้ตลอดทั้งปี 11.ปี ระกา(ไก่) ปีนี้เรือนชะตาของท่านมีดาวมงคลคุณธรรมพระจันทร์ "ย่วยเต๋อ" ดาวหอหยก "ยู่ถัง" และดาวแห่งความสามัคคี "ซุ่ยเฮอะ" โคจรเข้ามา           ส่งผลให้การศึกษาเรียนรู้ดี หน้าที่การงานธุรกิจการค้าเจริญก้าวหน้า ได้รับผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ และได้รับการสนับสนุนจนมีเกียรติยศชื่อเสียงเกรียงไกร แต่ก็มีดาวอัปมงคลหลายดวงโคจรเข้ามาแทรกแซงสร้างปัญหา โดยเฉพาะดาวมนต์ชั่วร้าย "สื่อฝู" กับดาวละลายทรัพย์ "เสี่ยวห้าว" และดาวทะเลสาบน้ำเค็ม "เสียนฉือ" ส่งผลทำให้สุขภาพร่างกายอ่อนแอเจ็บป่วยง่าย และอาจเกิดอุบัติเหตุเคราะห์ภัยจากการดำเนินชีวิตประจำวัน จึงไม่ควรประมาท นอกจากนี้มีเกณฑ์ว่าจะประสบปัญหาเรื่องเงินทองรั่วไหล และการใช้จ่ายที่เกินตัว จึงควรหลีกเลี่ยงการเสี่ยงโชค เล่นการพนันต่างๆ มิเช่นนั้นจะเป็นการซ้ำเติมให้ต้องเดือดร้อนหนักจนนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการ เงินได้ อีกทั้งต้องละเว้นการเที่ยวกลางคืนดื่มสุราเคล้านารี เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ดวงชะตาที่ดีของท่านกลับกลายเป็นตรงกันข้ามได้ (อ่านดวงปีระกา 2555 คลิ๊กที่นี่!) วัตถุปีไก่นำโชค 2012จี้ปีไก่นำโชค 2012           ฉะนั้นจงอย่าได้ประมาท ควรหาวิธีป้องกันแก้ไข ขจัดภัยสลายเคราะห์ โดยการจัดตั้ง "วัตถุปีไก่นำโชค 2012" หรือพกพาติดตัว(ติดรถ) "จี้ปีไก่นำโชค 2012" เพื่อป้องกันสลายพลังพิฆาตของดาวอัปมงคล พร้อมทั้งเสริมส่งให้การงานการค้าเจริญก้าวหน้า ตำแหน่งลาภยศสูงส่ง มีโชคลาภเงินทองเพิ่มพูน สุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว โดยวัตถุเสริมความมงคลสำหรับคนปีระกาในปี 55 นี้ประกอบด้วย ค้างคาว กวาง ลูกท้อ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทน เทพฮกลกซิ่ว ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวจีนที่ยึดถือกันมาตั้งแต่โบราณว่า ความสุขสมบูรณ์ในชีวิตของคนธรรมดาทั่วไปจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องมีองค์ประกอบ ที่สำคัญสามประการด้วยกัน คือ ความมั่งคั่งร่ำรวย ความเจริญก้าวหน้า และการมีสุขภาพดีอายุยืนยาว ซึ่งความหมายทั้งสามประการนี้อยู่ในรูปลักษณ์ของ ค้างคาวที่บินคาบเหรียญมาเป็นพวง ซึ่งสื่อถึงความมั่งคั่งร่ำรวย           ส่วนกวางที่สง่างามยืนอยู่ท่ามกลางก้อนทองมากมาย ก็สื่อถึงความเจริญรุ่งเรือง มีบารมีสูงส่ง และลูกท้อ ผลไม้ทิพย์ในความเชื่อของชาวจีน ก็สื่อถึงการมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง มีอายุยืนยาว ฉะนั้นวัตถุเสริมความมงคลนี้ จึงมีอานุภาพช่วยส่งเสริมให้เจ้าชะตาชาวปีระกามีความสุขสมปรารถนา บุญบารมี มั่งคั่งร่ำรวยเงินทอง สุขภาพแข็งแรง มีอายุยืนยาว หรือจะหาบูชาเครื่องรางปีนักษัตรที่เสริมดวงเฉพาะเรื่องไปเลย ได้ดังนี้ ปีฉลู (วัว) เสริมดวงเรื่องการเงิน ปีมะเส็ง (งูเล็ก) เสริมดวงเรื่องการงาน ปีมะโรง (มังกร) เสริมดวงเรื่องความรัก           "เจ้าแม่ทับทิม" องค์เทพเสริมราศีปีระกา 2555"จี้เจ้าแม่ทับทิม" จี้องค์เทพเสริมราศีปีระกา 2555 และเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น ควรไปกราบสักการะองค์เทพ "เจ้าแม่ทับทิม" หรือถ้าไม่สะดวกที่จะเดินทางไปสามารถเช่าบูชาองค์เทพ "เจ้าแม่ทับทิม" หรือ "จี้เจ้าแม่ทับทิม" ไปกราบสักการะที่บ้านได้ตลอดทั้งปี 12. ปีกุน(หมู) ปีนี้มีแต่ดาวมงคลหลายดวงเปล่งประกายสดใสอยู่ในเรือนชะตา           โดยเฉพาะดาวมหามงคล "หงหลวน" (นกคู่แห่งรัก) และดาวดอกไม้จักรพรรดิ "จื่อเวย" กับดาวคุณธรรมมังกร "หลงเต๋อ" โคจรเข้ามาเปล่งรัศมีสดใสอยู่ในเรือนชะตา ส่งผลให้มีสิ่งมงคลที่น่ายินดีเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความรักความสัมพันธ์กับผู้อื่นจะพัฒนาก้าวหน้ามีสีสันสดใสนับ เป็นปีแห่งความรักที่หวานชื่นจนน่าอิจฉา หน้าที่การงานประสบความสำเร็จ มีชัยต่ออุปสรรคทั้งปวง จนได้รับการสนับสนุนส่งเสริมให้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง มีอำนาจวาสนา ส่วนผู้ที่ทำธุรกิจการค้าก็จะได้รับความช่วยเหลือค้ำจุนจากผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะจากผู้ใต้บังคับบัญชาจนประสบความสำเร็จ ได้รับผลตอบแทนกำไรอย่างงดงาม แต่เนื่องจากในความโชคดีนั้นก็ยังมีเคราะห์ภัยซ่อนเร้นแอบแฝงอยู่ อันเนื่องจากการแทรกแซงคุกคามของดาวร้ายตัวฉกาจสมญานามว่า ทำลายให้พ่ายแพ้ "เป้าป้าย" ที่โคจรเข้ามาคอยซุ่มดักรอหาโอกาสทำลายให้ท่านต้องพ่ายแพ้ล้มครืนลงทันที           ดังนั้นจึงต้องระวังคู่แข่งปรปักษ์ให้ดี และต้องหมั่นเอาใจใส่เรื่องยอดขายการผลิตอย่าให้ผิดพลาด รวมทั้งเรื่องสัญญาซื้อขายต่าง ๆ ให้ละเอียดรอบคอบ ไม่เช่นนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังสดใสอาจล้มครืนเสียหายเกินกว่าจะแก้ไข ธุรกิจก็จะติดขัดหยุดชะงัก ทำให้ถูกคู่แข่งแย่งชิงโอกาสไป และทำให้ท่านต้องเสียท่าพ่ายแพ้ไปอย่างยับเยิน นอกจากนี้ต้องใส่ใจอย่างยิ่งในเรื่องความปลอดภัยต่างๆ ทั้งในบ้านและนอกบ้าน เพราะในเกณฑ์ชะตาบ่งบอกว่าอาจเกิดอันตรายขึ้นได้จากอิทธิพลพลังร้ายของดาว อัปมงคลเทพแห่งหายนะ "หวันสึน" จึงไม่ควรประมาท (อ่านดวงปีกุน 2555 คลิ๊กที่นี่) วัตถุปีหมูนำโชค 2012 จี้ปีหมูนำโชค 2012            ฉะนั้นหากคิดป้องกันแก้ไข และเสริมส่งให้ดาวมงคลของท่านมีพลังแก่กล้ายิ่งขึ้น เพื่อขจัดอิทธิพลพลังร้ายของดาวอัปมงคลให้สูญสลายหมดสิ้นไป พร้อมทั้งส่งเสริมนำพาให้ความรัก และโชคชะตารุ่งโรจน์สดใส จึงควรจัดตั้ง "วัตถุปีหมูนำโชค 2012" หรือพกพาติดตัว(ติดรถ) "จี้ปีหมูนำโชค 2012" โดยวัตถุเสริมความมงคลสำหรับคนปีกุนในปี 55 นี้ประกอบด้วย "นกคู่แห่งรัก (หงหลวน)" ที่เชื่อกันว่ายามใดที่นกหงหลวนปรากฏขึ้นในเรือนชะตา เจ้าชะตาผู้นั้นก็จะสามารถเก็บเกี่ยวสิ่งดีงามต่างๆ ทั้งเรื่องความรัก และโชคลาภต่าง ๆ ไว้ได้ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้เกิดความรักความสักพันธ์ที่ดีต่อกัน ได้ครองคู่แต่งงาน ในครอบครัวมีบรรยากาศของความปรองดองสมัครสมานสามัคคีกัน จนนำไปสู่ความสำเร็จเจริญก้าวหน้า มีเกียรติยศชื่อเสียง โชคลาภเงินทองจึงหลั่งไหลเข้ามากอย่างต่อเนื่อง           นอกจากนี้บนหลังของนกมงคลทั้งคู่ยังมีรูปหัวใจที่เติมเต็มไปด้วยก้อนทอง และดอกไม้ทอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความรักที่มีหัวใจเดียวกันที่จริงใจมั่นคงไม่พราก จากกัน บนรากฐานของความโชคดี มั่งมีศรีสุขอย่างเพียบพร้อม และเมื่อสิ่งมงคลทั้งหลายเหล่านี้มาประสานรวมพลังสิ่งที่ดีงามต่างๆ เข้าด้วยกัน ก็จะกลายเป็นวัตถุเสริมมงคลที่มีอานุภาพในการเสริมส่งดวงชะตาคนปีกุนในปี 55 ให้มีความรักความสัมพันธ์ที่ดีและมั่นคง มีโชคลาภล้นเหลือ ธุรกิจการงานเจริญก้าวหน้า สุขภาพแข็งแรง มีความสุขตลอดปี หรือจะหาบูชาเครื่องรางปีนักษัตรที่เสริมดวงเฉพาะเรื่องไปเลย ได้ดังนี้ ปีขาล (เสือ) คบแล้วพารวย หรือมีบุตรเกิดปีนี้จะทำให้พ่อแม่รวยหรือหารูปเสือมาไว้ที่บ้าน ทางทิศตะวันออกจะเสริมดวง ปีเถาะ (กระต่าย) เสริมดวงเรื่องการเงิน ปีมะแม (แพะ) เสริมดวงเรื่องความคิด           "องค์ตั่วเหล่าเอี๊ย" องค์เทพเสริมราศีปีกุน 2555 "จี้องค์ตั่วเหล่าเอี๊ย" จี้องค์เทพเสริมราศีปีกุน 2555 และเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น ควรไปกราบสักการะองค์เทพ "ตั่วเหล่าเอี้ย" หรือถ้าไม่สะดวกที่จะเดินทางไปสามารถเช่าบูชาองค์เทพ "ตั่วเหล่าเอี้ย" หรือ "จี้ตั่วเหล่าเอี้ย" ไปกราบสักการะที่บ้านได้ตลอดทั้งปี           ถ้าท่านไม่สามารถไปไหว้เทพเจ้าเสริมดวงชะตาตามที่แนะนำได้ก็ให้ไปไหว้พระ ประธานในวัดหรือเทพเจ้าที่คุณเคารพบูชาที่ศาลเจ้าใดก็ได้ที่อยู่ใกล้บ้านคุณ โดยนำเทพเจ้าที่เสริมดวงชะตาตามปีเกิดของคุณ ไปวางไว้เบื้องหน้าของคุณแล้วอธิฐานต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพบูชาดังนี้           ข้าพเจ้าขอกราบบูชา "..........(ชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไปสักการะที่วัดหรือศาลเจ้า)" ขอพระองค์จงช่วยประทานอำนาจบารมีแด่ "....(ชื่อเทพเจ้าที่เสริมดวงชะตาประจำปี 2555 ตามปีเกิดคุณ)" ซึ่งมาสถิตในเรือนชะตาของข้าพเจ้า (ชื่อ....นามสกุล.....วันเดือนปีเกิด....ที่อยู่...) ด้วยความศรัทธายิ่ง ขอได้โปรดประทานพรให้ข้าพเจ้า ปราศจากอุปสรรคแคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง พร้อมทั้งประทานความสำเร็จ ความสุขความเจริญ มีสิริมงคล สุขภาพแข็งแรงและโชคดีตลอดปี 2555 นี้ แก่ข้าพเจ้าเทอญ....สาธุ           หากวัดหรือศาลเจ้านั้นมีเทพเจ้าเสริมดวงชะตาตามปีเกิดของคุณก็ให้ไปอธิษฐานขอพรจากองค์เทพนั้นโดยตรงโดยอธิฐาน ดังนี้           ขอกราบบูชา และต้อนรับ "....(ชื่อเทพเจ้าที่เสริมดวงชะตาประจำปี 2555 ตามปีเกิดคุณ)" ซึ่งมาสถิตในเรือนชะตาของข้าพเจ้า (ชื่อ....นามสกุล.....วันเดือนปีเกิด....ที่อยู่...) ด้วยความศรัทธายิ่ง ขอได้โปรดประทานพรให้ข้าพเจ้า ปราศจากอุปสรรค แคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง พร้อมทั้งประทานความสำเร็จ ความสุขความเจริญ มีสิริมงคล สุขภาพแข็งแรงและโชคดีตลอดปี 2555 นี้ แก่ข้าพเจ้าเทอญ....สาธุ           ส่วนผู้ที่มีแนวโน้มที่ดวงชะตาชีวิตจะสดใสขึ้นในปี 2555 เพื่อเป็นการเสริมส่งให้ดวงชะตาของท่านพุ่งสุดขีดไม่ถูกบั่นทอนลง และท่านมีเกณฑ์ชงทั้ง 5 ปีที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น (หลังจากที่ท่านไปทำพิธีสะเดาะเคราะห์ฝากดวงที่วัดจีนเรียบร้อยแล้ว) ให้ท่านทำบุญดังนี้ (ถ้าเป็นได้ให้ทำทั้งปี 2554 และปี 2555 ตลอดทั้งปี)      1. ปล่อยนกปล่อยปลาเท่าอายุ      2. ทำบุญสังฆทานทุก 2 เดือน      3. ถือศีล กินเจ ทุกเดือน (เดือนละกี่วันก็ได้ตามสะดวก)      4. ทำบุญซื้อโลงศพ      5. นั่งสมาธิหมั่นทำบุญตักบาตร      6. ไหว้พระ 9 วัด   &n
คำถามที่นักเรียนจะไปเรียนต่อนอกสอบถาม
คำถามที่นักศึกษาถามมากที่สุด ถาม : ก.พ. คืออะไร ตอบ : ย่อมาจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน มีหน้าที่รับผิดชอบจัดการศึกษาของนักเรียนทุนรัฐบาลฝ่ายพลเรือนที่ส่งไปศึกษา ณ ต่างประเทศ ถาม : สำนักงาน ก.พ. ทำหน้าที่อย่างไร ตอบ : ทำหน้าที่ในการพิจารณาคุณวุฒิของผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ เพื่อบรรจุเข้ารับราชการ และเพื่อใช้เป็นแนวทางการเลือกสถานศึกษาที่ได้มาตรฐาน สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายในการรับราชการ ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาการรับรองคุณวุฒิจากต่างประเทศของ ก.พ. ถาม : IELTS ต่างจาก TOEFL อย่างไรบ้าง? ตอบ : -  IELTS (International English Language Testing System) เป็นข้อสอบมาตรฐานด้านภาษาอังกฤษของประเทศอังกฤษและออสเตรเลีย เพื่อใช้ในการคัดเลือกนักศึกษาต่างชาติเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของสถาบันการศึกษาประเทศอังกฤษและออสเตรเลีย IELTS จะเน้นทั้ง 4 ทักษะ คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน  -  TOEFL (Test of English as a Foreign Language) เป็นข้อสอบมาตรฐานด้านภาษาอังกฤษของสหรัฐอเมริกา เพื่อใช้คัดเลือกนักศึกษาต่างชาติเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษากับสถาบันการศึกษาของประเทศอเมริกา และแคนาดา ถาม : ผลสอบ   TOEFL และ  IELTS จะใช้ได้นานเท่าไหร่ ? ตอบ : 2 ปี  (ถ้าสอบ IELTS ไปแล้วจะต้องเว้น 3 เดือนถึงจะมีสิทธิสอบได้อีก  1 ครั้ง)      ถาม : ถ้าไม่สอบ IELTS แต่สอบ TOFEL แทนได้ไหม ? ตอบ: ได้ แต่จะต้องขึ้นอยู่กับประเทศและสถาบันที่เราต้องการสมัคร เพราะบางสถาบันไม่สามารถใช้แทนกันได้ ถาม : ถ้าไม่มีผลภาษาอังกฤษ TOFEL หรือ  IELTS จะไปเรียนภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศก่อนได้ไหม? ตอบ : ได้ โดยสมัครเรียนภาษาอังกฤษก่อน อย่างน้อยที่สุดประมาณ 20 สัปดาห์ แล้วสอบภาษาอังกฤษให้ผ่านตามที่สถาบันกำหนดแล้วค่อยสมัครเรียนคอร์ดอื่นต่อไป ถาม: จบ International Program มาแต่ไม่อยากสอบ IELTS หรือ TOEFL สามารถไปเรียนในต่างประเทศโดยตรงได้ไหม? ตอบ: สำหรับนักเรียนที่จบหลังสูตร International programs บางสถาบันการศึกษาในต่างประเทศสามารถรับพิจารณานักเรียนเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาได้เลยทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละสถาบันนั้นๆ คลิกเข้าลิ้งค์ inter เข้าได้เลย ถาม : ระหว่างเรียนภาษาอังกฤษในเมืองไทยกับเรียนภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศอย่างไหนจะดีกว่ากัน? ตอบ : การที่ไปเรียนภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศ นักเรียนมีโอกาสฝึกภาษาอังกฤษมากกว่าอยู่ในเมืองไทย เนื่องจากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอยู่ตลอดเวลา เช่น ดูโทรทัศน์ พูดคุยกับเพื่อนต่างชาติรวมถึงชาวออสเตรเลียด้วย แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า ถ้านักเรียนต้องการประหยัดเงิน นักเรียนอาจจะเตรียมภาษาอังกฤษจากเมืองไทยมากที่สุด พยายามสอบภาษาอังกฤษผ่านตามที่สถาบันกำหนด ก็จะได้ไม่ต้องเรียนภาษาอังกฤษนาน ถาม : หลักสูตรภาษาอังกฤษแบ่งออกเป็นกี่ประเภท? ตอบ : *ภาษาอังกฤษทั่วไป *ภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษาต่อ *ภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ *ภาษาอังกฤษเฉพาะสาขา เช่น Business, Tourism, TESOL  *ภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมสอบ TOEFL, IELTS, TOEIC ถาม : หลักสูตรภาษาอังกฤษเปิดสอนที่ไหนบ้าง? ตอบ : หลักสูตรภาษาอังกฤษเปิดสอนในสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น โรงเรียนสอนภาษาของเอกชน, วิทยาลัย, วิทยาลัยอาชีวศึกษา (TAFE / Polytechnic), และมหาวิทยาลัย ถาม :      ถ้าไม่มีผลภาษาอังกฤษ TOEFL หรือ IELTS จะต้องภาษาอังกฤษระยะเวลานานเท่าไหร่? ตอบ :     ขึ้นอยู่กับพื้นฐานภาษาอังกฤษว่าดีแค่ไหน ถ้าพื้นฐานภาษาอังกฤษไม่ดีเลย คงจะต้องเรียนภาษาอย่างน้อย 1 ปี ถ้าพื้นฐานดีอาจจะเรียนภาษาประมาณ 10-20 สัปดาห์ ถ้ามีผลสอบ IELTSประมาณ 4.5 หรือ   TOEFL 450 ก็สามารถเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษาต่อ (ENGLISH FOR ACADEMIC PURPOSE) ซึ่งอยู่ในระดับกลางจนถึงระดับสูง โดยไม่ต้องไปเริ่มที่ GENERAL ENGLISH ถาม : ถ้าต้องการเรียนวิชาชีพในวิทยาลัยอาชีวศึกษา แต่ไม่มีผลภาษาอังกฤษจะสมัครได้ไหม? ตอบ : ได้ ก็สมัครเรียนภาษาอังกฤษไปก่อนประมาณ 20-40 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับพื้นฐานภาษาอังกฤษ ถ้าสอบผ่านภาษาอังกฤษตามที่สถาบันกำหนดก็อาจจะเข้าเรียนต่อในสถาบันนั้นเลย ไม่ต้องสอบ IELTS เนื่องจากทางสถาบันวัดผลภาษาอังกฤษจากของตนเอง ถาม : ถ้าต้องการเรียนต่อในระดับอนุปริญญาตรี และระดับสูงกว่าในมหาวิทยาลัย ควรจะเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษประเภทไหน ตอบ : หลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษาต่อระดับสูง (ENGLISH FOR ACADEMIC PURPOSE) ซึ่งจะเน้นทักษะในการเรียนระดับสูงในมหาวิทยาลัย ฝึกทักษะต่างๆ เช่น การจดบรรยาย การทำรายงาน การเข้าร่วมสัมมนา การพูดหน้าชั้นเรียน ถาม : จบ ม. 6 จากเมืองไทย ต้องการไปเรียนระดับปริญญาตรีที่ประเทศออสเตรเลียจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง? ตอบ : นักศึกษาจะต้องเข้าเรียนปีพื้นฐาน FOUNDATION 1 ปีก่อน และจะต้องสอบให้ผ่านถึงจะสมัครเรียนในระดับปริญญาตรีได้ ถ้าสอบไม่ผ่านอาจจะสมัครเรียนวิทยาลัยเอกชน หรือวิทยาลัยอาชีวศึกษา เรียน 2 ปีก็ได้อนุปริญญาตรี แล้วค่อยสมัครเรียนปริญญาตรีอีกครั้ง เรียนอีก  2 ปี ก็จะได้ปริญญาตรี ถาม : วิทยาลัย TAFE คืออะไร? ตอบ : TAFE คือ วิทยาลัยเทคนิคและการศึกษาต่อเนื่องของออสเตรเลีย เป็นระบบการศึกษาของรัฐบาลทางด้านสายอาชีพและการฝึกวิชาชีพเพื่อออกไปตลาดแรงงานได้เร็วขึ้น  ถาม : หลักสูตรที่เปิดสอนในวิทยาลัย TAFE / POLYTECHNIC มีอะไรบ้าง ? ตอบ : หลักสูตรเปิดสอนตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรขั้นต้น (Certificate) จะใช้เวลาเรียน 6 เดือน ถึง 1 ปีจบ จนถึงอนุปริญญาตรี (Diploma / Advanced Diploma) ใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี นอกจากนี้บางสถาบันจะเปิดสอนหลักสูตรต่อเนื่องในระดับปริญญาตรีด้วย ถาม : ถ้าต้องการเรียนต่อในวิทยาลัย TAFE / POLYTECHNIC นักศึกษาต้องมีผลสอบภาษาอังกฤษหรือเปล่า? ตอบ : นักศึกษาจะต้องมีผลภาษาอังกฤษ IELTS ประมาณ 5.5 หรือ TOEFL ประมาณ 530-550 ถาม : ถ้าเรียนจบ DIPLOMA จาก วิทยาลัย TAFE สามารถเรียนต่อระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยได้หรือเปล่า? ตอบ : ได้ และได้รับการยกเว้นบางวิชา หรือสามารถโอนหน่วยกิตจากวิทยาลัย TAFE ได้ ซึ่งนักศึกษาสามารถเข้าเรียนปี 2 ของระดับปริญญาตรีได้เลย ในสาขาเดียวกับสาขาที่เรียนในวิทยาลัย  TAFE ถาม : ในการสมัครเรียนต่อในระดับปริญญาตรี โท  ต้องการอะไรบ้าง? ตอบ : ผลการเรียน (TRANSCRIPT) GPA ไม่ควรต่ำกว่า 2.5ผลภาษาอังกฤษ TOEFL ประมาณ 550-580 หรือ IELTS 6-6.5บางสาขาต้องการประสบการณ์ เช่น MBA จะต้องมีใบผ่านงาน หรือ REFERENCE จากที่ทำงานและจากอาจารย์หลักสูตร MBA บางสถาบันจะต้องมีผล GMAT ถาม : ถ้าพื้นฐานภาษาอังกฤษไม่ดี จะต้องเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษนานเท่าไหร่  ก่อนเข้าเรียนระดับปริญญาโท ? ตอบ : อาจจะต้องเรียนภาษาอังกฤษประมาณ 1 ปี และจะต้องหมั่นฝึกทักษะทั้ง 4 ทักษะให้มากที่สุด ( ฟัง พูด อ่าน เขียน ) ถาม : ถ้ามีผลภาษาอังกฤษไม่ถึงเกณฑ์ที่สถาบันต้องการ เช่น TOEFL 540 หรือ IELTS 6 จะสมัครเรียนปริญญาโทได้หรือไม่ ? ตอบ : ได้ โดยให้สถาบันตอบรับแบบมีเงื่องไข คือ สถาบันรับนักศึกษาแล้ว แต่นักศึกษาจะต้องสอบภาษาอังกฤษให้ผ่านเกณฑ์ที่สถาบันกำหนด อาจจะให้ไปเรียนภาษาอังกฤษก่อนประมาณ 10-20 สัปดาห์  (ขึ้นอยู่กับผลภาษาอังกฤษที่มีอยู่) ถ้าสอบผ่านก็เข้าไปเรียนได้เลย ถาม : หลักสูตรปริญญาโทเรียนกี่ปี และจะต้องมีประสบการณ์หรือไม่ ? ตอบ : โดยปกติจะเรียนประมาณ 1 - 2 ปี ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ สำหรับหลักสูตรปริญญาโท 1 ปีจบจะมีที่ประเทศออสเตรเลีย อังกฤษ และอเมริกา ถาม : ถ้าไม่มีประสบการณ์การทำงาน แต่ต้องการเรียน MBA จะเป็นไปได้หรือไม่ ? ตอบ : โดยส่วนใหญ่แล้ว ทางมหาวิทยาลัยต้องการประสบการณ์ทำงานอย่างต่ำ 2 ปีขึ้นไป แต่ก็มีบางมหาวิทยาลัยที่สามารถรับนักศึกษาที่ไม่มีประสบการณ์หรือมีไม่ถึง 2 ปีได้   ถาม : หลักสูตรภาษาอังกฤษใด เหมาะสมกับนักศึกษาทึ่ต้องการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย (ปริญญาตรี โท เอก)? ตอบ : หลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษาต่อ (ENGLISH FOR ACADEMIC PURPOSE)หรือเรียกว่า "EAP" แต่นักศึกษาจะต้องมีผลภาษาอังกฤษ IELTS ประมาณ 4.5 ขึ้นไปหรือ TOEFL ประมาณ 450 ขึ้นไป ถาม : ถ้าจบปริญญาตรีสาขาอื่น ซึ่งไม่เกี่ยวกับด้านธุรกิจ หรือบริหาร สามารถสมัครเรียน MBAได้หรือไม่? ตอบ : ได้ สำหรับประเทศออสเตรเลีย และประเทศอังกฤษ ส่วนประเทศอเมริกา นักศึกษาจะต้องเรียน Prerequisites ก่อน ซึ่งจะเรียนประมาณ 6 วิชา และจะต้องได้ผลการเรียนไม่ต่ำกว่า B จึงจะสามารถพิจารณาเข้าหลักสูตรปริญญาโทได้ ถาม : จะเรียน MBA จะต้องสอบ GMAT หรือไม่ ? ตอบ : บางสถาบันต้องการผล GMAT บางสถาบันไม่ต้องการ ถาม : การสอบ GMAT คืออะไร ตอบ : GMAT เป็นการวัดความสามารถทางด้านภาษาและคณิตศาสตร์ทั้งความถนัดในการเขียนเชิงวิเคราะห์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสำเร็จในการศึกษาด้านบริหารธุรกิจ ดังนั้นคะแนน GMAT จึงเป็นส่วนหนึ่งที่สถานศึกษาในสหรัฐอเมริกาใช้ในการรับเข้าศึกษาระดับปริญญาโททางบริหารธุรกิจ นอกจากนี้บางสถาบันในประเทศออสเตรเลีย อังกฤษ นิวซีแลนด์และแคนาดา ก็กำหนด GMAT เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งในการสมัครเรียนต่อ MBA เช่นกัน ถาม : การสอบ GRE คืออะไร ตอบ : GRE เป็นแบบทดสอบมาตรฐานที่สถานศึกษาในสหรัฐอเมริกาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณารับเข้าศึกษาในสาขาวิชาต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับปริญญาโทขึ้นไป ยกเว้นสาขาบริหารธุรกิจที่ใช้ GMAT แบบทดสอบ GRE มี 2 ชนิดคือ General Test เป็นการสอบเพื่อวัดทักษะของผู้สอบในรูปคะแนนของความสามารถทางภาษาและ Subject Test เป็นการทดสอบเพื่อวัดความสามารถในสาขาที่เฉพาะเจาะจงลงไป ถาม : มีหลักสูตร MBA เรียนแค่ 1 ปี หรือไม่? ตอบ : มี ทั้งที่ประเทศออสเตรเลีย อังกฤษ และอเมริกา ถาม : หลักสูตร MBA แบ่งออกเป็นกี่ประเภท? ตอบ : 1. MBA แบบทั่วไป 2. EXECUTIVE MBA จะต้องมีประสบการณ์อย่างน้อย 5 ปี  3. MBA (INTERNATIONAL BUSINESS) บริหารการค้าระหว่างประเทศ  4. TECHNOLOGY MANAGEMENT หรือ ENGINEERING MANAGEMENT ถาม : ถ้าจบปริญญาตรีทางด้านบริหาร มีผลภาษาอังกฤษตามที่สถาบันกำหนดแต่ไม่มีประสบการณ์  จะสมัคร MBA ได้หรือไม่ ? ตอบ : นักศึกษาอาจจะทำงานก่อนสัก 1 ปีแล้วลองสมัครใหม่ หรือสมัครเรียน MASTER OF COMMERCE หรือ MASTER OF BUSINESS และเลือกวิชาเอกในสาขาวิชาที่เราสนใจ (เฉพาะด้าน) ถาม : ปกติจะมีภาคเรียนกี่เทอม เปิดรับรับนักศึกษาใหม่กี่ครั้ง ? ตอบ : สำหรับประเทศออสเตรเลีย ปกติจะมี 2 เทอมคือเริ่มเรียนตอนเดือน กุมภาพันธ์ และเดือนกรกฎาคม บางมหาวิทยาลัยจะเปิดตอนช่วงซัมเมอร์ คือเดือนพฤศจิกายน สำหรับประเทศอังกฤษ จะเปิด เดือนกันยายน บางมหาวิทยาลัยจะเปิด 2 รอบคือ มีเดือนกุมภาพันธ์ สำหรับประเทศอเมริกา จะเปิด 3 รอบ คือ เดือนมกราคม มิถุนายน และตุลาคม  ถาม : หลักสูตรที่จบด้วย COURSEWORK และหลักสูตรที่จบด้วย RESERCH  แตกต่างกันอย่างไร ? ตอบ : หลักสูตรที่จบแบบ COURSEWORK เป็นหลักสูตรที่มีการบรรยายจากอาจารย์ มีคะแนนเก็บการสัมมนา ทำรายงานและการสอบ แต่หลักสูตรที่จบแบบ RESERCH  จะเป็นหลักสูตร  ที่ทำวิจัย ค้นคว้าอย่างเดียวไม่มีการเข้าเรียนแต่จะมีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำในการทำวิจัย หลักสูตรแบบ RESEARCH จะยากกว่า COURSEWORK ผู้เรียนจะต้องเคยทำวิจัยมาก่อน ถ้าไม่เคยทำวิจัยมาก่อนก็จะต้องลงเรียนวิชาการทำวิจัยและพื้นฐานภาษาอังกฤษควรจะดี เพราะต้องต้องเขียนรายงานการวิจัยมาก ถาม : ถ้ามีผลการเรียน GPA ต่ำกว่า 2.5 ซึ่งทางสถาบันกำหนด จะมีโอกาสสมัครเรียน ต่อในระดับปริญญาโทได้หรือไม่ ? ตอบ : ถ้า GPA ต่ำกว่า 2.5 นักศึกษาควรจะมีผลภาษาอังกฤษดี เช่น มีผล IELTS 6.5 TOEFL 550  ขึ้นไป หรือบางสถาบันอาจจะให้เรียนระดับอนุปริญญาโท 1 ปี  (POSTGRADUATE  DIPLOMA) ถ้าผ่านตามที่สถาบันต้องการถึงจะเข้าไปเรียนระดับปริญญาโท ถาม : ระยะเวลาของการได้วีซ่านักเรียน จะให้วีซ่านานเท่าไหร่? ตอบ     สำหรับประเทศออสเตรเลีย และอังกฤษ วีซ่าจะให้ตามระยะเวลาของหลักสูตรที่เรียน เช่น เรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษเป็นเวลา 1 ปี วีซ่าจะให้ประมาณ 1 ปีบวกอีก 1 เดือน ถ้าต้องการต่อวีซ่าก็สามารถต่อวีซ่าได้เลยที่ประเทศนั้น ๆ ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องมาต่อวีซ่าที่เมืองไทย นักศึกษาต่างชาติสามารถต่อวีซ่าได้ที่ IMMIGRATION OFFICE ซึ่งตั้งอยู่ตามเมืองหลวงของแต่ละรัฐ  แต่ละประเทศ สำหรับประเทศอเมริกา โดยส่วนมากจะได้วีซ่า 5 ปี แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ I-20 ของสถาบันที่เราจะไปศึกษา ถ้าหลังจากจบจากที่หนึ่งแล้ว จะไปเรียนต่ออีกที่หนึ่ง จะต้องขอ I-20 ใหม่เพื่อแจ้งกับ Immigration แต่ไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าใหม่ ถาม ขณะที่ศึกษาอยู่ในต่างประเทศ นักศึกษาต่างชาติสามารถทำงานได้หรือไม่? ตอบ สำหรับประเทศออสเตรเลียและประเทศอังกฤษ รัฐบาลอนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติทำงาน PART-TIME ได้อย่างถูกต้องไม่ผิดกฎหมาย ไม่เกิน 20 ชม. ใน 1 สัปดาห์ และสามารถทำงาน FULL TIME ได้ในช่วงปิดเทอม สำหรับประเทศอเมริกา นักศึกษาต่างชาติจะทำงาน PART-TIME ได้ก็ต่อเมื่อเข้าเรียน http://www.studyoverseas.co.th/
การขอคืนภาษี
หากคุณต้องการได้รับภาษีคืน คุณต้องทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ กรอกรายละเอียด Tax Refund Application Form ให้ครบถ้วน กรอกรายละเอียด IRS tax forms: 2848, 8821 and 8822 กรอกรายละเอียด Customer Agreement and Power of Attorney หลังจากที่คุณกรอกรายละเอียดครบถ้วน กรุณาส่งข้อมูลหาเราได้ที่ อีเมล: info@smartworldasia.com หรือ แฟกซ์ 02-631-2701 x 111 กรุณาเข้าไปดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อทำการปริ้นเอกสารทั้งหมด Downloads และ ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ 2848 Power of Attorney and Declaration of Representative – มี 2 หน้า: หน้า 1: ในข้อที่ 6 กรุณาใส่ตัวอักษรขึ้นต้นของชื่อและนามสกุลของท่าน ลงในช่องที่มีสัญลักษณ์ กากบาท เช่น Lady Gaga เป็น LG หน้า 2: ในข้อที่ 9 กรุณาลงชื่อและใส่วันที่ (ว.ด.ป) ลงในช่องที่มีสัญลักษณ์ กากบาท 8821 - Tax Information Authorization Form - กรุณากรอกชื่อและวันที่ลงในแบบฟอร์มเท่านั้น 8822 - Change of Address Form - กรุณากรอกชื่อและวันที่เท่านั้นลงในแบบฟอร์มเท่านั้น Customer Agreement form - กรุณากรอกข้อมูลทั้งหมดลงในช่องว่าง Power of Attorney form - กรุณากรอกข้อมูลทั้งหมดลงในช่องว่าง เอกสารสำหรับยื่นเรื่องขอคืนภาษีมีดังต่อไปนี้ สำเนา Social Security Card (กรณีที่ไม่มี แต่จำเลขได้ ขอให้ระบุเลขมาด้วย) สำเนาหน้า J-1 visa สำเนา DS-2019 (ถ้ามี FICA tax) สำเนา Passport สำเนา W-2 form หรือ สำเนาต้นขั้ว last paycheck (ของทุกงานที่ทำตลอดช่วงเวลาเข้าร่วมโครงการ) ข้อมูลของท่าน - หากท่านได้มีการเปลี่ยนแปลง หมายเลขโทรศัพท์ หรือ เปลี่ยนอีเมล กรุณาแจ้งให้ทราบ สำเนา Book Bank ในประเทศไทย (สำหรับโอนเงิน refund ของน้องเข้าบัญชี) เลขที่บัญชีนี้สามารถกรอกให้ได้ ไม่จำเป็นต้องสำเนาก็ได้ ส่งมาทาง อีเมล มาที่ info@smartworldasia.com โดยการ scan เอกสารข้างต้นและแนบเอกสาร มาให้ หรือแฟกซ์มาที่ 02-631-2701 ext. 111. แบบฟอร์ม IRS ต้องทำการสแกนโดยทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ กรุณาตั้งค่าหน้ากระดาษที่จะสแกนเป็น American standard (Letter size): ยาว: 11 นิ้ว (279mm) กว้าง: 8.5 นิ้ว (216mm) ตั้งค่าของกระดาษในลักษณะขาวและดำ ตั้งค่า dpi ความละเอียดที่ 300 (จุดต่อนิ้ว) กรุณาเซฟข้อมูลในรูปแบบ ไฟล์ PDF หรือ JPEG ( ไฟล์ PDF จะดีกว่า) ขนาดของไฟล์ไม่ควรเกิน 2 Mb   http://www.smartworldasia.com/th/taxrefund
Update กฎวีซ่า เรียนต่ออังกฤษ
กฎวีซ่าอังกฤษ     *****เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎวีซ่าใหม่ สำหรับประเทศอังกฤษ ****** สำหรับน้องๆที่ ทำการยื่นวีซ่า ตั้งแต่วันที่  4 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไป เกี่ยวกับการจำกัดเรื่องการทำงาน Part time ดังนี้    สำหรับน้องๆที่เรียนหลักสูตรปริญญาตรี/ ปริญญาโท/ ปริญญาเอก หรือในระดับมหาวิทยาลัยขึ้นไป (เรียนที่ UK Higher Education Institution) น้องๆสามารถทำงานได้ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และ สามารถทำงานเต็มเวลาในช่วงปิดภาคเรียน   ส่วนน้องๆ ที่เรียนหลักสูตรต่ำกว่าปริญญา แต่ ศึกษาที่ UK Higher Education Institution จะสามารถทำงานได้ 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และทำงานเต็มเวลาในช่วงปิดเทอม     และน้องๆที่เรียนหลักสูตรอื่นๆ กับ ทางโรงเรียน / วิทยาลัยของรัฐบาล สามารถทำงานได้ 10 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ และทำงาน เต็มเวลาในช่วงปิดเทอม     ส่วนน้องๆ ที่เรียนหลักสูตรนอกเหนือจากนี้ไม่สามารถทำงาน  Part time ได้ค่ะ   ****สำหรับน้องๆ ที่อยากรู้ว่าสถาบันที่ตัวเองกำลังจะไปเรียน หรือกำลังสนใจอยู่สามารถทำงานได้หรือไม่ น้องๆสามารถสอบถามพี่ๆ ที่ Key Education ได้เลยค่ะ Tel : 02 6567130 http://www.keyeducation.co.th
แนะนำ วิธีการเตรียมตัวสอบเข้า แพทย์ กสพท 2555
สวัสดีค่ะ แนะนำตัวก่อนนะคะ ชื่อ อ้อย^^ น้องๆเรียกพี่อ้อยก็ได้ ที่เขียนบทความเพราะโดนเว็บมาสเตอร์โหดบังคับ TOT /me ถูกตบหัวจากมือมืด ล้อเล่นก๊าบบบบบ>/\<" พี่ก็จะมาแนะนำเรื่องการเตรียมตัวสอบของปี55 นะคะ โดยเน้นหนักที่คณะแพทย์นะ แล้วก็ของภาคเหนือจะเยอะหน่อย เพราะพี่ไม่ค่อยรู้เรื่องคณะ+ภาคอื่นเท่าไร=_= เดี๋ยวเล่าความเป็นมาของตัวเองก่อน พี่อยู่จังหวัดเชียงราย โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม(โปรโมตโรงเรียนตัวเองนิดหนึ่ง 555+) เลยมีสิทธิ์สอบโควตาภาคเหนือ แต่ออกตัวก่อนเลยว่า คะแนนพี่ไม่ได้ดีเลิศ แต่คะแนนพี่ผ่านครึ่งทุกวิชา มาอย่างละนิดอย่างละหน่อย ทำให้พี่มีวันนี้ได้ พี่ติดโควตาภาคเหนือค่ะ โครงการไม่ได้เลือก พูดง่ายๆก็คือ พี่ติดแพทย์001 มช. 001เป็นรหัสคณะตอนเลือกค่ะ มช.จะแบ่งเด็กที่ติดแพทย์ออกแบบนี้                                               สถานที่เรียนตอนปี1-3    สถานที่เรียนตอนปี4-6 1.โครงการเรียนดี                               มช.                           มช. 2.โควตาภาคเหนือ(001)                     มช.                           มช. 3.กสพท.                                            มช.                           มช. 4.โครงการแพทย์ชนบท(CPIRD)          มช.                  โรงพยาบาลจังหวัดลำปาง     5.โครงการเมกะโปรเจ็ค(Mega Project)มช.                 โรงพยาบาลจังหวัดลำปางหรือเชียงราย 6.โครงการโอดอท(ODOD)                  มช.                โรงพยาบาลตามที่อยู่ในทะเบียนบ้าน (เครดิต : เพื่อนๆในคณะแพทย์ มช. ปี1'54)    การเป็นหมอเนี่ย จะมีวิธีรับ 2 ทาง คือ 1.รับตรง ก็คือ โควตาพื้นที่นั่นเองเป็นของแต่ละมหาลัยที่จะจัดสอบ(เพื่อให้ง่ายพี่จะเรียกว่ารับตรงนะ) 2.กสพท.[กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย] (พี่เรียกว่ารับกลางเพราะมันรวมทั่วประเทศ) >>การรับต่างกันอย่างไร? 1.รับตรง อย่างที่พี่บอกไปคือ ข้อสอบจะเป็นของแต่ละมหาลัยออกเอง อย่างพี่เป็นเด็กเหนือพี่ก็จะได้โควตาภาคเหนือ ซึ่งมหาลัยที่รองรับคณะแพทย์ ก็จะเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ความจริงเนี่ย ตอนที่สมัครโควตาภาคเหนือ น้องก็สามารถเลือกมหาลัยอื่นได้นะ     การเลือกในระบบรับตรงโควตาจะต่างจากแอดกลาง(Admission) คือรับตรงจะเลือกได้สูงสุด 2 คณะในแต่ละมหาวิทยาลัยแต่มีสิทธิ์เลือกได้ 4 อันดับ แต่แอดกลางจะเลือกได้ 4 อันดับ มหาวิทลัยใดก็ได้คณะใดก็ได้     อ่านแล้วงงมั้ย? ถ้างงพี่จะให้ตัวอย่าง ในโควตาภาคเหนือเนี่ย จะมีมหาลัยรัฐให้เลือกคือ มช. มน. มข. มอ. เอกชนก็มี หอการค้า พายัพ ฯลฯ จำไม่ได้ละประมาณนี้ คณะก็แล้วแต่น้องๆ  แต่เวลาเลือก! พี่มีสิทธิ์เลือกคณะของมช.ได้แค่สองคณะ และมหาลัยอื่นอีกสองคณะ เช่น     อันดับ1 : แพทย์ ม.เชียงใหม่     อันดับ2 : เภสัช ม.เชียงใหม่     อันดับ3 : วิศวะฯ ม.ขอนแก่น     อันดับ4 : วิศวะ ม.สงขลา (พี่ไม่แนะนำให้เลือกตามนี้นะ เป็นแค่ตัวอย่างสมมุติเฉยๆ ถ้าน้องเลือกอับดับ1กับอันดับ2แบบพี่ โอกาสหลุดสูงมาก=_=) อย่างที่เห็นคือเลือกของมหาลัยเดียวกันได้แค่สองอันดับเท่านั้น พี่เลือกของมช.มากกว่านี้ไม่ได้ แล้วก็น้องสามารถเลือกโครงการเพิ่มได้อีก อาจจะเป็นโครงการ ของหมอ หรือหมอฟันก็ได้ โอเค จบของส่วนรับตรงไป ทีนี้เรามาดูของกสพท.กันบ้าง 2.กสพท. จะเริ่มต้นรับสมัครประมาณเดือนสิงหาคม คะแนนที่ใช้ก็แบ่งออกเป็น สัดส่วน 70 : 30 คือวิชาสามัญ 70% และวิชาความถนัดแพทย์30% วิชาสามัญ70 % ก็เอามาแบ่งน้ำหนักให้แต่ละวิชาอีกทีเป็น วิทย์ 40% คณิต 20% อังกฤษ 20% ไทย 10 % สังคม 10% แล้ววิชาที่สอบวิชาแรกเนี่ย คือความถนัดแพทย์ จะสอบตอนประมาณสิ้นเดือนตุลาคม (เห็นงี้มาสองปีละ) ส่วนวิชาสามัญสอบเดือนมกราคม ประกาศผลก็ กุมภาพันธ์ วิธีเลือกคณะของกสพท.เนื่องจากความขี้เกียจส่วนตัว~ พี่แนะนำให้อ่านหนังสือความถนัดแพทย์เพราะสอนอยู่แล้ว~ (โป๊กก!!) เจ็บอ้ะTOT ทำเค้าทำไม!!     กสพท.จะมีสถาบันแพทย์ให้เลือกอยู่ 12สถาบัน และ ทันตะฯ 5 สถาบัน วิธีเลือกง่ายๆ... น้องก็เอาตารางคะแนนปีก่อนๆมากาง แล้วก็นั่งดู แล้วก็หยิบออกมา 4 มหาลัยที่ชอบก่อน จากนั้นก็เรียงคะแนน อ้ะๆ ดูที่คะแนนต่ำสุดของปีก่อนนะ ไม่ใช่สูงสุดนะน้อง- -* แต่บางคนอาจจะเกิดปัญหาว่า.... เดินช๊อปปิ้ง หยิบมา 4 มหาลัย เป็นคณะแพทย์หมด เลือก จุฬา รามา ศิริราช วชิระ ^^~ จากนั้นเพิ่งมาแหกตาว่าO_O! เฮ้ยทำไมคะแนนติดกันหมด....เสี่ยงหลุดโคตร ยิ่งจุฬาฯ กับ ศิริราช บร๊ะเจ้าจ๊อดดด!! น้องไม่ต้องตกใจไป- - คะแนนมันติดๆกันหมดอยู่แล้ว เพราะงั้น อันดับ 1 : เลือกมหาลัยและคณะที่ชอบที่สุด ไม่ต้องสนคะแนนมัน อันดับ 2 : เลือกมหาลัยที่อยากเรียนรองลงมาจากอันดับ1 และคะแนนต่ำกว่าอันดับ1 อันดับ 3 : เลือกมหาลัยที่อยากเรียนรองลงมาจากอันดับ2 และคะแนนต่ำกว่าอันดับ2 อันดับ 4 : เลือกมหาลัยที่อยากเรียนรองลงมาจากอันดับ3 และคะแนนต่ำกว่าอันดับ3     แต่จริงๆ ถ้าอยากเรียนเนี่ย ไม่ควรเลือกที่คะแนนติดกันมากเกินไปนะคะ อย่างเช่น อันดับ 1 : คณะแพทย์ จุฬาฯ อันดับ 2 : คณะแพทย์ รามา อันดับ 3 : คณะแพทย์ มช. อันดับ 4 : คณะแพทย์ มน. อะไรแบบนี้ก็ได้ คือถ้าน้องไม่ยึดติดกับสถาบันนะ ควรเลือกคะแนนห่างๆหน่อยก็ดี ปัญหาของหลายๆคนอาจจะมีว่า.....ก็เค้าอยากอยู่มน.อ่ะ มน.ใกล้บ้านเค้า!! แต่ที่หยิบมาก็มี จุฬา พระมงกุฎ มช. มน. อยากเอามน.ไว้อันดับหนึ่งอ่ะ แต่เผอิญว่า....มน.มันคะแนนต่ำสุดน่ะสิน้องเอ๊ย=_=" ถ้าอยากได้มน.จริงๆ น้องต้องตัด3มหาลัยแรกออก แล้วเลือกเป็นทันตะแทน เพราะคะแนนต่ำกว่า (แต่พูดให้เข้าใจก่อนนะ พี่ไม่ได้มีเจตนาดูถูกมหาลัยนะคะ แต่อ้างอิงจากคะแนนต่ำสุดสูงสุดของปี53แล้วที่พี่ยกเป็นมหาวิทยาลัยรัฐมาพูดเพราะน้องส่วนใหญ่ก็มองแต่มหาลัยรัฐก่อนอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ?) >>อาจจะมีคำถามว่า.....พี่คะ ถ้าหนูเลือกไม่ครบ4อันดับได้ไหมคะ ได้ค่ะ พี่ก็เลือกไม่ครบ แต่ไม่ว่าน้องจะเลือกครบหรือไม่ครบ น้องก็เสีย 1,215 บาทอยู่ดี /O\ 1200ค่าสมัคร อีก15บาทค่าธรรมเนียมธนาคาร แต่ถ้าน้องไม่มีมหาลัยที่อยากได้จริงๆ ก็ไม่ต้องเลือกให้ครบนะคะ มันก็แล้วแต่น้อง ว่าน้องอยากเสี่ยงดวงแค่ไหน เพราะมันไม่ได้ประกาศรอบเดียว แต่บางทีกสพท.ก็มีประกาศรอบสอง รอบสามออกมา ซึ่งคะแนนจะลดลง น้องก็มีสิทธิ์ได้ สมมุติ ประกาศคะแนนรอบที่1 คะแนนต่ำสุดจุฬาฯ 66.5436 คะแนน คะแนนต่ำสุดมช. 63.1549 คะแนน ประกาศคะแนนรอบที่2 คะแนนต่ำสุดจุฬาฯ 64.9832 คะแนน น้องมีคะแนนในมือ 65.0000 คะแนน และน้องเลือกไว้สองมหาลัยคือจุฬาอันดับ1 มช.อันดับ2 ถ้าน้องเลือกแบบนี้ น้องจะติดมช.แทนที่จะติดจุฬา แต่ถ้าน้องเลือกจุฬาฯอันดับ1เดี่ยวๆ รักเดียวใจเดียวกล้าเสี่ยง! รอประกาศรอบ2 น้องจะติดจุฬาฯสมใจ.... >>แล้วพวกโครงการคืออะไร? เราเลือกมันได้ตอนไหน? โครงการจะแบ่งออกเป็น 3 โครงการเฉพาะของแพทย์(เท่าที่พี่รู้ตอนนี้) ถามว่าโครงการนี้มีที่ไหนบ้าง มีทั่วประเทศที่รับคณะแพทย์เลย แล้วแต่พื้นที่จังหวัดที่น้องอยู่ว่า ไปสังกัดมหาวิทยาลัยไหน อย่างภาคเหนือก็ขึ้นกับคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เช่น เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ นครสวรรค์ ภาคกลางบางจังหวัดก็ขึ้นกับจุฬาฯบ้าง มหิดลบ้าง น้องต้องไปดูว่าตัวเองมีสิทธิ์สอบของที่ไหนบ้าง เราเลือกโครงการได้ ตอนที่สมัครสอบโควตา.... 1.โครงการ One District One Doctor [ODOD] เรียกง่ายๆว่า โอดอท สำหรับภาคเหนือ คนที่มีสิทธิ์เลือกโครงการนี้ได้ ชื่อ>ตัวเอง< ในทะเบียนบ้าน ที่อยู่ ต้องไม่ใช่อำเภอเมือง [หรือ] ชื่อพ่อแม่น้อง ที่อยู่ในทะเบียนบ้าน เป็นต่างอำเภอ และอยู่มาแล้วอย่างน้อย 3 ปี 2.โครงการ Collaborative Project to Increase Production of Rural Doctor [CPIRD] เรียกว่า แพทย์ชนบท หรือเรียกเป็นชื่อโครงการไปเลยว่า ซี-เพริท แต่ส่วนมากก็เรียกกันย่อๆว่า แพทย์ชนฯ เป็นอันรู้กัน 3.โครงการ Mega Projects เรียกเลยว่า แพทย์เมกะฯ หรือ โครงการผลิตแพทย์เพิ่ม แม้จะเป็นการผลิตแพทย์เพิ่มเหมือนกัน แต่ว่าต่างจาก CPIRD นะ >>แต่ละโครงการต่างกันอย่างไร? 1.ODOD : เรียน 3 ปีแรก(ชั้นพรีคลินิก) ในมหาวิทยาลัย และ 3 ปีหลัง(ชั้นคลินิก)ที่จังหวัดบ้านเกิดตามทะเบียนบ้านตอนแรก ระยะเวลาการใช้ทุน 12 ปี ถ้าอยากเรียนต่อเฉพาะทาง มันจะเหมือนกับเล่นเกมส์ ปกติเราเล่นเกมส์เนี่ย โผล่มาตอนแรกก็อาจจะให้เลือกได้แค่สนามเดียวหรือเซิฟเวอร์เดียวก็คือพวก beginner หรือ practise ทำนองนั้น ยิ่งเลเวลสูงยิ่งปลดด่านยากๆ ให้เลือกเล่นได้ใช่ไหม นั่นแหละเหมือนกัน ยิ่งเราใช้ทุนนานไปเรื่อยๆ สาขาที่เราอยากเลือกเรียนต่อก็จะค่อยๆปลดออกมาให้เราได้เลือก มันแล้วแต่ว่าน้องจะเจอกี่ปี สมมุติ ใช้ทุนไป 3 ปี เฉพาะทางเด็กเปิดให้เรียนแล้ว ใช้ไปอีก 2 ปี ศัลยกรรมกับอายุรกรรมเปิดให้เรียนแล้ว ประมาณนี้ 2.CPIRD : เรียน 3 ปีแรก(ชั้นพรีคลินิก) ในมหาวิทยาลัย และ 3 ปีหลัง(ชั้นคลินิก) ในจังหวัดที่แต่ละมหาลัยกำหนด อาจจะเป็นบ้านเกิดตัวเองหรือไม่ก็ได้ ระยะเวลาใช้ทุนเหมือนปกติ 3 ปี^^ 3.Mega projects :  เรียน 3 ปีแรก(ชั้นพรีคลินิก) ในมหาวิทยาลัย และ 3 ปีหลัง(ชั้นคลินิก) จะเลือกลงได้แต่ก็แค่ในจังหวัดที่มหาลัยกำหนดเหมือนกัน  ระยะเวลาใช้ทุนเหมือนปกติ 3 ปี^^ >>แล้วโครงการต่างกับโควตารับตรงและกสพท.อย่างไร? มันก็ไม่ได้ต่างกันมากหรอกค่ะ ต่างกันตรงที่ความหน้าตาดี ใครเลือกโควตา ก็หน้าตาดีหน่อย55+(/me เผ่น) ล้อเล่น!~ ก็ต่างกันเรื่องสถานที่เรียนตอนปี4-6นั่นเอง ถ้าติดโควตาหรือกสพท.ก็จะได้เรียนที่เดิม6ปีเต็ม! แต่ถ้าเป็นโครงการ ก็อย่างที่บอกคือ ต้องไปเรียนในโรงพยาบาลพื้นที่ที่มหาลัยกำหนดไว้ ส่วนที่ต่างอีกเรื่อง(เรื่องนี้พี่ไม่ค่อยแน่ใจแต่เท่าที่ได้ยินมานะ)ก็คือการเลือกสถานที่ใช้ทุน ถ้าน้องๆ เป็นโควตาหรือกสพท. น้องจะมีสิทธิ์เลือกก่อน แต่ถ้าคนเลือกจังหวัดนั้นเยอะ ก็ต้องจับฉลากเอาเหมือนกัน คนที่ได้เลือกรองลงมาก็คือ โครงการเมกะโปรเจ็ค สุดท้ายคือแพทย์ชนฯ ส่วนโอดอท ไม่มีสิทธิ์เลือก เพราะต้องกลับไปใช้ทุนอำเภอตัวเองอยู่แล้ว และใช้มากกว่าคนอื่น 12 ปี(กะว่าแก่อยู่กับที่เลยทีเดียว= =) >>ถ้าเราไม่ใช้ทุนได้ไหม? ได้ค่ะ  แต่ด้วยสามัญสำนึกแล้ว ควรจะใช้อย่างต่ำก็ 1 ปีนะพี่ว่า = =a พวกใช้ทุน 3 ปีเนี่ย ตอนทำสัญญาพี่เซ็นไปรับรองว่าถ้าไม่ใช้ก็จ่าย4แสนบาท แต่สมมุติพี่ใช้ทุนไป1ปี จำนวนเงินก็ลดลงตามเวลาที่เหลือนั่นแหละค่ะ แต่โอดอทรู้สึกจะเสียมากกว่านั้น เพราะเป็นโครงการที่ล็อกตัวแพทย์ไว้เลย ต้องการในพื้นที่ชนบทมาก   แนะนำเรื่องการสมัครสอบ+วิธีเลือกไปแล้ว.... เรื่องต่อมาที่(โดนบังคับให้)แนะนำก็คือ...เรื่องการอ่านหนังสือ      จุดเริ่มต้นในการเริ่มอ่านหนังสือ : อันนี้ไม่เกี่ยง ใครเริ่มเร็วก็ได้เปรียบ เริ่มช้าก็เสียเปรียบหน่อย พี่เริ่มอ่านเหยาะแหยะ(ประมาณพลิกๆไม่กี่หน้าแล้วก็วางไปเล่น~)ตั้งแต่ปิดเทอมใหญ่ม.5ขึ้นม.6 แต่พี่ก็เรียนเนื้อหายังไม่จบนะ แต่ปิดเทอมเนี้ยพี่ตั้งใจเรียนมากขึ้น เวลาไปเรียนพิเศษก็ไปก่อนเวลานิดหน่อย การบ้านที่อ.สั่งก็ทำทุกครั้ง เวลาที่เริ่มอ่านพี่ไม่ได้เน้นอย่างจัดตารางอ่านหนังสือ(เพราะเป็นคนที่ชอบแหกกฎ^^") พี่รู้ตัวว่าพี่ทำตามตารางไม่ได้หรอก เสียเวลาทำด้วย แต่พี่มีวินัยกับตัวเองที่ว่า ถ้าอ่านแล้วต้องอ่านจริงๆนะ พี่กำหนดรางวัลและบทลงโทษให้ตัวเอง บนโต๊ะพี่เขียนติดโพสอิทแปะไว้ ด่าตัวเอง "อย่าให้มันเป็นแค่เพียงคำพูดที่สวยหรูสิ...พูดแล้วต้องทำให้ได้" หรือให้กำลังใจ "เพราะแสวงหามิใช่เพราะรอคอย เพราะเชี่ยวชาญมิใช่เพราะโอกาส เพราะสามารถมิใช่เพราะโชคช่วย ดังนั้นลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน"อันหลังเป็นคำพูดของขงเบ้ง(สามก๊ก) พี่ค่อนข้างเชื่อนะ เพราะพี่เป็นคนที่ไม่ค่อยมีดวงเท่าไร แบบไม่อ่านหนังสือเลย คะแนนมันก็ออกมาตามผลการกระทำนั่นแหละ แต่ถ้าอ่านไปบ้าง เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์เห็นใจ ถึงมั่วบ้างคะแนนก็ออกมาใช้ได้     แล้วถามว่าพี่ใช้เวลาช่วงไหนอ่านบ้าง...อันที่จริงก็ไม่มีตายตัวนะ วันไปเรียนปกติก่อนละกัน พี่ลองทำไอ้ที่รุ่นพี่เขาบอกว่าดีมาหมดแล้ว อย่างบางคนก็บอกว่า หลับ4ทุ่ม ตื่นมาตี4อ่านหนังสือ(สำหรับเด็กตจว.แล้วเป็นปกติที่จะตื่น7โมงน้องที่อยู่กรุงเทพไม่ต้องแปลกใจ- -)พี่ทำอยู่ช่วงหนึ่ง จนเริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย มันไม่ใช่ละ อ่านตอนเช้าหิวก็หิว แถมสมองยังตื่นไม่เต็มที่อีกด้วย พี่ก็เปลี่ยน กินข้าวเย็น+แปรงฟันเสร็จประมาณ6โมงก็เริ่มอ่าน จน2ทุ่มอาบน้ำ+พัก 3ทุ่มอ่านต่อถึงเที่ยงคืน แล้วก็หลับ ตื่นเช้ามา 6โมง อาบน้ำแต่งตัวไรเสร็จ6ครึ่ง อ่านต่อ 7โมง15ทานข้าวแล้วไปโรงเรียน ส่วนวันหยุด...ตื่นมาทำไรเสร็จก็อ่านเลย มีพักกินข้าวเที่ยง พักเล่นบ้าง15-30นาที แล้วแต่ เรียกได้ว่าอ่านทั้งวัน ถ้าไม่มีงาน น้องจะเห็นว่า ตารางเวลาพี่ มันจะไม่เหมาะกับน้องเลย ถ้าน้องเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ต้องตื่นแต่ตี4เป็นปกติอยู่แล้วเพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียน เพราะฉะนั้นพี่ถึงบอกแล้วว่า เราต้องปรับตัวเอง ต้องรู้ตัวเอง ต้องสอนตัวเองทุกวัน เราโตขึ้นทุกวัน เราต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองในอนาคต ระเบียบวินัยการอ่านหนังสือแค่นี้เราวางเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นมาคอยจ้ำจี้จ้ำไช สำหรับเด็กตจว.อยากลองแบบพี่ก็ได้ แต่เด็กกรุงเทพ ในเมื่อน้องเสียเปรียบตรงที่ว่า เสียเวลาในการเดินทางไปเรียนนาน ดังนั้นน้องควรอ่านหนังสือในรถไปด้วยตอนที่รถติดไฟแดงหรือเคลือนไปช้าๆ จะได้ดึงส่วนของเวลาที่เสียไปกลับมา แต่ต้องระวังถ้ารถสั่นมากหรือแสงน้อยอย่าอ่านเพราะสายตาเสีย     อีกเรื่องที่น้องมักจะประสบปัญหากันคือเรื่องการบ้านและกิจกรรมที่โรงเรียน แล้วมันจะมีเด็กอยู่สองประเภทคือ 1.พวกที่ไม่อ่านหนังสือทำงานให้เสร็จก่อน 2.พวกที่อ่านแต่หนังสือไม่ทำงาน     พี่บอกได้เลยว่าพี่เป็นประเภทที่1 คือพี่คิดว่าเวลาเราทำการบ้านเนี่ย ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้ความรู้ เราก็ได้ความรู้แต่อยู่ในรูปแบบงานที่ต่างออกไปเท่านั้นเอง คือพี่ไม่ได้ว่าประเภทที่2นะ พี่ก็เข้าใจอยู่ว่า ไหนๆก็จะจบม.6แล้ว ถ้าติดรับตรงไป เกรดก็ไม่เห็นต้องไปแคร์เลย ซึ่งจริงๆพี่เองก็เห็นด้วย แต่พี่ก็ดันแคร์=_=" เพราะพี่คิดว่า ไหนๆก็ปีสุดท้ายของม.ปลายแล้ว ทำอะไรให้มันสุดๆของชีวิตสักครั้ง งานก็เอา กิจกรรมก็เอาบ้าง หนังสือก็อ่าน บางกิจกรรมเราเลี่ยงไม่ได้ เราก็จำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะงานห้องเนี่ย ม.6มักจะไม่ค่อยสนใจกัน มักจะคิดว่าเออ งานห้องเดี๋ยวก็มีคนทำเอง หารู้ไม่ว่าทุกคนดันคิดแบบเดียวกันหมด....เพราะงั้นไม่ใช่แค่ตัวเองจะเอนท์ คนอื่นก็เอนท์ด้วย พี่เชื่อว่าคนทำดียังไงก็ต้องได้ดี มันไม่ใช่แค่ว่าเราเครียดคนเดียว คนอื่นเขาก็เป็น เห็นใจกันให้มากๆ แล้วน้องจะพบว่าความเห็นแก่ตัวของเราจะลดลง งานมีถ้าช่วยกันทำคนละไม้คนละมือ เดี๋ยวมันก็เสร็จ งานเสร็จทุกคนก็ไปรับผิดชอบตัวเองต่อแล้ว     น้องอยากเป็นแบบไหนน้องก็เลือกเอาละกันนะ....  โดยส่วนตัวพี่เป็นคนที่ไม่มีระเบียบวินัยในการอ่านหนังสือเท่าไร=_=// เลยแนะนำไม่ค่อยจะถูก แต่พี่จะบอกวิธีทำของพี่ละกัน 1.เอาหนังสือ ชีท ทุกอย่าง ที่เรียนพิเศษหรือในโรงเรียนที่ดูมีประโยชน์ต่อการเพิ่มความรู้อันน้อยนิดในหัวให้มากขึ้น ออกมาจัดเรียงเป็นวิชา แล้วก็เรียงตั้งแต่ ม.4-ม.6 2.รื้อตู้หนังสือจัดใหม่ l ไทย+สังคม l เคมี l ชีวะ l ข้อสอบ  l          อังกฤษ l คณิต                 l 3.ส่วนตัวพี่ชอบชีวะ พี่เริ่มอ่านชีวะก่อน เพราะพื้นฐานชีวะพี่แน่นกว่าวิชาอื่น แนะนำน้องที่กำลังหัวปั่น วิชานั้นก็ต้องอ่าน วิชานี้ก็ต้องอ่าน พี่อยากให้น้องสงบสติอารมณ์ก่อน แล้วค่อยมองว่าน้องพิจารณาว่าชอบวิชาอะไร แต่! มันจะมีประเภทที่ว่า พี่เค๊อะ~ หนูถนัดวิชางานบ้านอ่ะค่ะ....~ หรือ พี่ครับ ผมไม่ถนัดซักวิชาอ่ะ << =_= งี้พี่ก็ช่วยน้องไม่ได้นะคะ ตัวใครตัวมันละ ยังไงก็ต้องเริ่มอ่านซักวิชา เอาที่เกลียดน้อยที่สุดก็ได้ 4.อ่านทุกวัน ให้มันสม่ำเสมอ แรกๆ น้องจะขี้เกียจ โอ๊ย!~ อ่านตั้ง 15 นาทีแล้ว ไปพักเล่นเฟซบุ๊คดีกว่า << แบบนี้ห้ามนะน้อง- - วันแรกพยายามเริ่มต้นให้มันนานหน่อย สัก 1 ชม. แล้วน้องก็ตั้งรางวัลกับตัวเอง ถ้าฉันตั้งใจอ่านครบ1ชม.นี้ เดี๋ยวจะให้พักเล่นครึ่งชม. (โคตรคุ้ม^^~) แต่น้องต้องตั้งใจจริงๆนะ ไม่ใช่มัวแต่ไปมองเวลา เมื่อไรจะ1ชม.ว้า~ หรือนั่งคิดว่า เดี๋ยวตอนพักจะเล่นไรดี คุยโทรศัพท์กับแฟน ไรงี้ ห้ามทำเด็ดขาด- - แน่นอนว่ามีรางวัล.....เราต้องมีบทลงโทษ หึหึหึ -,.....,-+ ถ้าพี่ว่อกแว่ก ไม่ยอมอ่านหนังสือ พี่จะลงโทษตัวเองโดยการอดเล่นคอมไปในวันนั้น ห้ามมีข้ออ้างใดๆ ไม่ว่าจะมีงานหรือไม่ ยกเว้นงานกลุ่มที่มันทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนด้วย หลังๆน้องจะอ่านจนติดไปเอง ชนิดที่ว่า ไม่ได้อ่านแล้วรู้สึกอะไรมันขาดๆไป.... >>ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะอ่านหนังสือ 1.ยอดฮิตมาก! อ่านแล้วหลับ.... : ถามว่าพี่เป็นรึเปล่า? พี่ก็เป็น วันไปโรงเรียนปกติ พี่อ่านตั้งแต่อาบน้ำเสร็จก็2ทุ่ม - เที่ยงคืน อาบน้ำตอนแรกมันยังไม่ง่วงหรอก ผ่านไปสักพักจะเริ่มง่วง วิธีแรก ตบหน้าตัวเองเบาๆ พอเรียกสติ ไปสักพักเริ่มไม่ไหว ลุกเดินไปล้างหน้า กลับมาอ่านต่อ ขั้นสุดท้ายรู้สึกสมองล้าไม่ไหวแล้ว ใช้งานมันหนักทั้งวัน ให้หลับตา ในขณะที่นั่งอ่านหนังสือ ให้เอาแขนมาเท้าคางไว้ ห้ามฟุบกับโต๊ะเด็ดขาด เพราะมันจะหลับไปจริงๆ=_= แล้วน้องก็ปล่อยให้ตัวเองเคลิ้มๆสะลึมสะลือ จนถึงจุดที่คิดว่าตัวเองใกล้จะหลับแล้ว ให้กระชากตัวเองออกมาจากภวังค์อย่างเร็วๆ อาจจะเอาแขนลงทันที (ระวังหน้าอย่ากระแทกกับโต๊ะก่อนล่ะ) น้องจะงงๆก๊งๆนิดหน่อย แต่จะรู้สึกสดชื่นขึ้น เพราะสมองน้องได้หลับไปนิดหนึ่งแล้ว เริ่มอ่านต่อได้ 2.อ่านแล้วไม่เข้าหัว : ไม่ใช่อ่านแล้วไม่เข้าใจนะ แต่อ่านแล้วไม่เข้าหัวคือเกิดอาการที่ว่า...ขณะนั้นในหัวกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่ หลายๆเรื่องผสมปนเปกัน เช่น กังวลว่าจะอ่านทันไหม? เมื่อกี้ข่าวสึนามิว่าไงบ้างมันจะบอกข้อสอบสังคมไหมว้า? แฟนทำตัวห่างเหินหรือว่ามีกิ๊ก? นี่แหละเป็นสาเหตุที่ทำให้น้องอ่านไม่เข้าหัว ก็เล่นให้สมองคิดเรื่องแบบนี้อยู่แล้วเอาจะส่วนไหนมาทำความเข้าใจเนื้อหา เพราะงั้นขณะอ่าน ให้ตัดความคิดเรื่องพวกนี้ออกไปให้หมด โฟกัสสายตาไปที่ตัวหนังสือ ไม่ใช่ว่าเพ่งนะ แต่โฟกัสจ้องไปที่มันเฉยๆ ถ้ายังไม่เลิกคิดให้อ่านเนื้อหาดังๆ สักพักจะดึงตัวเองกลับมาสนใจเนื้อหาได้ พอดึงได้ปุ๊ป รีบฉวยโอกาสนี้ อ่านแล้วตั้งคำถามว่า เมื่อกี้เราเข้าใจมากน้อยแค่ไหน คิดคำถามให้ตัวเอง (สมมุติตัวเองเป็นครูแล้วจะออกข้อสอบให้นักเรียน)เหมือนเก็งข้อสอบไปในตัวว่า น่าจะออกแนวนี้ 3.อ่านแล้วไม่เข้าใจ : สูตรนี้มันมาจากไหน? พิสูจน์ยังไง เหตุผลคืออะไร ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ขั้นแรกของพี่คือ เปิดอินเตอร์เน็ต เสิร์ชเลย แต่ข้อมูลมันจะกระจายเป็นวงกว้าง บางทีไม่มีคนย่อยข้อมูลให้เราเหมือนที่เรียนพิเศษ เราต้องนั่งเก็บรายละเอียดเอง ซึ่งจะช้า แต่ถ้าน้องเก็บรายละเอียดไปเรื่อยๆ น้องจะพบว่า น้องลิ้งเรื่องโน้นเรื่องนี้เข้าหากันได้หมด ถ้ามีความรู้ตัวนี้ พอคิดลิ้งได้ ก็จะเริ่มสนุกกับการคิดแล้วทีนี้     แต่ถ้าพี่หายังไงก็ไม่เจอ หรือเริ่มอารมณ์เสียกับข้อมูลที่มากและไม่ตรงคำถามพี่ พี่ก็จะจดใส่กระดาษไว้ แล้วไปถามครูที่โรงเรียน ครูที่โรงเรียนน้องอย่าไปดูถูกว่าไม่เก่งเท่าครูที่เรียนพิเศษนะ บางทีท่านแค่ถ่ายทอดให้คนส่วนมากฟังไม่ค่อยดีเท่านั้นเอง แต่ท่านก็เก่ง เพราะจบจากสาขาวิชาที่ท่านถนัด น้องเข้าไปหาท่านเถอะ แม้ว่าท่านจะดุ แต่สำหรับถ้าเป็นครู พี่ชอบนะ เด็กที่ตั้งใจใฝ่หาความรู้นอกห้องเรียน      แต่ถ้าน้องบังเอิญเจอครูที่ยกอารมณ์เหนือเหตุผล น้องก็พยายามเลียงไปหาครูท่านอื่นละกัน อย่าไปหาเรื่องอะไรเลย เพราะคนที่เสียเปรียบมีแต่เรา ถ้าน้องเจอแบบนี้ พี่อยากให้น้องเก็บไว้เป็นบทเรียนชีวิตมากกว่าว่า เออ นี่นะ เราไม่ชอบผู้ใหญ่แบบนี้ โตขึ้นเราจะไม่เป็นแบบนี้นะ เราจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กๆรุ่นต่อไป ให้เขานับถือเราด้วยความรู้และความสามารถที่เรามี ไม่ใช่เคารพเพียงเพราะอาวุโสของเราเท่านั้น >>>หนังสือแต่ละวิชาที่พี่อ่าน ชีวะ : พี่อ่านหนังสือของหมอพิชญ์ทั้งหมด (^^โปรโมตๆ แต่ไม่เห็นจะได้แคมเบลเลยอ่ะ555+) ตอนพี่เรียนมันยังเป็น5เล่มจบอยู่ เดี๋ยวนี้เป็น6เล่มจบแล้วนี่นะ พี่เรียน5เล่มนี้ก็ไม่เรียนคอร์สเอนฯแล้ว แล้วก็ไปตั้งใจเรียนในห้อง + ทำแบบฝึกหัดมากๆ นอกจากเรียนพิเศษกับหมอพิชญ์ พี่ยังเรียนพิเศษกับอาจารย์ในโรงเรียนพี่อีกด้วย ซึ่งอาจารย์เป็นคนที่ความรู้แน่นปึกมากๆ ฮาร์ดคอดีพี่ชอบ(ซาดิสม์555+ล้อเล่นๆ) ด้วยความชอบบวกกับทบทวนเยอะ ทำให้พื้นฐานพี่แน่น ตอนทำข้อสอบอ่านแล้วกาได้เลย แทบไม่เสียเวลา จะได้เก็บเวลาไปทำฟิสิกส์กับเคมีเยอะๆ ถามว่าพี่ทวนมากแค่ไหน....ชีวะพี่เริ่มตั้งแต่ม.4แล้ว อ่านทวน รวมทั้งจดสรุปย่อดึงเนื้อหาออกจากหนังสือ ถามว่าเปิดหนังสือมั้ย เปิดนะ=_=a เพราะพี่ไม่เก่งขนาดที่ว่าปิดหนังสือเขียนได้ ถ้าให้ปิดก็ได้ แต่พี่ไม่มั่นใจว่ามันจะถูกชัวร์รึเปล่า พี่จดออกมารอบหนึ่ง แล้วมานั่งอ่านที่ตัวเองจดอีกรอบ หนังสือที่พี่ลอกออกมาก็คือหนังสือ 5 เล่มของหมอพิชญ์ เสริมส่วนที่หมอพิชญ์ขาดไปแต่อาจารย์พี่สอน ทำให้มันดูสมบูรณ์ขึ้น เคมี :   ตอนนั้นพี่โง่เคมีมาก ชนิดที่ว่า คำนวณปริมาณสารไม่เป็นอ่ะน้อง - - สูตรอะไรพี่ไม่รู้เรื่องเลย เพราะพี่แอนตี้เคมีตั้งม.4 ปิดเทอมซัมเมอร์พี่ทุ่มให้คอร์สเดียวเลยคือคอร์สเอนฯ อ.อุ๊ ตอนที่ทำการบ้านนะน้องเอ๊ยยย ไม่อยากจะบอก น้ำตาพี่งี้แทบไหล ทำไม่ได้เลยอ่ะ โมโหตัวเองด้วยที่ว่าตอนนั้นทำไมไม่ตั้งใจเรียน แต่พี่ก็ทำจนเสร็จนะ ทำไม่ได้ก็มั่วไป พยายามทำนั่นแหละ จนมันเสร็จ ตอนนั้นจำได้เลยว่า การบ้านปริมาณสารนั่งทำตั้งแต่5โมงเย็น-ตี1 =_=" เป็นอะไรที่พี่เข็ดมาก พอจบคอร์ส เหมือนกับว่า เคมีมันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดนะ เพียงแค่เราทุ่มเทและตั้งใจกับมันมากแค่ไหน พอพี่เริ่มคิดบวกกับวิชาที่แอนตี้ ตอนที่พี่ท้อในการเรียนพี่ก็คิดแบบนี้ เรายังตั้งใจไม่พอ แค่นี้เอง เราต้องทำได้สิ นอกจากอ่านของอ.อุ๊แล้ว พี่ก็ทำข้อสอบ15พศ.ด้วย แต่ทำไม่หมด =_=" แบบว่าไม่ทัน แหะๆ คณิต(เลข) : พี่ก็ชอบคำนวณนะ แต่ไม่ชอบแบบพวกโคนิคอ่ะ วงกลม วงรีไรเงี้ย เกลียดมาก แต่พี่ชอบพวก แคลฯ ฟังก์ชัน ตรีโกณ แบบนี้มากกว่า มันก็แล้วแต่คนนะน้อง แต่พี่ศิษย์สำนักเดอะเบรน 55+ แต่ไม่ว่าน้องจะเรียนที่ไหน น้องเก็บความรู้ได้เท่าไร มันขึ้นอยู่กับว่าน้องตั้งใจกับมันแค่ไหน ฟังเสียงมันแค่ไหน บทที่พี่ไม่ชอบพี่ก็พอทำให้เอาตัวรอดไปได้ เลขพี่อ่าน 5 เล่ม คอร์สเอนฯเดอะเบรนเช่นกัน + ทำโจทย์ที่พี่ๆให้เป็นการบ้าน อังกฤษ : พี่เรียนenconceptงับ เนื่องจากครูสมศรีไม่เคยมาเปิดเชียงราย เลยไม่เคยเรียน=_= อย่าถามว่าเรียนที่ไหนดีกว่า เพราะพี่ก็ตอบไม่ได้ นอกจากอ่านของพี่แนนแล้วพี่ก็ทำ Ax22 ทำไม่หมดเหมือนกัน แต่ทำไปได้เยอะอยู่นะ ก็ถึงเอนท์ของปี48อ่ะ ตอนทำ ไม่ใช่แค่ทำแล้วตรวจตามเฉลยนะ เฉลยแล้วก็เขียนศัพท์ที่เราไม่รู้ลงในเทสด้วย (หนังสือเรานี่ อยากเขียนไรก็ได้ ใครจะทำไม! 555+<< เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งหมั่นไส้พี่55+) ความถี่ในการทำข้อสอบก็แล้วแต่อารมณ์=_=  (นิสัยไม่ดีเลยเนอะ อย่าเอาเป็นตัวอย่างนะ^^") แต่ก่อนทำบทถัดไป กี่ก็นั่งอ่านที่ตัวเองจดไว้ พวกศัพท์ พลิกตั้งแต่หน้าแรก-หน้าที่จะทำอ่ะ ฟิสิกส์ : เอ่อ....เรื่องนี้น่าอายมาก 555+ เพราะพี่อ่านไม่ทันT^T พี่เลยจำเป็นต้องทิ้ง แต่พี่ตั้งใจเรียนในห้องอยู่แล้วนะ!! เลยได้ตั้งบทหนึ่ง ><" บทการเคลื่อนที่ง่ะ 55+ แต่พี่ไม่แนะนำให้น้องทิ้งนะคะ ถึงแม้ว่าหมอจะไม่ต้องใช้ฟิสิกส์ แต่น้องก็ต้องเรียนตอนปี1อยู่นะ แถมตอนสอบเข้า คะแนนฟิสิกส์จะเป็นตัวช่วยดึงวิชาอื่นๆด้วย เพราะงั้นตั้งใจอ่านนะ แล้วก็ต้องตั้งใจเรียนในห้องด้วย ไทย : ปกติพี่ไม่เรียนพิเศษไทย เพราะพี่ถือว่าเป็นคนไทย ภาษาบ้านเกิดเราเองแท้ๆ ยังเรียนให้ดีไม่ได้ แล้วจะไปเรียนภาษาอะไรได้ดี - - ภาษาไทยไม่ได้ยากเลย ถ้าน้องตั้งใจเรียนในห้อง ทำโจทย์บ่อยๆ เรื่องที่พี่แนะนำให้เก็บอย่างแรง และทำความเข้าใจกับมันให้เยอะๆคือ พวกรสในวรรณคดี ถ้าน้องมองตัวนี้ทะลุปรุโปร่งน้องจะสบายขึ้นเป็นกอง แต่แน่นอนพี่เริ่มด้วยคำว่าปกติไม่เรียน....แปลว่าพี่ก็เรียนไงสุดท้าย5555+ พี่ไปติวโควตาภาษาไทยกับอาจารย์ธตรฐ(ชื่ออาจารย์อ่านว่า ทะ-ตะ-รด) ซึ่งถ้าไม่เรียนพี่คงไม่ได้มากกว่านี้=_=" พวกคำ ครุ ลหุ พี่ไม่รู้เรื่องเลย แต่พอไปจำเทคนิคของอาจารย์ ทำให้ทำพวกนี้ได้ทันที ครุ = เสียงหนัก มีตัวสะกด สระเสียงยาว เช่น คุณครู ลหุ = เสียงเบา ไม่มีตัวสะกด สระเสียงสั้น  เช่น  คะ ค่ะ อ้อ! มีอีกเรื่องที่น้องๆมักจะใช้ผิดกันเยอะ สมัยนี้=_= เรื่อง ค่ะ กับ คะ ง่ายมากวิธีแก้ น้องลองออกเสียงตามสิ ค่ะ น้องจะรู้สึกเสียงมันต่ำใช่ไหม ลองนึกดู เวลาเราพูดเสียงต่ำเราพูดตอนไหน? ปิ๊งป่อง! ตอนที่ใช้รับคำใช่ป่ะ อย่างเช่น พี่ถามว่า ทำอะไรอยู่ น้องตอบ ทำใจค่ะ ส่วนคำว่าคะ ลองออกเสียงดู เสียงมันจะสูง เวลาน้องใช้เสียงสูงเนี่ย น้องลงท้ายตอนไหน? น้องจะใช้ตอนที่เป็นคำถามถูกไหม? เช่น ทำอะไรอยู่คะ ช่วยไหมคะ ถ้าไม่อยากให้ผิด เวลาพิมพ์หรือเวลาเขียน ให้ลองออกเสียงในใจก่อน แล้วสื่อออกมามันจะไม่ผิดเพี้ยน สังคม : พี่ก็โง่สังคมเช่นกัน= =" แต่...ม.6พี่ตั้งใจเรียนในห้องเพราะชอบประวัติศาสตร์ ม.6น้องจะได้เรียนประวัติศาสตร์สากล ใครอ่านมาเยอะก่อน ได้เปรียบก็โชคดีไป แต่จริงๆแล้วพี่ต้องขอบคุณอาจารย์สุนิดามากๆ เพราะถ้าพี่ไม่ได้ท่านสอนเนี่ย พี่คงคะแนนไม่ผ่านครึ่งแน่นอน น่าเสียดายที่พี่มาเรียนช้าไปหน่อย คือเรียนตอนม.6เทอมสอง ถ้าเรียนตั้งแต่เทอม1คะแนนคงจะดีกว่านี้ พี่ก็อ่านชีทที่อ.ให้ แล้วก็ตั้งใจเรียนในห้อง http://www.unigang.com/Article/6426
หลักสูตรลัดในสาขา Business เพื่อเรียนต่อตรีปี 2 ในมหาวิทยาลัย Top ของอังกฤษ
Diploma in Business and Management Programme สำหรับนักเรียนที่เรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่งไปแล้วแต่เปลี่ยนใจ อยากไปเมืองนอก และไม่อยากเสียเวลาเตรียมตัวใหม่อีกรอบ ที่ Bellerbys College (แคมปัส Brighton และ London) มีตัวเลือกดีๆ ให้กับน้องนักเรียน นักเรียนที่จบปีหนึ่ง (ระดับปริญญาตรี) สามารถมาลงเรียนคอร์ส “Diploma in Business Management”  ซึ่งเท่ากับการเรียนปี 1 ในมหาวิทยาลัยเมื่อจบแล้วสามารถเข้าปี 2 ได้ที่มหาวิทยาลัยที่เป็นพาร์ตเนอร์กับ Bellerbys ได้ทันที เช่น Lancaster, Sussex, Leeds, Brightonเท่ากับว่าเรียน ปริญญาตรีที่อังกฤษในเวลา 3 ปีเท่านั้นค่ะ (ไม่ต้องไปเรียน Foundation ซ้ำ) คอร์สนี้มีข้อแม้อีกนิดนึงคือภาษาอังกฤษ IELTS (ต้องได้คะแนนหรือระดับ) 5.5 (ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์ นักเรียนสามารถมาลงเรียน English Language Preparation กับทางโรงเรียนก่อนได้ค่ะ) โรงเรียนเปิดสอน 2 ครั้งต่อปี คือเดือนกันยายน และเดือนมกราคมค่ะ!สำหรับปีนี้เท่านั้น Bellerbys College มีส่วนลดพิเศษให้ถึง 1650 GBP ต่อเทอม!!!   ส่วนลดพิเศษสำหรับDiploma in Business Management ส่วนลดพิเศษ เริ่มเรียนเทอม ค่าเล่าเรียนต่อเทอม ส่วนลด (ต่อเทอม) ค่าเล่าเรียนคงเหลือ (ต่อเทอม) ค่าเล่าเรียนทั้งคอร์ส (3 เทอม) ส่วนลดทั้งหมด Special Bursary กันยายน 11, มกราคม 12 £5,640 £1,650 £3,990 £11,970 £4,950 ข้อมูลสำคัญ ข้อมูลคอร์ส ระยะเวลาเรียน: 3 เทอม จำนวนชั่วโมงเรียนต่อสัปดาห์ 16-22ชั่วโมงต่อสัปดาห์สำหรับเข้าเรียนในคลาส และ 20+ ชั่วโมงต่อสัปดาห์สำหรับ self-study แคมปัส: Brighton หรือ London เริ่มเรียน: 14 กันยายน 2011 9 มกราคม 2012 เกณฑ์พื้นฐาน อายุ: 17.5+ ปี ระดับภาษาอังกฤษ: IELTS 5.5 ระดับการศึกษา: จบปี 1 ในมหาวิทยาลัยในประเทศไทย   หรือจบ High School จากโรงเรียนนานาชาติ (IB หรือ A Level) Diploma in Business and Management Programme หลักสูตรเรียนเร่งรัด เพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น จบแล้วสามารถเข้าศึกษาต่อปี 2 ในมหาวิทยาลัยพาร์ตเนอร์ดังๆ เทียบเท่ากับปี 1 (ในอังกฤษปริญาตรีเรียนเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น) มีการดูแลใกล้ชิด จำนวนนักเรียนในชั้นเรียนน้อยมาก สามารถเรียนเพิ่มตัววิชา IT และภาษาอังกฤษ สามารถลงเรียนเพื่อสอบIELTS เพิ่มเติมได้อีกด้วย นักเรียนสามารถพัฒนา study skills เพื่อใช้ในระดับมหาวิทยาลัยต่อไป รับรองโดย University of Sussex การันตีเข้าเรียนระดับปี 2 ได้ในมหาวิทยาลัยพาร์ตเนอร์ เหมาะกับนักเรียนที่ อายุ 17.5+ ต้องการศึกษาต่อสาขาด้าน Business ในมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร มีความพร้อมในการเรียนหนักในระยะเวลา 1 ปีเพื่อประหยัดเวลา ชอบเรียนในคลาสเล็กๆ ที่มีความดูแลใกล้ชิดเหมือนอยู่โรงเรียน ผลงานของนักเรียนปี 2010 ชื่อ มาจากประเทศ สาขา มหาวิทยาลัย ShuWun Kwok Hong Kong, China Business & Retail Management Surrey Oksana Khizhnyak Russia Business & Management Westminster Priyo PrasetyoPramono Indonesia Management Studies St Mary’s DmitroKostyuk Ukraine Business & Management St Mary’s หน่วยกิตวิชาการ Organisational Behaviour, Learning Skills (Quantitative Methods, Research skills, IT), Marketing, Introduction to Economics, Financial Accounting, Business Law, Academic English Double Module), Introduction to Business and Management   มหาวิทยาลัยพันธมิตรที่สามารถเข้าเรียนต่อในปี 2 หลังจากจบหลักสูตร Diploma แล้ว นักเรียนสามารถเข้าศึกษาต่อปี 2 ในสาขาวิชาและมหาวิทยาลัยดังนี้ (ขึ้นอยู่กับผลสอบและผลภาษาอังกฤษ) มหาวิทยาลัย คอร์สปี 2 Lancaster BSc (Hons) Business Studies BBA (Hons) Management BA/BSc (Hons) Accounting & Finance Leeds BA Business Economics BSc Business and Financial Economics BA Accounting and Finance BA Economics Sussex BSc Business (Finance) BSc Business (International Business) BSc Business (Marketing) BSc Accounting and Finance (from 2012) BSc Business and Management Studies (from 2012) BSc Business with Human Resource Management (from 2012) BSc International Business (from 2012) BSc Marketing and Management (from 2012) Henley Business School, Reading BA Accounting and Management BA Business and Management Bournemouth Account and Business, BA (Hons) Accounting and Finance, BA (Hons) Accounting and Law, BA (Hons) Finance and Business, BA (Hons) Finance and Economics, BA (Hons) Brighton BA (Hons) Business Management BA (Hons) Business Management with Marketing BA (Hons) International Business Oxford Brookes BSC Accounting and Finance BSc Business BA/BSc Business Management BA Business and Management BA Management Bangor Accounting and Economics BA/BSc (Joint Hons) Accounting and Finance BA/BSc (Hons) Administration and Management Degree BA (Hons) Business and Social Administration BA (Hons) Business Economics BA/BSc (Hons) Business Studies and Finance BA/BSc (Hons) Business Studies and Marketing BA/BSc (Hons) Business Studies BA/BSc (Hons) Management with Accounting BA/BSc (Hons) Marketing BA/BSc (Hons) Kingston Business Administration BBA(Hons) Business Management BA(Hons) single honours Business Studies BA(Hons) single honours Business Operations Management BSc(Hons) Human Resource Management BA(Hons) single honours Marketing Communications and Advertising BA(Hons) Marketing Management BA(Hons) single honours Essex BSc Business Management BA Accounting BA Accounting and Finance BA Accounting and Management BA Accounting with Economics BSc Finance BSc Banking and Finance Anglia Ruskin BA (Hons) Business Management BA (Hons) International Management BA (Hons) Marketing BA (Hons) Business Economics BA (Hons) International Business Strategy BA (Hons) Human Resource Management *BA (Hons) Accounting & Finance *BA (Hons) Tourism *As long as students are strong academically, they can take 75 credits in one semester (rather than the usual 60 credits) and therefore complete their degrees in two years. แนะนำโรงเรียน Bellerbys College Bellerbys College เป็นโรงเรียนนานาชาติสอนหลักสูตรวิชาการในสหราชอาณาจักรมีทั้งหมด 4 แคมปัส: Brighton, Cambridge, London, Oxford สอนหลักสูตร GCSEs, A Level and Foundation เพื่อเตรียมตัวนักเรียนนานาชาติเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ณ มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร พร้อมกับเตรียมตัวนักเรียนนานาชาติศึกษาต่อระดับปริญญาโท: MQP และ Pre-Masters นักเรียนกว่า 800 คนต่อปีจบจาก Bellerbys College เพื่อเข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร มีนักเรียนมาจากกว่า 69 ประเทศ จำนวนนักเรียนต่อห้องเรียนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 9 คนต่อชั้นเรียน เปิดสอนตั้งแต่ปี 1959 http://www.learningcurve-th.com
University of Wollongong : ปริญญาโท 1 ปี โดยไม่ต้องสอบ IELTS /TOEFL
University of Wollongong : เรียนเร็ว จบเร็วกับหลักสูตรปริญญาโท 1 ปี โดยไม่ต้องสอบ IELTS /TOEFL มหาวิทยาลัยวูลลองกอง (University of Wollongong) ออสเตรเลีย รับน้องๆบัณฑิตที่จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยที่เป็นหลักสูตร International Program ไม่เกิน 2 ปี มีเกรดเฉลี่ยตั้งแต่ 2.8 ขึ้นไป เข้าเรียนหลักสูตรปริญญาโทด้าน Business, IT และ Engineering 1 ปีจบ โดยไม่ต้องยื่นผลภาษาอังกฤษ IELTS / TOEFL ได้แก่ - Master of International Business - Master of Management - Master of Project Management - Master of Retail management - Master of Science (Logistics) - Master of Accountancy - Master of Applied Finance - Master of Commerce - Master of Strategic Marketing - Master of Strategic Management - Master of Strategic Human Resource Management - Master of Engineering Management - Master of Engineering Practice - Master of Engineering Studies - Master of Information System - Master of Information & Communication Technology - Master of Information Technology Management - Master of Information Technology Studies สำหรับน้องๆที่เกรดเฉลี่ยน้อยกว่า 2.8 ต้องยื่นผลภาษาอังกฤษ IELTS (Academic) Overall 6.5 หรือ TOEFL Internet: 88 หรือเกรดเฉลี่ย 2.20-2.79 – หากไม่ยื่นผลภาษาอังกฤษ จะต้องเข้าเรียนภาษาคอร์ส Direct Entry 12 สัปดาห์ และเกรดเฉลี่ย 2.00-2.19 – เรียนภาษา 18 สัปดาห์ University of Wollongong เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐบาลออสเตรเลีย ตั้งอยู่ในเมืองวูลลองกอง รัฐนิวเซาท์เวลส์ ห่างจากเมืองซิดนีย์ไปทางตอนใต้ ประมาณ 1 ชั่วโมง มีชื่อเสียงทางด้านการวิจัย และการเรียนการสอนในระดับสูง ปัจจุบันมีนักศึกษาทั้งหมดประมาณ 22,000 คน ประกอบด้วยนักศึกษานานาชาติ ประมาณ 3,600 คน จาก 70 ประเทศทั่วโลก รวมนักศึกษาไทย กว่า 200 คน มหาวิทยาลัยเปิดสอนทั้งหมด 9 คณะ ได้แก่ คณะบริหารธุรกิจ, คณะศิลปศาสตร์, คณะศิลปกรรม, คณะวิศวกรรม, คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ, คณะศึกษาศาสตร์, คณะนิติศาสตร์, คณะวิทยาศาสตร์ และคณะสาธารณสุข ทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญา University of Wollongong ได้รับรางวัล University of the Year จาก Good Universities Guide 2ปี ต่อเนื่อง (ปี ค.ศ.2000 และ 2001) สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Learning Curve http://www.learningcurve-th.com/
ฟรี ค่าสมัคร 7 มหาวิทยาลัยดังของออสเตรเลีย
    http://www.cpinter.co.th ฟรี ค่าสมัครกับ 7 มหาวิทยาลัยดังของออสเตรเลีย* หนึ่งสิทธิพิเศษดีๆที่ CP INTER THE UNIVERSITY OF QUEENSLAND THE UNIVERSITY OF SYDNEY MACQUARIE UNIVERSITY UNIVERSITY OF CANBERRA MONASH UNIVERSITY RMIT UNIVERSITY UTS - UNIVERSITY OF TECHNOLOGY SYDNEY *สมัครภายในปี 2011  
การจัดอันดับสถาบันในสหรัฐอเมริกา
  การจัดอันดับสถาบันการศึกษาของสหรัฐอเมริกา เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่านักเรียนต่างชาติให้ความสนใจในการไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา ก็เพราะสถาบันการศึกษาที่มีมาตรฐานสูงและคุณภาพของการศึกษาที่ดี  และก็เหมือนเช่นเคย ที่การจัดอันดับ “US News Best Graduates Schools Ranking” จะมาทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดความเปลี่ยนแปลงของการเลือกอาชีพในอนาคตของนักเรียนต่างชาติ หากคุณกำลังต้องการจะเรียนต่อในสหรัฐอเมริกา  จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณจะมองหาสถาบันที่ตรงกับความต้องการของคุณ และเป็นสถานที่ที่สามารถช่วยผลักดันให้คุณประสบความสำเร็จเมื่อคุณจบการศึกษา อย่างไรก็ตาม นักเรียนจะต้องตระหนักและสนใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของหลักสูตรการศึกษาในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากของนโยบายของรัฐ รวมไปถึงวิธีการที่รัฐบาลอเมริกาวางรูปแบบอนาคตของประเทศตัวเองด้วย รายงานนี้ได้ถูกรวบรวมตั้งแต่ปี 1983 โดย U.S. News & World Report และได้กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่มีอิทธิพลต่ออันดับสถาบันในสหรัฐอเมริกาอย่างมาก โดยรายงานล่าสุดนั้น ได้ให้ความสนใจไปยัง 4 สาขาที่สำคัญดังนี้   สาขาบริหารธุรกิจ สถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจโดยทั่วไปต้องการที่จะเตรียมความพร้อมแก่ผู้สำเร็จการศึกษาสำหรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและสร้างผู้เชี่ยวชาญทางอาชีพนี้โดยเฉพาะ  ผู้สำเร็จการศึกษาจะต้องมีสามารถในการเป็นผู้นำสองแบบ คือ การเตรียมพร้อมสำหรับประกอบกิจการของตัวเอง และ บทบาทของพนักงานในบริษัทใหญ่ นอกจากนี้พวกเขายังต้องมีความคิดริเริ่มที่สร้างสรรค์ และทันสมัยควบคู่ไปกับมีจริยธรรม เพื่อใช้ในการเอาชนะคู่แข่งของตน สถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจหลายแห่งกำลังเปลี่ยนแปลงหลักสูตรให้กลายเป็นหลักสูตรธุรกิจและการจัดการในระดับนานาชาติ  และสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ได้แก่ ·       Stanford University                                    ·       Harvard University สถาบันสอน MBA หลักสูตร Part time อันดับต้นๆได้แก่            ·       Northwestern University ·       University of Chicago ·       University of California-Berkeley ค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรบริหารธุรกิจในสหรัฐอเมริกา ดูที่นี่ และหลักสูตร MBA ดูที่นี่   สาขาศึกษาศาสตร์ สาขาศึกษาศาสตร์หรือครุศาสตร์นั้น เป็นหนึ่งในสาขาที่ดั้งเดิมที่สุดที่มีการจ้างงานนักศึกษาจบใหม่ในอัตราสูง  และดูเหมือนว่าจะกลายเป็นสาขาที่เป็นหัวใจของการพัฒนาในช่วงปีที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา  ประธานาธิบดีโอบามา ได้จ้างครูวิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์มากกว่า 10,000 คน ในช่วงเวลา 2 ปีนี้ และจะจ้างอีก 100,000 คน ในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักของผู้สำเร็จการศึกษาสาขานี้ คือ พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงของในหลายๆเมืองว่า ความยากจนและปริมาณของเด็กนักเรียนที่ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน นั้นกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในประเด็นนี้ ทำให้มีการออกแบบหลักสูตรการศึกษาใหม่สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในเมือง เพื่อที่จะมุ่งเน้นการให้คำปรึกษาและการเตรียมตัวในชั้นเรียนให้มากขึ้น สถาบันการศึกษาสาขาศึกษาศาสตร์ 3 อันดับแรก ได้แก่ ·       Vanderbilt University ·       Harvard University ·       University of Texas-Austin สำหรับการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรบัณฑิตศึกษาในสาขาศึกษาศาสตร์ เข้าไปดูที่นี่   สาขาวิศวกรรมศาสตร์ ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมและนโยบายของรัฐอย่างรวดเร็วนั้น ทำให้การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เติบโตเร็วตามไปด้วย  สาขาที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมศาสตร์จึงได้กลายเป็นสาขาที่มีอนาคตสดใสและดีที่สุดในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาทางเทคโนโลยีในอนาคต ปัจจุบันนี้ หนึ่งในสาขาที่ได้รับความนิยมที่สุด คือ วิศวกรรมนิวเคลียร์  ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยของความรู้ในหลากหลายสาขา เช่น สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือ ยารักษาโรค เป็นต้น และอีกทางหนึ่งก็มีการคาดเดาว่าความต้องการของผู้เชี่ยวชาญด้านชีวการแพทย์ (biomedical) นั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 72% ในปี 2018 สถาบันการศึกษาสาขาวิศวกรรมศาสตร์ 3 อันดับแรก ·       Massachusetts institute of technology ·       Stanford University ·       University of California-Berkeley สำหรับการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรบัณฑิตศึกษาในสาขาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี เข้าไปดูที่นี่   สาขานิติศาสตร์ ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำขณะนี้ ส่งผลให้โรงเรียนสอนกฎหมายต้องประเมินระเบียบวิธีการใหม่และเตรียมพร้อมผู้สำเร็จการศึกษาสำหรับความท้าทายที่จะตอบสนองความคาดหวังของลูกความได้สำเร็จ ลูกค้าหรือลูกความนั้นจะคาดหวังทนายที่มีความสามารถและมีการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการฝึกฝนก่อนการเรียนจบจึงเป็นกุญแจสำคัญสำหรับความสำเร็จในอาชีพนี้ ในปีแรกของการจ้างงานนั้น บริษัทจะต้องการผู้ที่ผ่านการการฝึกฝนมามากกว่าผู้ที่ทำวิจัยมาเพียงอย่างเดียว และจะสนับสนุนคนเหล่านั้นให้ปรับตัวให้เข้ากับโลกของกฎหมาย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้โรงเรียนสอนกฎหมายมองหานักเรียนที่มีประสบการณ์การทำงานและมีพื้นฐานในสาขาที่หลากหลายมากขึ้น สถาบันการศึกษาสาขากฎหมาย 3 อันดับแรก ·       Yale University ·       Harvard University ·       Stanford University   สถาบันที่สอนนิติศาสตร์หลักสูตร Part time ที่ดีที่สุดในสหรัฐอเมริกา ·       Georgetown university ·       Forham University ·       Geeorge Washington university ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาขานิติศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา เข้าไปดูที่นี่   สาขาแพทยศาสตร์ การปฏิวัติในอนาคตทางสาขาแพทยศาสตร์ คือ ความท้าทายใหม่ที่มีผลต่อการวิจัยทางการแพทย์, วิธีการรักษาโรคร้ายแรงและนวัตกรรมใหม่ในยารักษาโรค  อย่างไรก็ตามมีการระบุออกมาว่าความต้องการแพทย์ที่สามารถรักษาโรคทั่วไปจะมากขึ้น โดยเฉพาะการรักษาคนไข้ที่อยู่ในช่วงวัยกลางคน ดังนั้น สถาบันที่เปิดสอนการแพทย์ทั่วประเทศ ก็จะเน้นหนักไปที่การรักษาเบื้องต้นเพิ่มขึ้น เพื่อลดความขาดแคลนของอายุรแพทย์ในประเทศ   สถาบันการศึกษาชั้นนำในเรื่องแพทยศาสตร์ คือ ·       Harvard University ·       University of Pennsilvania ·       Johns Hopkins University ·       Best Schools on Primary Care: ·       Washington University in St. Louis ·       Duke University ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาขาแพทยศาสตร์และสุขภาพ เข้าไปดูที่นี่
เรียนต่อสหรัฐอเมริกา
  เรียนต่อสหรัฐอเมริกา       มีนักเรียนราวๆ 671,616 คนเลือกเรียนต่อที่อเมริกาเมื่อปีที่ผ่านมา  การเพิ่มขึ้นอย่างเข้มแข็งของจำนวนสถาบันการศึกษาที่มีมาตรฐานทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายที่สำคัญของนักเรียนจากทั่วโลก  Hotcourses จะบอกให้ฟังค่ะ ว่าทำไมอเมริกาถึงได้เป็นที่นิยมแพร่หลายนัก       สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศจุดหมายอันดับหนึ่งของนักเรียนต่างชาติ อีกทั้งในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก  มหาวิทยาลัยที่ติดอันดับต้นๆ ก็ล้วนแต่เป็นมหาวิทยาลัยของที่นี่ทั้งสิ้น  อย่างเช่น มหาวิทยาลัยในเครือไอวี่ลีก, MIT , University of California และ Stanford  เป็นต้น ชื่อเสียง :       การจบการศึกษาจากวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยในอเมริกา เป็นเหมือนความฝันของนักเรียนหลายต่อหลายคน  เพราะทั่วโลกต่างยอมรับคุณสมบัติและการรับรองของสถาบันการศึกษาของที่นี่  ดังนั้นการเรียนต่ออเมริกาจึงเป็นการเปิดประตูสู่เส้นทางอาชีพในอนาคตที่ทุกคนต้องการ การเรียนการสอน :       สถาบันการศึกษาของสหรัฐอเมริกาจะสอนทั้งวิชาภาคทฤษฎีและปฏิบัติ  โดยวิชาภาคทฤษฎีจะสอนเกี่ยวกับเนื้อหาสำคัญของการทำงานในระดับสากล และให้นักเรียนได้ฝึกฝนเท่าที่เป็นไปได้อยู่ตลอดเวลา  คุณสามารถเลือกสาขาเอกที่คุณต้องการเรียนได้ตามต้องการ เพราะที่นี่มีสาขาและวิชาที่เปิดสอนมากมาย ดังนั้น ตลอดเวลาที่คุณเรียนที่อเมริกา คุณจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆและพบเจอกับสิ่งท้าทายอยู่เสมอ ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย :       สหรัฐอเมริกามีมหาวิทยาลัยที่ดีและสวยที่สุดในโลกอยู่หลายต่อหลายแห่ง  ซึ่งนอกจากจะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันแล้ว นักเรียนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยเหล่านี้ยังมีความสุขไปกับอุปกรณ์การเรียนการสอนที่มีมาตรฐานสูงอีกด้วย   และด้วยสิ่งนี้เอง จึงทำให้นักเรียนจากทั่วโลกเข้ามาเรียนยังที่นี่มากมาย  เกิดการสรรค์สร้างสังคมที่อุดมความรู้และเต็มไปด้วยวัฒนธรรมที่หลากหลาย    โดยภายในมหาวิทยาลัยจะมีทั้งสถานที่ทำงาน ตลาด พิพิธภัณฑ์ คาเฟ่ โรงภาพยนตร์ ศูนย์ศิลปะ ไปจนถึงร้านทำผม  เรียกได้ว่ามหาวิทยาลัยของอเมริกาเป็นสถาบันการศึกษาที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับแถวหน้าของโลกที่แท้จริง โอกาสในการทำงาน       สหรัฐอเมริกา เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก และได้ชื่อว่า “a land of opportunity”  เมื่อคุณมาอยู่ที่นี่ คุณย่อมได้ยินคำว่า 'the American dream'  ซึ่งคำนี้กล่าวถึงความคิดของคนอเมริกันผู้ต้องการพิสูจน์จุดมุ่งหมายชีวิตของพวกเขา  ผ่านการทำงานหนักและการพยายามอย่างแข็งขัน   และด้วยเหตุนี้จึงทำให้อเมริกาเต็มไปด้วยโอกาสในการทำงานมากมาย   ระหว่างที่คุณเรียน คุณจึงสามารถหาประสบการณ์ผ่านการทำงานไปพร้อมกันได้  ซึ่งส่วนใหญ่แล้วนักเรียนมักจะทำงานที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยของตัวเอง   นอกจากนี้คุณสามารถขอไปฝึกงานตามที่ต่างๆได้เช่นกัน  เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับบริษัทต่างๆก่อนที่คุณจะจบการศึกษา การทำวิจัย :      มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาอุทิศตัวให้กับการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และการทำวิจัยเป็นอย่างมาก  ที่นี่ติดอันดับในการเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนทางด้านการวิจัย  ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักเรียนระดับบัณฑิตศึกษาเลือกที่จะมาเรียนที่นี่เป็นจำนวนมากนั่นเอง
ทำไมต้องเรียนอินเตอร์
ทำไมต้องเรียนอินเตอร์? หลังจากปัญหาน้ำท่วมได้ผ่านพ้นไป ช่วงนี้ก็เป็นช่วงเปิดเทอมใหม่ของน้องๆ นักเรียนทุกคนโดยเฉพาะน้องๆ ม.6 ที่ต่างหาที่เรียนต่อกันในระดับมหาวิทยาลัยอย่างขะมักเขม้น ซึ่งปัจจุบันนี้มีหลักสูตรต่างๆ ในมหาวิทยาลัยทั้งทางภาครัฐและเอกชนเปิดกันเป็นจำนวนมาก โดยกระแสความนิยมของนักเรียนไทยปัจจุบันเน้นหลักสูตรอินเตอร์(หลักสูตรนานา ชาติ) ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบคือ การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมไทยซึ่งมีการแข่งขันสูงขึ้น ตลาดงานต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถโดยเฉพาะภาษาอังกฤษถือเป็นสิ่งจำ เป็นอย่างยิ่งยวดในการทำงานในโลกธุรกิจไร้พรมแดนปัจจุบัน ดังนั้นผู้ปกครองรวมถึงนักเรียนจึงสนใจที่จะเรียนในหลักสูตรอินเตอร์หรือ หลักสูตรนานาชาติกันมากยิ่งขึ้น โดยตัวเลขสถิติของ OECD, British Council และ IDP Education Australia ชี้ว่าแนวโน้มนักเรียนในระดับอุดมศึกษาที่เดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศจะ เพิ่มขึ้นจาก 2.12 ล้านคน ในปี 2546 เป็น 8 ล้านคน ในปี 2568 และมีนักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่เรียนหลักสูตรอินเตอร์ในประเทศไทย อีกเหตุผลที่ทำให้การเรียนอินเตอร์ได้รับความนิยมมากขึ้น คือการเข้ามามีบทบาทของสมาคม ASEAN โดยมีแนวคิดว่าอาเซียนจะกลายเป็นเขตการผลิตเดียว ตลาดเดียว หรือที่เรียกว่า Single Market and Production Base ซึ่งทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาซึ่ง มุ่งเน้นพัฒนาคนไทยให้มีศักยภาพรองรับการเข้ามาของอาเซียนในเรื่องของภาษา ซึ่งกำหนดให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในประชาคมอาเซียน และบทบาทของประเทศไทยในด้านธุรกิจการท่องเที่ยวต่อไปในอนาคต ทั้งยังมีความร่วมมือกับประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่เรียกว่า ASEAN + 3 และ ASEAN + 6 ที่รวมทั้งประเทศอินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ แน่นอนว่าประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศสมาชิกอาเซียนต้องพร้อมรับผลกระทบจากการ เปิดเสรีทางการผลิต การค้า การทำงาน ซึ่งไม่มีพรมแดนมากั้นอีกต่อไป นั่นหมายความว่าแรงงานจากต่างประเทศสามารถเข้ามาทำงานได้อย่างเสรี รวมทั้งประเทศไทยที่สามารถไปทำงานในต่างประเทศในกลุ่มอาเซียนได้ไม่ยาก ประเทศจีน เป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC จึงเป็นประเทศมหาอำนาจที่กำลังเป็นที่จับตามองว่าจะเป็นประเทศผู้นำเศรษฐกิจ โลกต่อไป ดังนั้น ภาษาจีน จึงกลายเป็นภาษาที่คนให้ความสนใจนอกจากภาษาอังกฤษซึ่งถือเป็นภาษาที่ทุกคน ต้องพูดได้ นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่คนสนใจเรียนภาษาจีนกันมากยิ่งขึ้นไม่น้อยกว่าภาษา อังกฤษ และจึงเป็นเหตุผลที่หลักสูตรจีนศึกษา (หลักสูตรนานาชาติ) วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ เป็นอีกทางเลือกที่หลายคนให้ความสนใจ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตท่าพระจันทร์ ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติและเป็นการระลึกถึงศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งองค์การยูเนสโก้ยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญระดับนานาชาติ โดยวิทยาลัยมุ่งเน้นจัดการเรียนการสอนหลักสูตรนานาชาติในลักษณะผสมผสานสาขา วิชาต่างๆ โดยในปัจจุบันได้เปิดสอนในสองหลักสูตร คือ หลักสูตรไทยศึกษา (Thai Studies Program) หลักสูตรประกาศนียบัตร 1 ปี โดยสอนวิชาภาษาไทย ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นที่นิยมของนักศึกษาชาวต่างชาติ หลักสูตรจีนศึกษา (Chinese Studies Program) หลักสูตรนานาชาติ ปริญญาตรีศิลปศาสตร-บัณฑิต สาขาจีนศึกษา ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ เป็นหลักสูตรที่ร่วมมือกับ School of International Studies แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) ประเทศจีน ดังนั้น นักศึกษาต้องไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งเป็นเวลา 1 ภาคการศึกษาโดยวิชาด้านจีนศึกษาหลายวิชาของวิทยาลัยตรงกับวิชาที่เปิดสอนที่ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง อาทิ Global Political Economy in the 21st Century of China, Investment and Trade of China และ Chinese Overseas Society เป็นต้น ดังนั้นนักศึกษานอกจากจะได้รับประสบการณ์จริงในการใช้ชีวิตและศึกษาในประเทศ จีน ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศจีน นักศึกษายังสามารถโอนหน่วยกิตวิชาที่ลงทะเบียนกลับมาได้อีกด้วย สำหรับน้องๆ ที่สนใจหลักสูตรจีนศึกษา วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ สามารถซื้อใบสมัครสอบได้ที่ศูนย์หนังสือธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ หรือศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาสยาม ศาลาพระเกี้ยว และสาขาจัตุรัสจามจุรี หรือสั่งซื้อทางไปรษณีย์ โดยดาว์นโหลดใบสั่งซื้อได้ที่ www.pbic.tu.ac.th หรือโทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 02-6133701-4 อีเมล์ pbic@tu.ac.th ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 มกราคม 2555 Credit : http://www.unigang.com/Article/9468
การขอวีซ่านักเรียนมาเลเซีย
  การขอวีซ่านักศึกษามาเลเซีย การขอวีซ่านักศึกษาเป็นเรื่องง่ายและไม่ยุ่งยาก โดยมีข้อกำหนดวีซ่าที่ควรทราบดังนี้ ก่อนขอวีซ่า มีข้อกำหนดคุณสมบัติที่นักศึกษาต่างชาติต้องมีดังนี้: • คุณต้องการได้รับเข้าเรียนหลักสูตรเต็มเวลาที่สถาบันการศึกษาของรัฐหรือเอกชนแล้ว • คุณต้องมีฐานะทางการเงินที่เพียงพอสำหรับค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพ/เดินทาง • คุณต้องมีสุขภาพและคุณลักษณะที่ดี • คุณต้องเดินทางเข้าประเทศด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการเรียนเท่านั้น นักศึกษานานาชาติควรตรวจสอบกับสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันว่าหลักสูตรที่ต้องการเข้าเรียนได้รับการรับรองโดยสำนักงานวุฒิการศึกษาแห่งประเทศมาเลเซีย (MQA): www.mqa.gov.my    วิธีการสมัคร ใบสมัครทั้งหมดสำหรับใบผ่านเข้าประเทศของนักศึกษานานาชาติจะดำเนินการผ่านทางสถาบันการศึกษาของมาเลเซีย ขั้นตอนต่อไปคือการอนุมัติและออกใบผ่านเข้าประเทศและวีซ่าโดยแผนกตรวจคนเข้าเมืองในประเทศมาเลเซีย ยกเว้นนักศึกษาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) นักศึกษาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนต้องขอวีซ่าจากสถานทูตมาเลเซียหรือคณะกรรมการของมาเลเซียในประเทศจีน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองและใบผ่านเข้าประเทศ กรุณาดูที่เว็บไซต์ของรัฐบาลที่: www.imi.gov.my  หรือติดต่อแผนกตรวจคนเข้าเมืองในประเทศมาเลเซีย: ผู้อำนวยการ ฝ่ายวีซ่า ใบผ่านเข้าประเทศและใบอนุญาต สำนักงานใหญ่ของแผนกตรวจคนเข้าเมืองของประเทศมาเลเซีย ชั้น 1 - ชั้น 7 (โพเดียม) บล็อค 2G4 ศูนย์บริหารงานรัฐบาลกลาง เขต 2 62550 ปุตราจาย่า ประเทศมาเลเซีย http://www.hotcourses.in.th/study-in-malaysia/study-guides/malaysia-visa/
การเปลี่ยนกฏหมายสำหรับวีซ่านักเรียนออสเตรเลีย
  คุณวางแผนที่จะขอวีซ่านักเรียนออสเตรเลียเพื่อที่จะศึกษาต่อในออสเตรเลียหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น คุณอาจจะสนใจที่จะรู้ว่ารัฐบาลแห่งประเทศออสเตรเลียได้ประกาศเปลี่ยนแปลงระบบการตรวจคนเข้าเมืองเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นความพยายามในการลดข้อกำหนดที่นักศึกษาต่างชาติต้องมีเพื่อให้มีคุณสมบัติเพียงพอกับข้อกำหนดสำหรับการเรียนต่อในออสเตรเลีย การเปลี่ยนแปลงนี้ได้ถูกประกาศใช้ตามแถลงการของอดีตนักการเมืองและผู้จัดงานโอลิมปิคที่ซิดนีย์ในปี 2000 Michael Knight ผู้ที่แนะนำว่าอุตสาหกรรมการส่งออกการศึกษา ถือเป็นอุตสาหกรรมการส่งออกที่ใหญ่ที่สุดอุตสาหกรรมนึงของออสเตรเลีย ดังนั้นควรที่จะมีการปรับปรุงเพื่อที่สามารถแข่งขันกับตลาดการศึกษาในประเทศเขตอเมริกาเหนือได้และจะเป็นการเปิดประตูให้กับนักศึกษาต่างชาติที่มีความรู้ความสามารถ ภายใต้ข้อกำหนดใหม่นี้ นักศึกษาจากประเทศที่คาดว่าจะมีความเสี่ยงสูง เช่น ประเทศจีนนั้น ก็จะต้องแสดงหลักฐานทางการเงินในธนาคารโดยมีเงินไม่น้อยกว่า $75,000 เพื่อที่จะได้รับวีซ่า ข้อกำหนดทางการเงินที่มากขึ้นนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะเป็นการกีดกั้นนักศึกษาต่างชาติหลายคนในการเดินทางมาเรียนยังต่างประเทศ ตั้งแต่กลางปี 2012 นักศึกษาต่างชาติผู้ที่ขอวีซ่าเพื่อมาเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยจะไม่ต้องเผชิญหน้ากับข้อกำหนดทางการเงิน (เช่น การกำหนดจำนวนเงินในธนาคาร) เพื่อแสดงให้เห็นว่าจะมีเงินเพียงพอสำหรับค่าเทอมและค่าครองชีพ ดังนั้นนักศึกษาจากประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่น อเมริกา นักศึกษาเพียงแค่ประกาศว่าพวกเขามีวิธีการที่จะจ่ายเงินค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพได้ด้วยตัวเองนั้นก็นับว่าเพียงพอ นอกจากนี้ นักศึกษาต่างชาติผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี (Undergraduate level) สามารถมีสิทธิทำงานได้เป็นเวลา 2 ปี รวมถึงในสาขาที่ไม่เกี่ยวข้องกับคุณวุฒิที่ได้รับมาก็ตาม อย่างไรก็ตาม Knigh ได้กล่าวว่าหากนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาต้องการที่จะอาศัยอยู่อย่างถาวรในออสเตรเลีย พวกเขาก็จะต้องมีคุณสมบัติที่เป็นไปตามข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับการขอวีซ่าแบบมีทักษะซึ่งไม่เหมือนกับวีซ่านักเรียนที่ได้มีการลดหย่อนลงมา อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการตรวจคนเข้าเมืองและพลเมือง Chris Bowen ได้กล่าวว่าความรับผิดชอบที่เหลือนั้นเป็นภาระหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่จะจัดการกับนักศึกษาต่างชาติ โดยจะเป็นผู้ตรวจสอบคุณสมบัติในการรับเข้าเรียนก่อนที่นักศึกษาเหล่านี้จะเตรียมยื่นขอวีซ่า “ความรับผิดชอบที่มหาวิทยาลัยต้องทำนั้นคือต้องแน่ใจว่านักศึกษาที่จะเข้ามาเรียนนั้นจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งรวมถึงนักศึกษาที่ได้รับเลือกให้เข้าเรียนนั้นจะต้องมีความสามารถในการจ่ายค่าเล่าเรียนและดูแลตัวเองได้ในขณะที่เรียน” กล่าวโดยโฆษกประจำของมิสเตอร์โบเวน ข้อมูลเพิ่มเติม -สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายการตรวจคนเข้าเมืองในปัจจุบัน คลิกที่นี่ -อ่านรายงานจาก International Student Barometer Report (2010) ที่รายงานว่า 86% ของนักศึกษาต่างชาติที่ได้จากการสำรวจมีความพอใจในประสบการณ์การศึกษาที่ได้รับจากประเทศออสเตรเลีย คลิกเพื่ออ่านต่อได้ที่นี่ http://www.hotcourses.in.th/study-in-australia/latest-news/changes-in-australian-student-visa/
ค่าใช้จ่ายและการใช้ชีวิตในออสเตรเลีย
  นักศึกษาที่พักอาศัยในออสเตรเลีย ค่าครองชีพ ข้อบังคับของออสเตรเลียกำหนดให้นักศึกษานานาชาติต้องแสดงหลักฐานว่าพวกเขามีเงินทุนเพียงพอสำหรับตนเอง เพื่อต้องการให้แน่ใจว่านักศึกษาจากต่างประเทศจะสามารถอยู่อาศัยได้อย่างสะดวกสบาย ปลอดภัยและมีความสุขในออสเตรเลีย นักศึกษานานาชาติสามารถหารายได้เพื่อเพิ่มรูปแบบการใช้ชีวิตของตนเองให้ดีขึ้นได้โดยการทำงานนอกเวลา อย่างไรก็ตามข้อกำหนดในด้าน "ค่าครองชีพ" จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นว่านักศึกษาจะสามารถสำเร็จการศึกษาโดยไม่ต้องพึ่งพาการทำงานเพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ นับจากวันที่ 1 มกราคม 2010 ผู้ที่สมัครขอวีซ่านักศึกษาและสมาชิกครอบครัวต้องมีเงินทุนตามข้อกำหนดค่าครองชีพดังต่อไปนี้: • A$18,000 ต่อปีสำหรับตัวนักศึกษา • A$6,300 ต่อปีสำหรับคู่สมรสของนักศึกษา • A$3,600 ต่อปีสำหรับบุตรคนแรกของนักศึกษาและ • A$2,700 ต่อปีสำหรับบุตรแต่ละคนและที่ตามมา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ดูได้ที่ www.immi.gov.au ด้านล่างคือค่าใช้จ่ายโดยประมาณสำหรับของอุปโภคบริโภคประจำบ้านและค่าใช้จ่ายอื่นๆ • ขนมปังหนึ่งแถว - A$2.50 ถึง A$4.00 • นมสองลิตร - A$2.20 ถึง A$3.60 • หนังสือพิมพ์ - A$1.50 ถึง A$3.00; • อาหารเช้าธัญพืชหนึ่งกล่อง - A$3.00 ถึง A$5.60 • ชาถุง 100 ถุง - A$3.50 ถึง A$5.00 • น้ำอัดลมหนึ่งขวด - A$1.50 ถึง A$3.00; • แชมพูหนึ่งขวด - A$2.50 ถึง A$6.50; • เนื้อวัวสับ (500 กรัม) - A$3.00 ถึง A$7.50 • น่องไก่ไม่ติดกระดูก (500 กรัม) - A$5.50 ถึง A$7.00 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดงบประมาณ กรุณาดูที่ http://www.understandingmoney.gov.au/ ความบันเทิงในงบประมาณจำกัด ประเทศออสเตรเลียมีสิ่งต่างๆมากมายสำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัด เมื่อคุณมีความงามตามธรรมชาติอันน่าทึ่งใกล้บ้าน สภาพภูมิอากาศสบายๆตลอดปีและอุทยานแห่งชาติและชายหาดมากมายให้เดินเล่น วิ่งหรือขี่จักรยานเพื่อความเพลิดเพลิน คุณก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายเพื่อช่วงเวลาแห่งความสุข กิจกรรมฟรีอื่นๆในออสเตรเลีย อาทิเช่น การไปตลาดนัดสุดสัปดาห์อันมีสีสันและคึกคักที่มีอยู่มากมาย เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะและประวัติศาสตร์ของประเทศออสเตรเลียที่หอศิลปะและพิพิธภัณท์มากมาย หรือร่วมงานเทศกาลของชาวออสเตรเลียที่จัดขึ้นในเมืองและที่ชายหาดทั่วประเทศ ในแต่ละปีครอบครัวชาวออสเตรเลียจะรวมตัวกันกลางแจ้งเพื่อร่วมงานเทศกาลอาหาร ไวน์และการแสดงดนตรีฟรี รวมถึงการแข่งขันกระดานโต้คลื่นช่วยชีวิตที่ชายหาดอันเป็นงานที่สำคัญในช่วงฤดูร้อน ชาวออสเตรเลียชื่นชอบชีวิตกลางแจ้ง ด้วยเหตุนี้จึงมีกิจกรรมสนุกๆฟรีมากมาย ตรวจสอบหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของคุณเพื่อดูว่ามีกิจกรรมอะไรใกล้บ้านคุณ วิธีเปิดบัญชีธนาคาร การเปิดบัญชีธนาคารของออสเตรเลียค่อนข้างง่ายสำหรับนักศึกษาต่างชาติ โดยคุณควรดำเนินการทันทีเมื่อเดินทางมาถึง สิ่งที่ต้องเตรียมไปด้วยคือหนังสือเดินทางและหลักฐานที่อยู่ ทางธนาคารจะเปิดบัญชีให้คุณและส่งบัตรเอทีเอ็มมาให้ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถถอนเงินจากเครื่องเอทีเอ็มที่มีอยู่มากมายในเมืองต่างๆ ธนาคารบางแห่งจะยกเว้นค่าธรรมเนียมรายเดือนหากคุณแสดงหลักฐานการลงทะเบียนเรียนในฐานะนักศึกษาเต็มเวลา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ดูได้จากเว็บไซต์ของธนาคารที่คุณต้องการเปิดบัญชี อาหาร การรับประทานอาหารนอกบ้าน กล่าวกันว่าชาวออสเตรเลียเป็นชนชาติที่ชื่นชอบกีฬา เรื่องอาหารก็เช่นกัน ออสเตรเลียมีพ่อครัวที่ดีที่สุดของโลกและร้านอาหารที่ได้รับรางวัลมากมาย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชาวออสเตรเลียให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินมากเพียงใด ต้องยกประโยชน์ให้กับอิทธิพลทางวัฒนธรรมนานาชาติทุกเชื้อชาติในออสเตรเลีย คุณจะสามารถลิ้มรสชาติอาหารได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นอาหารเวียดนาม เวเนซุเอลา โมร็อกโก จนถึงอาหารเม็กซิกัน ตุรกี ทาปาซ ญี่ปุ่น เยอรมันและอื่นๆอีกมากมาย ด้วยสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันตั้งแต่ภาคเหนือจรดใต้ทำให้มีผลิตภัณท์อาหารมากมายหลากหลายประเภท และด้วยแนวชายฝั่งทะเลอันกว้างใหญ่ ประเทศออสเตรเลียจึงมีอาหารทะเลสดอร่อยอันอุดมสมบูรณ์ การรับประทานอาหารนอกบ้านเป็นวิถีชีวิตของชาวออสเตรเลียและการรับประทานในภัตตาคารเป็นกิจกรรมแบบสบายๆ อีกทั้งยังมีราคาไม่แพงด้วย โดยภัตตาคารเล็กๆในท้องถิ่นบางแห่งคิดราคาค่าอาหารจานหลักเพียง 5$ เท่านั้น อย่างไรก็ดีก็มีภัตตาคารระดับกลางและสูงมากมายเช่นกัน (สำหรับผู้ที่ชอบความหรูหรา) และในเมืองใหญ่ต่างๆไม่ใช่เรื่องยากเลยที่คุณจะพบกับร้านอาหารดีๆ ภัตตาคารมากมายในออสเตรเลียเป็นแบบ 'BYO' (นำเหล้ามาเอง) ซึ่งหมายความว่าคุณจะสามารถประหยัดเงินค่าบริการได้ หากภัตตาคารนั้นเป็นแบบ BYO คุณสามารถนำเครื่องดื่มแอลกอฮอลของคุณมาดื่มในร้านได้ โดยมีค่าเปิดขวดเล็กน้อยในบิลค่าบริการ คุณควรตรวจสอบค่าเปิดขวดล่วงหน้าเนื่องจากแต่ละร้านจะมีค่าบริการแตกต่างกัน การรับประทานอาหารที่บ้าน การรับประทานอาหารที่บ้านเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ชาวออสเตรเลียชื่นชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อนที่พวกเขาจะจุดไฟเพื่อ "บาร์บี้" (บาร์บีคิว) และย่างกุ้งสดๆหรือ "สแน๊กส์" (ไส้กรอก) บาร์บีคิวในวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นที่นิยมอย่างมากเพื่อการสังสรรค์กับเพื่อนฝูงที่บ้าน โดยสามารถซื้ออาหารได้ในราคาถูกที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตในท้องถิ่น ตลาดเกษตรกรหรือตลาดจำหน่ายอาหาร สำหรับการซื้อหาอาหารประจำวันก็มีซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่สองแห่งให้บริการในประเทศออสเตรเลียคือ Woolworths และ Coles ซึ่งคุณจะพบเห็นทั่วไปในเมืองใหญ่ๆ ส่วน IGA ก็เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตอิสระซึ่งจะช่วยประหยัดเงินค่าของใช้ในบ้าน ซุปเปอร์มาร์เก็ตเชนอีกแห่งคือ ALDI ซึ่งให้บริการในเขตชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก (NSW, QLD, ACT, VIC) โดยจำหน่ายสินค้าที่มีราคาประหยัดกว่า การทำงานในออสเตรเลีย งานนอกเวลา นักศึกษาที่ได้รับวีซ่าหลังจากวันที่ 26 เมษายน 2008 จะได้รับอนุญาตให้ทำงานได้ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เพื่อช่วยเหลือด้านการเรียนขณะที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย หากคุณเดินทางมาพร้อมกับครอบครัว สมาชิกครอบครัวของคุณสามารถทำงานได้สูงสุด 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หลังจากที่คุณได้เริ่มต้นการเรียนในออสเตรเลียแล้ว สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ดูได้จากเว็บไซต์ DIAC นักศึกษาจำนวนมากทำงานเพื่อหารายได้เสริมเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวหรือเพื่อการออมเงิน หลายๆคนทำงานเพื่อหาประสบการณ์ ทำความรู้จักผู้คนในท้องถิ่นและพบปะเพื่อนใหม่ นักศึกษาสามารถเลือกทำงานในบาร์ ภัตตาคารและร้านกาแฟ หรือทำงานนอกเวลาในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเรียน โอกาสการทำงานนอกเวลาสามารถค้นหาได้จากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและทางออนไลน์ที่ www.seek.com.au หรือ www.careerone.com.au นักศึกษาที่ต้องการทำงาน (หรือเปิดบัญชีธนาคาร) ต้องมี Tax File ซึ่งสามารถสมัครได้อย่างง่ายดายที่โฮมเพจของกรมสรรพากรออสเตรเลีย โดยทำตามคำแนะนำเพื่อกรอกแบบฟอร์ม โดยปกติขั้นตอนอนุมัติจะใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ การทำงานอาสาสมัคร การทำงานอาสาสมัครเป็นวิธีการอันยอดเยี่ยมที่จะได้ทำความรู้จักกับผู้คนในสังคมออสเตรเลียและพบปะเพื่อนใหม่ นอกจากนี้นักศึกษาจำนวนมากอาสาสมัครทำงานเพื่อที่พวกเขาจะได้รับทักษะความชำนาญนอกหลักสูตรหรือขยายขอบเขตประสบการณ์ด้านวัฒนธรรม โอกาสงานอาสาสมัครอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกับองค์กรชุมชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรหรือช่วยงานในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเรียน อาสาสมัครในออสเตรเลียสามารถทำได้ทุกอย่างตั้งแต่การปลูกต้นไม้ การทำความสะอาดชายหาด เล่นกระดานโต้คลื่นช่วยชีวิตจนถึงการทำงานที่งานกิจกรรมสำคัญๆด้านกีฬาหรือดนตรีหรือให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชนผู้สูงอายุ โดยอาจเป็นงานเพียงหนึ่งชั่วโมงต่อสัปดาห์หรือนานกว่านั้น อย่างไรก็ตามก็เป็นโอกาสที่จะสร้างความโดดเด่นเหนือผู้อื่น นักศึกษาที่มีทักษะและประสบการณ์เสริมมักจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากผู้จ้างงานในอนาคต นอกจากนี้สถาบันการศึกษาของคุณอาจมีประกาศรับสมัครงานอาสาสมัครเช่นกัน ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานอาสาสมัครได้ที่: www.govolunteer.com.au การดูแลสุขภาพ เมื่อคุณเดินทางมาถึงประเทศออสเตรเลีย คุณควรลงทะเบียนกับหมอ/แพทย์รักษาโรคทั่วไปในท้องถิ่น ประเทศออสเตรเลียมีระบบสุขภาพที่ครอบคลุมเป็นการเฉพาะสำหรับนักศึกษานานาชาติที่เรียกว่า Overseas Student Health Cover (OSHC) โดยคุณต้องซื้อบริการ OSHC ก่อนที่จะเดินทางมายังออสเตรเลียเพื่อคุ้มครองคุณเมื่อเดินทางมาถึง คุณต้องรักษาสถานะของ OSHC ตลอดอายุวีซ่านักศึกษาในประเทศออสเตรเลีย OSHC ของคุณจะช่วยรับผิดชอบค่าบริการรักษาหรือโรงพยาบาลที่จำเป็นในขณะที่คุณเรียนอยู่ในออสเตรเลียและยังครอบคลุมถึงค่ายาส่วนใหญ่และบริการฉุกเฉินต่างๆ มีผู้ให้บริการ OSHC ห้ารายในประเทศออสเตรเลีย ดูลิงค์ด้านล่างสำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมของแต่ละราย: • Australian Health Management OSHC • BUPA Australia • Medibank Private • OSHC Worldcare • NIB OSHC OSHC ไม่ครอบคลุมค่ารักษาด้านทันตกรรม สายตาหรือกายภาพบำบัด แต่คุณยังสามารถใช้บริการสุขภาพเหล่านี้ อย่างไรก็ตามหากคุณต้องการครอบคลุมค่ารักษาคุณจำเป็นต้องซื้อประกันสุขภาพส่วนบุคคลเพิ่มเติม บริการฉุกเฉิน ในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน กดหมายเลข 000 ข้อมูลเพิ่มเติม ค้นหาข้อมูลหลักสูตรและสถาบันการศึกษาในออสเตรเลียได้ที่นี่ http://www.hotcourses.in.th/study-in-australia/study-guides/living-in-australia/
ที่พักในออสเตรเลีย
  ที่พัก มีทางเลือกที่พักหลากหลายประเภทสำหรับนักศึกษาที่พักอาศัยในออสเตรเลียเพื่อการเรียน โฮมสเตย์ โฮมสเตย์เป็นทางเลือกหนึ่งซึ่งนักศึกษานานาชาติจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวออสเตรเลีย ที่พักประเภทนี้เป็นที่นิยมในหมู่นักศึกษาที่มีอายุน้อยเนื่องจากพวกเขาจะได้รับการดูแลจากผู้ใหญ่ โดยได้รวมค่าอาหารไว้ในค่าเช่าแล้ว โฮมสเตย์แบบไม่รวมอาหารก็มีให้บริการเช่นกัน และมีห้องพักทั้งแบบห้องพักเดี่ยวหรือห้องพักรวมให้เลือก สถาบันการศึกษาต่างๆได้มีการขึ้นทะเบียนครอบครัวที่รับนักศึกษาเข้าพักในช่วงของปีการศึกษา โดยจะมีการตรวจสอบครอบครัวเหล่านี้ถึงความน่าเชื่อถือและมีสภาพที่พักที่ได้มาตรฐานเพียงพอ ที่พักภายในวิทยาเขต มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่และสถาบันการศึกษาระดับอาชีวศึกษาบางแห่งมีบริการที่พักหลากหลายประเภทภายในหรือใกล้กับวิทยาเขต โดยอาจะเป็นที่พักแบบอพาร์ทเม้นต์ อาคารหอพักหรือหอพักนักศึกษา โดยมีค่าเช่าที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทของที่พัก อาคารหอพักจะมีค่าเช่าแพงกว่าเล็กน้อยและเป็นบริการที่พักพร้อมอาหาร นอกจากนี้ยังอาจจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกทางวัฒนธรรม กีฬาและสังคม บริการกวดวิชา ห้องสมุดและสิ่งอำนวยความสะดวกทางคอมพิวเตอร์ หอพักนักศึกษาจะตั้งอยู่ภายในหรือใกล้กับวิทยาเขตของสถาบันการศึกษา นักศึกษาจะได้รับบริการมื้ออาหารและบริการทำความสะอาด คุณควรสมัครขอใช้บริการแต่เนิ่นๆเนื่องจากเป็นที่พักที่มีผู้ต้องการใช้บริการจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ: A$80-250 ต่อสัปดาห์ ที่พักให้เช่าและการพักอาศัยในชุมชน การใช้ที่พักร่วมกันหรือเช่าที่พักเอกชนนอกวิทยาเขตเป็นที่นิยมมากในหมู่นักศึกษานานาชาติ คุณสามารถดูที่พักว่างได้จากกระดานประกาศภายในวิทยาเขต ทางออนไลน์ (ดูลิงค์ด้านล่าง) และจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น โดยปกติแล้วคุณจะต้องจัดหาเฟอร์นิเจอร์ของตนเอง โดยสามารถเช่าหรือซื้อของมือสองได้ในราคาที่ค่อนข้างถูก เมื่อทำการเช่าบ้านพัก อพาร์ทเม้นต์หรือสตูดิโออพาร์ทเม้นต์ เจ้าของที่พักจะขอให้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าและต้องมีเงินวางประกันการเช่าเท่ากับค่าเช่าหนึ่งเดือน นักศึกษาอาจตัดสินใจเลือกเช่าห้องพักหรือบ้านพัก/อพาร์ทเม้นต์ร่วมกับเพื่อนเป็นกลุ่มหรืออาจมีกลุ่มนักศึกษาที่ประกาศรับเพื่อนร่วมที่พักเพิ่มเติม นอกจากนี้คุณอาจเลือกพักคนเดียว (หรือเป็นครอบครัว)ด้วยการเช่าห้องสตูดิโอหรืออพาร์ทเม้นต์ขนาดเล็ก โดยค่าใช้จ่ายในการเช่าที่พักคนเดียวจะสูงกว่าเช่าห้องพักในสถานที่พักขนาดใหญ่เล็กน้อย ข้อดีของการพักอาศัยในที่พักให้เช่า คือคุณจะมีอิสระมากกว่าทั้งทางด้านสังคมและการเงิน นอกจากนี้นักศึกษาจะได้รับประโยชน์ด้านวัฒนธรรมจากการได้พักอาศัยในชุมชนท้องถิ่น คุณสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซด์ข้างล่างนี้ Domain Real Estate Gum Tree ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ: A$70-250 ต่อสัปดาห์ต่อคน   อ่านเพิ่มเติม ค้นหาข้อมูลหลักสูตรและสถาบันการศึกษาในออสเตรเลียได้ที่นี่ ค่าใช้จ่ายและการใช้ชีวิตในออสเตรเลีย http://www.hotcourses.in.th/study-in-australia/study-guides/accommodation-in-australia/
การขอวีซ่านักเรียนสวีเดน
  การขอวีซ่านักเรียนสวีเดน การสมัครเรียนในประเทศสวีเดนเป็นเรื่องไม่ยุ่งยากและสามารถทำได้ผ่านทางเว็บไซต์ Studera.nu คุณสามารถสมัครเรียนหลักสูตรเฉพาะด้านหรือหลักสูตรเต็มรูปแบบผ่านทางเว็บไซต์ได้ โดยการค้นหาหลักสูตรระดับที่หนึ่ง สองและสาม (ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก) และเลือกหลักสูตรที่คุณต้องการสมัครเรียน โดยคุณสามารถสมัครได้มากกว่าหนึ่งหลักสูตรในใบสมัครเดียวกัน ในกรณีที่คุณมีสัญชาติของประเทศในเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) และสวิสเซอร์แลนด์ คุณไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตพำนักเพื่อการเรียนในประเทศสวีเดน แต่หากไม่ใช่ คุณต้องสมัครขอใบอนุญาตพำนัก ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้จากเว็บไซต์ Studera.nu ผู้สมัครที่ไม่ได้มีสัญชาติของประเทศในเขต EU/EEA หรือสวิสต้องชำระค่าธรรมเนียมการสมัคร SEK 900 วันปิดรับสมัครจะแตกต่างกัน ดังนั้นคุณควรตรวจสอบจากเว็บไซต์ studera.nu แต่วันปิดรับสมัครสำหรับภาคเรียนฤดูใบไม้ร่วงปกติจะอยู่ในช่วงกลางเดือนมกราคม และในช่วงกลางเดือนสิงหาคมสำหรับการเริ่มต้นเรียนในภาคเรียนฤดูใบไม้ผลิ คุณควรตรวจสอบรหัสหลักสูตรสำหรับหลักสูตรที่เลือกสมัคร ไม่ว่าจะจากเว็บไซต์รับสมัครหรือจากเว็บไซต์ของสถาบันการศึกษานั้นๆเพื่อให้แน่ใจว่าคุณได้สมัครเรียนในหลักสูตรที่ถูกต้อง หลังจากได้รับเข้าเรียนในหลักสูตรแล้ว ทันทีที่สถาบันการศึกษาที่คุณเลือกตอบรับคุณเข้าเรียนแล้ว คุณต้องยืนยันการเข้าเรียน ในกรณีที่คุณไม่ใช่นักศึกษาจากประเทศในเขต EU/EEA หรือสวิส คุณต้องชำระค่าเล่าเรียนและสมัครขอวีซ่า/ใบอนุญาตพำนัก คุณต้องแสดงหลักฐานว่าคุณได้รับเข้าเรียนหลักสูตรเต็มเวลา และคุณมีเงินทุนเพียงพอสำหรับค่าเล่าเรียน (และมีเงินทุนเพียงพอสำหรับค่าครองชีพตลอดทั้งปี) ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้จากเว็บไซต์ของ Swedish Migration Board   ข้อมูลเพิ่มเติม อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจเกี่ยวกับสวีเดนได้ที่นี่ ค้นหาหลักสูตรและสถาบันการศึกษาในสวีเดน การเดินทางในสวีเดน http://www.hotcourses.in.th/study-in-sweden/study-guides/applying-for-a-swedish-student-visa/
<< 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29
รับข่าวสารและโปรโมชั่น
Username
Password
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
 


agent ศึกษาต่อต่างประเทศ เรียนต่อนอก ทุนการศึกษา

agent ศึกษาต่อต่างประเทศ เรียนต่อนอก ทุนการศึกษา

เอเจนท์ศึกษาต่อต่างประเทศ เรียนต่อ ทุนการศึกษา