หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ข้อมูลประเทศที่น่ารู้ สถาบันเอเจนย์ ข่าวและกิจกรรม ทุนการศึกษา บความน่ารู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์
เว็บไซต์เพื่อการศึกษาต่อต่างประเทศ ทุนการศึกษาต่อต่างประเทศ เรียนต่างประเทศ agent การศึกษาต่อ และสถาบันเอเจนย์ต่างๆมากมาย เว็บไซต์รวม agent ศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศ
บทความการศึกษา
อัพเดท บก.02 เปิดการจราจร 11 เส้นทาง
อัพเดท! บก.02 เปิดการจราจร 11 เส้นทาง ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร เปิดการจราจรอย่างไม่เป็นทางการ จำนวน 11 เส้นทาง ทิศตะวันตก –ใต้ จำนวน 6 เส้นทาง ทิศเหนือ จำนวน 5 เส้นทาง ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร(บก.02)  แจ้ง  เปิดการจราจรอย่างไม่เป็นทางการ   ซึ่งได้ตรวจสอบเส้นทางทิศตะวันตก –ใต้  เส้นทางทิศเหนือ มีเส้นทางที่ระดับน้ำลดลง  ดังนี้  เส้นทางทิศตะวันตก –ใต้ 1. ถ.จรัญสนิทวงศ์ - ถ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า - ถ.ราชวิถี - ถ.อรุณอัมรินทร์ - ถ.พระราม 2 – ถ.กัลปพฤกษ์ ( เปิดการจราจรตลอดสาย ) 2. ถ.บรมราชชนนี ระดับน้ำลดลง เปิดการจราจร ตั้งแต่แยกบรมราชชนนี ถึง ถ.พุทธมณฑลสาย 2 3. ถ.ราชพฤกษ์ ระดับน้ำลดลง เปิดการจราจร ตั้งแต่ วงเวียนนครอินทร์ ถึงเชื่อม ถ.กรุงธนบุรี 4. ถ.กาญจนาภิเษก ระดับน้ำลดลง เปิดการจราจร ตั้งแต่คลองมหาสวัสดิ์ - ตัด ถ.บรบราชชนนี ถึง พระราม 2 ( รถยนต์ขนาดเล็กไม่ควรผ่าน) 5. ถ.ทางคู่ขนานลอยฟ้า เปิดการจราจร ทางลง สน.ตลิ่งชัน (รถยนต์ขนาดเล็กผ่านได้) – ทางลงต่างระดับฉิมพลี(รถยนต์ขนาดเล็กไม่ควรผ่าน) 6. ถ.สิรินธร เปิดการจราจรตลอดสาย (รถยนต์ขนาดเล็กวิ่งได้ช่องทางด้านขวา) เส้นทางทิศเหนือ 1. ถ.รัชดา - ถ.ลาดพร้าว – ถ.กำแพงเพชร เปิดการจราจร ตลอดสาย ถ.พหลโยธิน ระดับน้ำลดลง ขยายเปิดการจราจร ตั้งแต่แยกสะพานควาย ถึง แยกเสนานิคม 1 2. ถ.วิภาวดีรังสิต ระดับน้ำลดลง เปิดการจราจรตั้งแต่ดินแดง ถึง คลองลาดยาว รถยนต์ขนาดเล็กวิ่งได้ (ตั้งแต่คลองลาดยาว ถึง แยกหลักสี่ ผิวถนนยังมีน้ำท่วมขังเป็นระยะ ระดับน้ำ 20 -30 ซม. รถยนต์ขนาดเล็กควรเลี่ยง ) 3. ถ.รามอินทรา ระดับน้ำลดลง ขยายเปิดการจราจร ตั้งแต่ ถ.รามอินทรา กม.1(เซ็ลทรัลรามอินทรา) ถึง มีนบุรี 4. ถ.งามวงศ์วาน ขาเข้า-ขาออก เปิดการจราจร 1 ช่องทางด้านขวา ตั้งแต่แยกบางเขน ถึงแยกพงษ์เพชร (บริเวณใต้สะพานแยกพงษ์เพชร มีน้ำท่วมขังระดับน้ำ 40 ซม.) 5. ถ.กำแพงเพชร 6 ระดับน้ำลดลง เปิดการจราจร ตั้งแต่วัดเสมียนนารี ถึง ปากทางเข้าการเคหะทุ่งสองห้อง (ผิวถนนยังมีน้ำท่วงขังเป็นระยะ ระดับน้ำ 5-10 ซม.) http://www.springnewstv.tv/news/timely/10333.html
กทม.เฮ ผู้ว่ามั่นใจฉลองปีใหม่น้ำแห้ง
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครฯ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว มั่นใจสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายภายในสิ้นปีนี้ หลังลงพื้นที่ตรวจสอบเขตสายไหมพบว่า การเปิดประตูระบายน... หม่อมราชวงศ์ สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครฯ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว มั่นใจสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายภายในสิ้นปีนี้ หลังลงพื้นที่ตรวจสอบเขตสายไหมพบว่า การเปิดประตูระบายน้ำทั้ง3บานจากคลอง6วา ไม่ส่งผลมากนักกับกทม.   โดยหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธ์ ระบุว่า การเปิดประตูระบายน้ำดังกล่าวถือเป็นการหาทางออกร่วมกันด้วยเหตุผลระหว่าง กทม. และประชาชนในพื้นอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ดังนั้นในวันนี้จึงเดินทางมาขอบคุณประชาชนในพื้นที่ด้วยตัวเอง พร้อมนำน้ำอาหารจากครัวสุขุมพันธ์มามอบให้กับประชาชนจำนวน 3,500 ชุด พร้อมกันนี้ยังกล่าวอีกว่าการเปิดประตูระบายน้ำทั้ง 3 บาน ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน แต่เพียงส่งผลให้ระดับน้ำในคลองลาดพร้าว และคลองบางบัวมีปริมาณน้ำที่เพิ่มระดับขึ้น แต่กทม. จะดำเนินการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันการเปิดประตูระบายน้ำไม่ส่งผลกระทบต่อนิคมอุตสาหกรรมบางชัน และนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังด้วย   ทั้งนี้ หม่อมราชวงศ์ สุขุมพันธ์ ยืนยันว่าสถานการณ์น้ำในพื้นที่ กทม. จะสามารถคลี่คลายได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ http://www.springnewstv.tv/news/timely/10324.html
งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 28 ปีนี้ เข้าไปชมงานกันได้เลยนะคะ ฟรี คร้า
งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 28 ปีนี้ เข้าไปชมงานกันได้เลยนะคะ ฟรี ! คร้าาาา 30 พ.ย.-12 ธ.ค. 54ชาเลนเจอร์ 1-3 งานแสดงเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกี่ยวกับเครื่องยนต์, รถยนต์ และ การตกแต่งรถยนต์ท้ังภายในและภายนอก พร้อม โอกาสดีๆ ที่เลือกซื้อรถยนต์และอุปกรณ์เครื่องมือ 30 พ.ย. เฉพาะผู้ สื่อข่าวและวีไอพี  1-12 ธ.ค. วันจัดแสดงงาน บัตรราคา 100 บาท  จ.- ศ. เปิด 12.00-22.00 น ส.- อา. และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิด 11.00-22.00 น. แนวคิด “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 28” ฤดูผลิบาน ดอกไม้ยานยนต์ หลังจากขับเคลื่อนฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงก่อนหน้านี้มาอย่างยากลำบาก อุตสาหกรรมยานยนต์ ไทยก็กลับคืนสู่ความมีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนสามารถสร้างยอดจำหน่ายรวมในปี 2553 ได้ถึงกว่า 8  แสนคัน สูงสุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่จำนวนการผลิตพุ่งไปถึง 1.7 ล้านคัน ดังนั้น จึงไม่เป็นการเกินเลยที่ทุกฝ่าย “ฟันธง” ว่า ปี 2554 จะเป็นปีที่ดีที่สุดของอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยปัจจัยเกื้อหนุนหลายประการ โดยเฉพาะปัจจัยด้านสภาวะเศรษฐกิจ ที่นับวันยิ่งแข็งแกร่ง ส่งผลให้ประชาชนมีกำลังซื้อ และความต้องการสินค้าทุกประเภทสูงขึ้น จะเห็นได้ว่า แม้เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตมาได้ไม่นาน ตลาดยานยนต์ไทย ทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศกลับมีความเคลื่อนไหวที่คึกคักเป็นอย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตสัญชาติจีนหลายรายตัดสินใจเข้ามาทำตลาดในบ้านเราเป็นครั้งแรก สปอร์ทหรูจากญี่ปุ่นตกลงเลือกไทยเป็นฐานผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ และส่งออก ส่วนยักษ์ใหญ่ที่ตั้งรกรากในบ้านเรามานานแสดงความมั่นใจด้วยการลงทุนขยายโรงงานเพิ่มกำลังการผลิต ขณะเดียวกัน การเปิดตัวยานยนต์รุ่นล่าสุดก็ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องในทุกประเภท ตอบสนองความต้องการหลากหลายของผู้บริโภคได้ครบถ้วน ซึ่งรวมถึงยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ไฮบริด ตลอดจนยานยนต์ที่รองรับเชื้อเพลิงทดแทนอย่างแกสโซฮอล อี 20, อี 85 และดีเซล บี 5  ยิ่งกว่านั้น ยังมี “อีโคคาร์” ยานยนต์ประหยัดคุณภาพสูงที่รัฐให้การสนับสนุน ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง และได้รับความสนใจในตลาดต่างประเทศ จนคาดหมายว่า จะกลายเป็น “โพรดักท์ แชมเพียน” ของไทยอีกตัวหนึ่งในอนาคต ความแตกต่าง หลากหลาย ท่ามกลางบรรยากาศอันคึกคัก และเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวนี่เอง ที่ทำให้ตลาดยานยนต์ไทยในปี 2554 มีสีสันละลานตาไม่ต่างอะไรกับอุทยานดอกไม้นานาพรรณในฤดูผลิบาน และด้วยความปรารถนาให้ประชาชนทั่วประเทศได้มีโอกาสชื่นชมความงดงามของมวลดอกไม้ยานยนต์เหล่านี้ เราจึงจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 28” ขึ้นภายใต้แนวคิด “ฤดูผลิบาน ดอกไม้ยานยนต์”   บริษัท สื่อสากล จํากัด โทร: 02-641 8444 โทรสาร: 02-641 8480 เว็บไซต์ : http://www.autoinfo.co.th/motorexpo เว็บไซต์ของงาน : http://www.motorexpo.co.th/
เทคนิคการหางานในออสเตรเลีย
ตามกฎของวีซ่านักเรียนประเทศออสเตรเลีย นักเรียนมีสิทธิในการทำงาน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์อย่างถูกต้องตามกฎหมายนักเรียนสามารถเริ่มทำงานได้ก็ต่อเมื่อคอร์สเรียนเริ่ม เเละผู้ถือวีซ่านักเรียนไม่ต้องไปทำเรื่องขอ work permit เหมือนเมื่อหลายปีก่อนอีกต่อไป แต่จะต้องมี Tax File Number (TFN) หรือหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ซึ่งทางBeyond Study Center มีบริการขอหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้กับนักเรียนของเราโดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดใด หรือสำหรับบุคคลอื่นๆที่ต้องการสมัคร TFN สามารถทำตามขั้นตอนตามลิ้งค์นี้ได้เลยค่ะ คุณเกมส์ของเราได้เขียนไว้เป็นขั้นตอนอย่างละเอียดเเล้ว วิธีสมัครTFN เวลาสมัครควรcaptureหน้าจอขั้นตอนสุดท้าย เเละเซฟเก็บไว้ เพื่อดูหมายเลขอ้างอิงในกรณีที่ไม่ได้รับเอกสารเเละโทรติดต่อATO หลังจากสมัครTFNภายใน 28 วัน จะมี TFN ส่งมาตามที่อยู่ที่นักเรียนได้เเจ้งไว้กับทางเรา หากไม่ได้รับภายในเวลาที่กำหนดควรโทรเเจ้ง Australian Taxation Office ( ATO ) ที่เบอร์ 132861 ควรเก็บหมายเลขไว้ อย่าให้ใครที่ไม่ใช่นายจ้าง เพราะเค้าอาจนำหมายเลขเราไปใช้ การหางานในออสเตรเลีย ( ณ ที่นี่จะพูดถึงในส่วนของงานhospitalityทั่วไป เช่น งานร้านอาหาร เป็นหลักนะคะ) มีคำถามจากนักเรียนหลายๆคนถามว่า งานหายากไหม หายังไง ก็เลยสรุปวิธีหางานต่างๆในออสเตรเลียมาให้ทุกท่านอ่านกันค่ะ ก่อนอื่นขอตอบก่อน ส่วนตัวเเล้วงานหายากหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับตัวเราเองเป็นหลัก รองมาคือ จังหวะ โอกาส เเละ connection มีนักเรียนหลายๆคนที่ไปได้เพียงไม่ถึงเดือนก็ได้งาน ที่บอกว่าตัวเราเองเป็นหลักคือ เรามีความพร้อมแค่ไหนในการสมัครงานตำแหน่งนั้นๆ มีประสบการณ์มาก่อนหรือไม่ ภาษาเป็นอย่างไร สำหรับคนที่กังวลว่าจะหางานยาก แนะนำว่าควรจะลองสมัครงานตำแหน่งนั้นๆในเมืองไทยก่อน เช่น เสริฟ เป็นต้น หรือเราสามารถเตรียมความพร้อมด้านอื่นๆได้เช่นการเรียนทำกาแฟ การอบรมวิชาชีพ การเรียนนวด แม้กระทั่งการเรียนภาษา หรือหาหนังสืออ่านด้วยตนเองล้วนเป็นประโยชน์ต่อการหางานในต่างแดนของเราทั้งนั้นค่ะ ส่วนเรื่องภาษา เข้าใจได้ว่าหลายๆคนที่ตัดสินใจอยากไปเรียนภาษาก็ต้องการฝึกทักษะทางภาษา บางคนทักษะค่อนข้างดี บางคนยังไม่ค่อยแข็งแรง แต่อย่าเพิ่งท้อในการหางานนะคะ เห็นเพื่อนๆหลายๆคนที่ภาษาไม่ค่อยเเข็งเเรงก็สามารถหางานทำได้ไม่ยากเลย แต่งานอาจจะเป็นงานที่ไม่ค่อยได้พบปะลูกค้าโดยตรงเช่นอองเทร์ ล้างจาน หลังจากอยู่ไปซักพัก ทักษะทางภาษาดีขึ้น มีประสบการณ์ เข้าใจระบบการทำงาน อาจจะลองเปลี่ยนหรือสมัครตำแหน่งอื่นที่ได้โอกาสพูดเยอะขึ้นก็ดีค่ะ ส่วนคนที่ภาษาค่อนข้างดีอยู่เเล้วจะได้เปรียบในการหางานค่ะ   ช่องทางการสมัครงาน  1.หางานผ่านเว็บไซต์ วิธีนี้ฮิตมากๆ เพราะว่าสะดวกเเละสามารถดูหลายๆงานพร้อมกันในเวลาเดียวกันได้ มีเว็บไซต์ที่แนะนำดังนี้ค่ะ >>www.natui.com.au เว็บไซต์นี้เป็นทุกสิ่งของชาวซิดนีย์ ไม่ว่าจะเป็น หาบ้าน หางาน ซื้อของ ขายของ รวมอยู่ที่นี่หมด งานส่วนใหญ่จะเป็นงานร้านอาหารไทยค่ะ >>www.aussiethai.com เว็บนี้เจ้าของเว็บน่ารัก  เป็นที่ฮิตสุดๆสำหรับคนที่เตรียมตัวจะไปออสเตรเลีย เเละมีในส่วนของงาน ที่มีคนที่อยู่ที่ออสเตรเลียมาโพสหาคน >>www.thaiwahclub.com เว็บนี้เจ้าของเว็บก็น่ารัก อิอิ เพราะเป็นคุณเกมส์ของเราเองค่ะ เป็นทุกสิ่งเกี่ยว Work and Holiday Visa (WAH) มีเพื่อนๆชาว WAH ไปได้งานก็จะมาโพสหาคนไปทำงานกันค่ะ >>www.gumtree.com.au ส่วนเว็บนี้เป็นinter ที่ดังมากๆ มีัทั้งของอังกฤษ ออสเตรเลีย เเละอื่นๆ เว็บนี้ก็รวมทุกสิ่งไว้เช่นกันค่ะ ทั้งบ้าน งาน เซอร์วิส ขายรถ หาเพื่อน เหมาะสำหรับคนที่มองหางานที่เป็นของคนต่างช่าติ เช่นร้านอาหารฝรั่ง ร้านกาแฟค่ะ แต่ยังไงก่อนสมัครต้องดูให้ดีว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใดด้วยค่ะ เพราะคนใช้เยอะบางทีก็มีคนแอบแฝงเช่นกัน โดยเฉพาะงานนวดในบ้าน หรืองานแนนนี่ เทคนิคการสมัครสำหรับเว็บนี้คือ อันไหนเป็นโพสใหม่เช่นเพิ่งโพสได้ 5 นาที เเละมีเบอร์เขียนไว้ เเละดูเเล้วข้อมูลไม่น่าหลองลวง ตรงกับงานที่เรามีประสบการณ์หรือมองหา โทรเลยค่ะ ถ้าคุยเเล้วโอเค เค้าจะนัดสัมภาษณ์ เเละถ้าเค้าถูกใจ ก็ยินดีด้วยค่ะ หรือว่าเราก็ส่งเรซูเม่ไปหลายๆที่ก็ได้ค่ะ เเต่ควรจะเซฟ หรือจดไว้ว่าสมัครที่ไหนไปเเล้วบาง ไม่งั้นพอเวลาเค้าโทรมา เราจะสับสนหรือลืมค่ะ อาจพลาดโอกาสได้ อีกอย่างนึงคือ เวลาเราเทรนงานเราควรจะได้ค่าจ้างด้วยค่ะ ตามกฎหมาย บางคนโดนให้เทรนไป 1 สัปดาห์ สุดท้ายบอกไม่เอาเเละไม่จ่ายค่าจ้างก็มี เเต่ไม่เกิดขึ้นบ่อยค่ะ มาเล่าให้เป็นคำเตือนให้ระวังเฉยๆ >>www.seek.com.au เว็บนี้เหมาะสำหรับการหางานProfessionalค่ะ มีพี่คนนึงที่รู้จัก เค้าถือWork and Holiday Visaในปีนั้น เเละระหว่างที่ถือWAH เค้าก็สมัครงานprofessionalของบริษัทฝรั่งไปด้วย ส่งเรซูเม่ไปเยอะมากแต่เนื่องจากผู้ถือ WAH ไม่สามารถทำงานต่อ 1 นายจ้างได้นานเกิน 6 เดือน โอกาสที่นายจ้างจะจ้างผู้ถือWAHสำหรับงานprofessionalจึงมีน้อยลงไป เเต่ก็ไม่ละความพยายาม ระหว่างนั้นก็ทำงานเสริฟร้านอาหารไทยไปด้วย จนสุดท้ายก็ได้งานprofessionalดังที่หวังไว้ โดยมีบริษัทเป็นนายจ้างสปอนเซอร์ให้ จึงได้เปลี่ยนวีซ่าจาก WAH เป็น Business Long Stay ^_^ ยินดีด้วย ดังนั้นเป็นกำลังใจให้สำหรับคนที่หางานนะคะ จังหวะมาได้ทุกเมื่อ แต่เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับจังหวะที่จะเข้ามา   2.สมัครตามร้านที่ติดประกาศรับสมัครพนักงาน จากประสบการณ์ รู้สึกว่าอัตราการได้งานจากการสมัครกับร้านที่เค้าต้องการคนอยู่เเล้วมีโอกาสได้งานค่อนข้างสูงค่ะ เพราะเค้ามีความต้องการที่จะงานคนทำงาน เราก็ต้องการหางาน เห็นร้านติดป้ายสมัคร สามารถเดินเข้าไปสมัครได้เลยค่ะ ควรถามเค้าว่าเราจะสมัครงาน ควรติดต่อใคร เเละบอกเค้าว่าเราเห็นป้าย เเละสนใจที่จะสมัครงานค่ะ เรซูเม่ควรพกติดตัวไปด้วย เพราะเกิดเดินๆอยู่เจอร้านปิดรับสมัครจะได้สมัครได้เลย ถ้ารอพรุ่งนี้เค้าอาจจะได้คนไปเเล้วก็ได้ แต่ร้านไหนที่เดินผ่านเเล้วเห็นติดป้ายรับสมัครบ่อยๆ อาจพิจารณาได้ว่า ทำไมรับบ่อยจัง มีปัญหาอะไรรึเปล่าได้นะคะ 3.Walk in ก็คล้ายๆกับวิธีที่ 2 เพียงแต่ อันนี้เราอาจจะเจอร้านที่ถูกใจแต่เค้าไม่ได้มีป้ายรับสมัคร แต่ไม่แน่ว่าเค้าอาจจะต้องการคนอยู่ก็ได้ ลองสมัครดูไม่เสียหาย เราสามารถเดินเข้าไปถามเค้าว่า มีตำแหน่งว่างอยู่ไหม เราต้องการสมัครงาน แต่ถ้าเค้าบอกว่าไม่มี ก็บอกไปว่างั้นยื่นเรซูเม่ไว้ได้ไหม แต่เวลาเลือกคนที่จะคุยเราควรจะเลือกคนที่ดูเป็นหัวหน้างานนิดนึงค่ะ เพราะว่าเค้ามีอำนวจในการตัดสินใจรับคนเข้าทำงาน และบางทีการยื่นในกับพนักงาน พนักงานอาจจะไม่เอาไปให้หัวหน้าก็เป็นได้เพราะกลัวถูกลดเวลางาน เน้นนะคะว่าบางที ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นหมด   4.คนรู้จักฝากงานให้ หากรู้จักเพื่อนๆ เราสามารถบอกเค้าได้ว่าเรากำลังมองหางานทำอยู่ ที่ทำงานต้องการคนไหม หรือถ้าเค้าต้องการคนเมื่อไหร่บอกเราเลยนะ การที่เพื่อนฝากงานให้ มีโอกาสที่เจ้านายจะรับเราเข้าทำงานสูงค่ะ เพราะว่าถ้าเพื่อนเราเป็นคนทำงานดี ทำมานาน เจ้านายก็ค่อนข้างถือว่า เพื่อนที่ดีย่อมคบเพื่อนที่ดี เเละเราคงไม่อยู่ๆหายไปโดยติดต่อไม่ได้ หรืออยู่ๆไม่มาทำงาน ก็สามารถติดต่อกับเพื่อนของเราได้ค่ะ หรือในกรณีที่เพื่อนจะกลับไทยพอดี เเล้วเค้าลาออก เราสามารถลองคุยกับเค้าได้ว่ามีใครมาทำแทนรึยัง หากยังเราลองสมัครได้ไหม   5.บริษัทหางาน สำหรับบริษัทหางาน ไม่เคยใช้บริการจึงไม่มีข้อมูลมากเท่าไหร่ค่ะ เเต่ทราบมาอย่างไม่แน่ชัดว่า เค้าได้ค่าจ้างส่วนหนึ่งจากการที่หาคนทำงานมาให้นายจ้างได้ หรือเค้าอาจได้เงินระยะยาว โดยกินเปอร์เซ็นต์จากเงินค่าจ้างเรารายชั่วโมง   6.เซอร์วิสของทางโรงเรียน มีหลายๆโรงเรียนที่มีบริการช่วยหางาน บางที่มีการันตี job interview ว่าคุณจะต้องได้รับการสัมภาษณ์อย่างเเน่นอน เคยได้รับคำถามบ่อยๆว่า เค้าการันตีงานด้วยไหมว่าเราจะต้องได้งาน 100% คำตอบคือ เค้าไม่สามารถการันตีได้ว่าคุณจะต้องได้งาน100% เเต่สามารถการันตีได้ว่าคุณจะได้สัมภาษณ์งาน100% ส่วนได้งานหรือไม่นั้นต้องขึ้นอยู่กับผู้สมัครเองด้วยเช่นกันค่ะ แต่โอกาสที่จะได้ก็มีค่อนข้างสูงเนื่องจากมีนายจ้างมาสัมภาษณ์เราเเล้ว ที่เหลือเป็นบทบาทของเราที่จะทำให้เค้าประทับใจเเละรับเราเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานหรือบริษัทนั้นๆค่ะ   งานอื่นๆ หากใครมีความสามารถทางด้านวิชาชีพต่างๆเช่น ช่างทำผม สามารถลองสมัครร้านทำผม หรือมีธุรกิจเป็นของตัวเองดูได้ค่ะ ท่านสามารถจด Australian Business Number (ABN) ได้สำหรับการทำธุรกิจ ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับ ABNตามลิ้งค์นี้เลยค่ะลิ้งค์ABN   สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่มองหางาน ให้ได้งานที่ดีๆ ที่ชอบ เเละมีความสุขกับการทำงานเยอะๆนะคะ งานเป็นประสบการณ์อันล้ำค่า ก้าวไปสู่ความฝันเเละความสำเร็จ Written By : Duangdao Beyond Study Center
การเลือกที่พักในออสเตรเลีย
 Accommodation ที่พัก ที่พักมีหลายเเบบ ขึ้นอยู่กับความต้องการ ความชอบ เเละงบประมาณของเราว่าจะเลือกที่พักเเบบไหน ราคาเท่าไหร่ ราคาก็เเตกต่างกันไปตามประเภท ที่จำนวนคนที่เเชร์ด้วย โดยทั่วไปเเล้ว ยิ่งเเชร์กันน้อยยิ่งแพง ยิ่งแชร์กันมากยิ่งถูก ที่พักที่ถูกในใจกลางเมืองราคาจะสูงกว่าที่พักที่ไกลออกไปค่ะ 1.1 Home Stay: การเลือกพักกับโฮมสเตย์ เป็นทางเลือกที่ดีเเละค่อนข้างปลอดภัยทางหนึ่ง เนื่องจากหากเลือกHome Stayผ่านตัวแทน หรือบริษัทที่น่าเชื่อถือได้ ทางบริษัทจัดหาโฮมสเตย์เค้ามีระบบที่ดีในการเลือกผู้ที่จะมาเป็นโฮส โดยผู้ที่จะมาเป็นโฮสนั้นจะต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญกรรม (Police check) เเละมีการลงบันทึกประวัติต่างๆอยู่เเล้วค่ะ ที่ออสเตรเลียไม่ใช่เเค่เราเป็นฝ่ายเลือกโฮส โฮสเค้าก็ต้องพิจารณาเราเช่นกันจากใบสมัครที่เรากรอกไปผ่านตัวเเทน หากเป็นนักเรียนเค้ายิ่งชอบค่ะเพราะว่านักเรียนตั้งใจจะมาเรียน มีระบุสถานที่เรียนที่ชัดเจน เเละมีประวัติอยู่กับทางสถานทูตอยู่เเล้ว เพราะไม่ใช่เเค่เรากลัวเค้า คนเป็นโฮสเองการที่จะมีคนเข้ามาอยู่ในบ้านเค้าก็ต้องเลือกเช่นกัน ส่วนเรื่องrequirements ต่างๆว่าจะพักแบบไหน ห้องนึงกี่คน ต้องการอะไรบ้าง ทางนักเรียนจะเป็นฝ่ายติ๊กเลือกใบสมัครค่ะ หากไปอยู่เเล้วไม่พอใจกับทางโฮส อยากจะย้าย สามารถทำได้ แต่ต้องเเจ้งล่วงหน้าประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อทางบริษัทจะได้ตรวจสอบว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้น เเละจัดหาที่ใหม่ให้ได้ เเละสิ่งเหล่านี้จะถูกเก็บเป็นrecordของทางโฮสนั้นๆเช่นกันค่ะ ราคาในการจัดหาโฮมสเตย์จะอยู่ที่ประมาณ 150-200 ดอลล์ ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้จะถูกชำระให้กับบริษัทจัดหาโฮมสเตย์ ส่วนราคาที่พักต่อสัปดาห์จะมีหลากหลายตั้งแต่ประมาณ 200-350 ดอลล์ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเือาห้องนึงกี่คน มีรวมอาหารไหม การอยู่โฮมสเตย์เหมาะสำหรับ นักเรียนต่างชาติที่มีอายุน้อย ผู้ที่เดินทางต่างประเทศครั้งเเรก ผู้ที่ต้องการความอุ่นใจเเละความสะดวกสบาย ผู้ที่ต้องการพักอาศัยกับครอบครัวต่างชาติเเละได้เรียนรู้ทั้งภาษาเเละวัฒนธรรมความเป็นอยู่อย่างแท้จริง ทั้งนี้ราคาจะค่อนข้างสูงกว่าทางเืลือกอื่นเช่นกัน 1.2 Shared Apartment,Condo/ Shared House: การพักเเบบเเชร์บ้าน คอนโด หรืออพาร์ทเม้นท์นั้น ค่อนข้างเป็นที่นิยมในนักเรียนต่างชาติที่เพิ่งเรียนจบหรืออยู่ในวัยทำงาน โดยนักเรียนต่างชาติอยู่เเชร์กันอยู่ในคอนโดเดียวกัน ยิ่งเเชร์เยอะยิ่งถูก ยิ่งเเชร์น้อยยิ่งราคาสูง คอนโดในใจกลางเมืองสุดๆยิ่งเเพงอาจเทียบได้กับ สุขุมวิทหรือสีลมบ้านเรา แต่หากพักบ้านที่ไม่ได้อยู่ในใจกลางเมืองสุดๆขนาดนั้น เช่นเเถวอ่อนนุชราคาก็จะถูกลง ความเป็นส่วนตัวก็มากขึ้น หากพักไกลกว่านั้นก็จะยิ่งถูกลงๆจะได้ที่พักในลักษณะเเบบบ้านที่มีบริเวณหน่อย ข้อเสียคือต้องเสียเวลาเดินทางเเละเสียค่ารถไฟ ซึ่งส่วนใหญ่เค้าจะซื้อกันเป็นตั๋วรถไฟรายสัปดาห์หากต้องเข้ามาเรียนหรือทำงานในกลางเมือง ส่วนใหญ่หากพักคอนโด หรือบ้านเเชร์ เค้าจะมีทีวี เครื่องครัว เครื่องซักผ้า เครื่องปั่นผ้า ผ้าห่ม หมอน ต่างๆให้อยู่เเล้วดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ค่ะ ส่วนเรื่องอินเทอร์เน็ตก็มีwirelessกันแทบจะทุกบ้านอยู่เเล้ว หากเป็นคอนโดส่วนใหญ่จะมีสระว่ายน้ำ,Gym,Sauna ต่างๆให้ใช้ด้วยค่ะ เเต่ยังไงก็ตามควรจะเช็คให้ดีว่าเงื่อนไขต่างๆอะไรบ้าง เช่น Minimum Stay เท่าไหร่, เก็บมัดจำล่วงหน้ากี่สัปดาห์ , ใช้เครื่องปั่นผ้าได้ไหม เนื่องจากเครื่องปั่นผ้ากินไฟมาก บางบ้านไม่ยอมให้ใช้ หน้าร้อนไม่เท่าไหร่ เเต่หน้าหนาวนี่สิผ้าไม่แห้ง , ราคาสมเหตุสมเหตุไหม, อยู่กี่คน , มีเพื่อนร่วมห้องชาติอะไรบ้าง, ใกล้สถานีรถไฟฟ้า หรือป้ายรถเมล์อะไร ตามกฏของการเช่าบ้านคือ ถ้าคอนโด2 ห้องนอน จะอยู่ได้ไม่เกิน 4 คน ถ้า1 ห้องนอนหรือห้องstudioจะอยู่ได้ไม่เกิน 2 คน Believe or Not บางคอนโดในใจกลางเมืองซิดนีย์ที่เป็นสองห้องนอน แชร์กันประมาณ 9 คน เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านที่พัก คือ4 คนในห้องMaster Room (ห้องนอนที่ใหญ่กว่าเเละมีห้องน้ำในตัว เเละอีก 4 คนในห้องSecond Room (ห้องนอนที่ไม่มีห้องน้ำในตัวแต่มีอยู่ในห้องรับแขก) เเละอีกคนนึงในห้องรับเเขก(Living Room)โดยกั้นเป็นสัดส่วนให้เหมือนเป็นอีกห้องนึง แต่หากห้องไหนมีห้องที่ชื่อว่าSunny Room (จะเป็นห้องเล็กๆเเละปลอดโปร่งอาจจะมีหน้าต่างบานใหญ่ๆเผื่อให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง) ก็จะมีคนพักในSunny Room เเทน Living Room อาจจะสงสัยว่าห้องนึงน้อง4 คนนอนกันยังไง ให้นึกถึงเตียงสองชั้นค่ะ ที่นู้นเรียกว่า Bunk Bed ที่ฮิตที่สุดเลยคือของยี่ห้อ Ikea เพราะถอดเก็บได้ง่าย มีรูปมาฝากค่ะ แต่เชื่อหรือไม่ว่า ส่วนใหญ่เเล้วของไม่ค่อยหาย คอมพิวเตอร์วางกันกระจัดกระจายเพราะมีคอมกันทุกคนเเต่ไม่หาย ส่วนใหญ่อาจเป็นเพราะเป็นนักเรียนต่างชาติเหมือนๆกัน เเต่ยังไงก็ตามก็ต้องระวังไว้ค่ะเรื่องของหายไว้ด้วยเช่นกัน การอาศัยกันหลายคน เราไม่รู้ว่าใครนิสัยลึกๆเป็นยังไง เค้ามีความขัดสนมากน้อยขนาดไหน ไม่ควรประมาท ขอเน้นนะคะว่าที่เล่ามาว่าเเชร์กัน 9 คนคือ ใจกลางเมืองซิดนีย์ (Sydney CBD)เพราะค่าครองชีพสูงที่สุด เมืองอื่นๆที่ค่าครองชีพถูกว่าก็ไม่เเชร์กันขนาดนี้ และไม่ใช่ว่าทุกคอนโดจะเเชร์เเบบนั้นหมด ก็มีหลายคนที่ยอมจ่ายแพงเพื่อความส่วนตัวก็เยอะ ดังนั้นเวลาเลือก หากแพงความส่วนตัวก็มา หากถูกลงมาหน่อยความส่วนตัวก็ไป เกร็ดความรู้เพิ่มเติม : CBD ย่อมาจาก Central Business District ย่านธุรกิจนั่นเอง มีเรทราคามาให้ดูกัน ถ้าใจกลางซิดนีย์ (Sydney CBD)ห้องอยู่คนเดียว 300 ดอลล์ขึ้นไปต่อสัปดาห์ , เเชร์กันสองคนต่อห้อง 180-220 โดยประมาณ ต่อสัปดาห์, เเชร์กัน 4 คนในห้อง 115-125โดยประมาณต่อสัปดาห์ เเละห้องLiving roomที่อยู่คนเดียวแต่อาจจะต้องรำคาญกัยเสียงคนเวลาเข้าออก หรือทำกับข้าวจะอยู่ที่ประมาณ 110ต่อสัปดาห์ ถ้านอกเขตใจกลางเมืองมานิดนึง เช่นเขตNorth Sydney , New town นั่งรถไฟไม่นานก็ถึง ราคาจะถูกมาค่อนข้างเยอะเลยค่ะ ส่วนเมืองอื่นๆ ราคาที่พักจะถูกกว่าตามค่าครองชีพค่ะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับlocationเเละความเป็นส่วนตัวด้วยเช่นกัน ข้อดีที่สำคัญมากๆในการอยู่ร่วมกันกับเพื่อนๆหลายๆชาติคือ เราได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับคนอื่น ได้ปรับตัวที่จะอยู่ร่วมกัน ได้เเลกเปลี่ยนความรู้เเละวัฒนธรรม ได้ฝึกภาษา ได้เปิดโลกกว้างได้มิตรภาพอันดีงาม เเละไม่ดีบ้างบางที เพื่อนๆสามารถหาบ้านเเชร์ตามเว็บไซต์เหล่านี้นะคะ www. aussiethai.com เว็บคุณดอสaussiethaiของเรา หากใครมองหาที่พักอยู่สามารถพักกับหอพักของคุณดอสได้นะคะ (Sydney) www.natui.com.au เว็บน้าตุ๊ยมีเพื่อนๆมาโพสหาคนเเชร์บ้านให้เลือกเต็มไปหมดเลยค่ะ ลองเลือกดูกันได้(Sydney) www.thaiwahclub.com เว็บไซต์เกี่ยวกับ Work and Holiday ที่มีเพื่อนๆมาโพสหาคนเเชร์บ้านด้วยเช่นกัน เพื่อนๆในเว็บน่ารัก ^^ (ทุกเมือง) www.aussietip.com เว็บไซต์ชมรมชาวไทยในMelbourne (Melbourne) www.gumtree.com.au เว็บนี้หาได้ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งเเต่บ้านยันงาน เป็นเว็บต่างชาติ มีทั้งออสเตรเลีย อังกฤษ สิงคโปร์เเละอื่นๆ เนื่องจากเป็นเว็บที่คนใช้เยอะมากมีทั้งคนดี เเละไม่ดี ปะปนกัน ดังนั้นควรตัดสินใจให้ดีก่อนทำการชำระเงิน (ทุกเมือง) http://www.domain.com.au/ เว็บไซต์สำหรับชื่อหรือเช่าที่พักอาศัยเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการอยู่ระยะยาว สัญญาเช่าจะหนึ่งปีขึ้นไป จะมีReal Estate Agent มาโพสขาย หรือให้เช่าบ้าน หากต้องการเช่าสามารถติดต่อเอเจ้นได้ ในการเซ็นสัญญาเค้าจะดูหลักฐานต่างๆของเรา เช่น วีซ่าจะต้องมีวีซ่าที่ยาว,Bank Statementเเละหนังสือรับรองการทำงาน เค้าจะพิจารณาว่าสมควรให้เราเช่าไหมจากเอกสารหลักฐานที่เรายื่นไป บางที่มีตีเป็นคะเเนนเช่นจะต้องมี120คะเเนนถึงสามารถเช้าได้ เช่น passport 20คะเเนน มีใบขับขี่20คะเเนน มีหนังสือรับรองงาน 30 คะเเนนเป็นต้น ถากตกลงเซนสัญญา ผู้เช่าจะต้องจ่ายค่ามัดจำตามที่ตกลงในสัญญา อาจจะเป็น 2 เดือน หากครบกำหนดบ้านไม่มีสิ่งเสียหาย จะได้เงินคืนทั้งหมด ในระหว่างสัญญาเช่า เอเจ้นสามารถขอเข้ามาสำรวจความเรียบร้อยได้ เรียกว่าการ Inspection สิ่งนี้เเหละที่ผู้เช่าเเละหาคนมาเเชร์จำนวนมากจะต้องกลัว เพราะว่าว่าที่กล่าวไปข้างต้น ห้องสองห้องนอนพักได้ 4 คน หากเอเจ้นรู้ว่าอยูู้่เกินสัญญาถือเป็นโมฆะ เค้ามีสิทธิที่จะยึดเงินมัดจำเรา เเละเราก็จะเด้ง หาห้องใหม่นั่นเอง เวลามีเอเจ้นจะมา inspectที ก็เก็บเตียงสองชั้นจะจ้าละวั่น กลายเป็นที่สนุกสนานกันไป เเต่เค้ามีกฎว่าปีนึงเอเจ้นไม่สามารถมาตรวจสอบได้เกิน4 ครั้ง ถ้าจำไม่ผิดนะคะ เเล้วก็ต้องได้รับอนุญาตจากผู้เช่าเสียก่อน “ตึกนี้ชื่อตึก World Tower อยู่ใจกลางเมืองซิดนีย์ เป็นทั้งserviced Apartmentเป็นทั้งห้องเช่ามีนักเรียนต่างชาติมาเเชร์ห้องในตึกนี้กันค่อนข้างเยอะ” “Bunk Bed ของ Ikea”                                        “Bunk Bed”   1.3  Hostel Hostelถ้าพูดถึงสำหรับนักเรียนน่าจะเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพักอาศัยในช่วงเวลาสั้นๆก่อนการหาที่พักถาวรมากกว่า ไม่ค่อยฮิตมากในหมู่นักเรียนที่ไปเรียนที่ออสเตรเลีย แต่จะค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่ต้องการประหยัดเงินในกระเป๋า เเละ ผู้ถือ Work and Holiday Visa Hostel มีเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกไม่กี่ชิ้นที่สำคัญเท่านั้น เช่นเตียง ห้องอาบน้ำ อาจเป็นห้องสุขารวม ซึ่งมาตรฐานต่างกันไป บางที่สะอาด บางที่ไม่ค่อยสะอาด ควรเก็บทรัพย์สินมีค่าของท่านให้ดี เพราะการอยู่กันหลายคนมีทั้งข้อดีเเละข้อเสีย เราได้เเลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ได้รู้จักเพื่อนใหม่ เเต่ความปลอดภัยในทรัพย์สินอาจลดลงไป บางhostelsสามารถจองทางอินเตอร์เน็ตได้เช่น www.yha.com.au หรือ www.hostels.com ส่วนตัวเเล้วไม่เคยไปพักด้วยตัวเองจึงไม่สามารถอธิบายได้ละเอียดมากนัก แต่ทราบจากเพื่อนที่เคยถือ Work and Holiday Visa ว่ามีบางHostelsที่จัดหางานให้ งานส่วนใหญ่จะเป็นงานฟาร์มในต่างจังหวัด 1.4 Dormitory หอพักของในมหาวิทยาลัย หลายๆมหาวิทยาลัย ก็จะมีหอพักในบริการสำหรับนักเรียน ซึ่งจะค่อนข้างปลอดภัย เพราะอยู่ในตัวมหาวิทยาลัย เเชร์กันกับเพื่อนที่เรียนที่เดียวกัน ส่วนตัวเเล้วเคยพักdormสมัยตอนที่เรียนที่เมืองจีน บรรยากาศสนุกสนาน เนื่องจากตอนนั้นเรียนมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้อยู่ในเมืองจึงไม่มีที่เที่ยวมากนัก ตอนเย็นก็มีบาร์บีคิวปาร์ตี้บ้าง เเละเล่นกีฬากับเพื่อนๆบ้าง หรือพากันออกไปเดินเล่นซื้อของแถวนั้นบาง  ชิวิตในdormตอนมหาวิทยาลัยก็สนุกไปอีกเเบบ 1.5 Unilodge “UniLodge is a professional management company and the market leader in the operation and management of student accommodation in Australia and New Zealand.” ยูนิลอจ์ดคือบริษัทที่จัดการเรื่องที่พักให้กับนักเรียนในประเทศออสเตรเลียเเละนิวซีเเลนด์ ซึ่งตั้่งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยต่างๆ เช่นUniLodge on Flinders ใกล้กับ มหาวิทยาลัยRMIT, The University of Melbourne, Victoria University, Taylors College หรือ  Unilodge@ANU ก็ใกล้กับ Australian National University สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.unilodge.com.au/ 1.6 Hotel อันนี้รู้ๆกันอยู่เเล้วค่ะว่า เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวมากกว่า ราคาแพงกว่าHostel  แต่สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันกว่า ความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว สูงกว่า หากสำหรับนักเรียนน่าจะเป็นที่อยู่ชั่วคราวก่อนหาห้องพักถาวรเช่นกัน แต่ก็เคยเห็นเพื่อนที่บ้านมีฐานะมาก มาเรียนที่Melbourne อยู่โรงเเรมตลอดเลยครึ่งปี ไม่อยากจะคิดเล้ยว่าเสียเงินไปเท่าไหร่ ยังไงขอให้โชคดีในการหาที่พักนะคะ  Written by Duangdao Beyond Study Center  
Study in Australia English Courses
 เรียนภาษา หรือ เรียน ELICOS (English Language Intensive Courses for Overseas Students)  การเรียน ELICOS หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า ”เรียนภาษา” ก็คือการเรียนคอร์สภาษาอังกฤษสำหรับคนที่มีความต้องการที่จะ พัฒนาทักษะทางภาษาอังกฤษโดยอาจจะมีเป้าหมายในการเรียนต่อ หรือไม่มีก็ได้ เช่น ต้องสอบ IELTS ให้ได้ 6.5 หรือ ต้องการเข้ามหาวิทยาลัย โดยการเรียน Direct Entry ในสถาบันภาษาต่างๆ (Direct Entry หมายถึงการเรียนภาษาเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยโดยที่นักเรียนจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องยื่นผลสอบ IELTS หากสอบผ่านจากสถาบันที่มหาวิทยาลัยนั้นๆยอมรับ) โดยรวมก็คือคอร์สที่เป็นการพัฒนาภาษาให้กับนักเรียนโดยไม่ได้สอนเนื้อหา อย่างอื่นเป็นหลักนั่นเอง คอร์สเรียนภาษาในออสเตรเลียมีมากมายหลายแบบตามแต่ความต้องการของผู้เรียน ในที่นี้ผมจะจำแนกคอร์สเรียนภาษาตามประเภทของคอร์สเรียนภาษาที่เค้านิยมกันนะครับ a. General English หรือ GE เป็นคอร์สเรียนภาษาแบบทั่วๆไป เหมาะกับคนที่ต้องการพัฒนาภาษา หรืออาจจะอยากปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการเรียนต่อโดยเน้นการพัฒนาในทั้ง 4 skills คือ reading / writing / listening และ speaking  สำหรับการเรียน General English ถือว่าเป็นคอร์สที่เครียดน้อยที่สุดและเป็นที่นิยมที่สุดในหมู่เด็กนักเรียน ที่มาเรียนภาษาทั้งไทยและต่างชาติ เพราะไม่ได้มีข้อกำหนดแรกเข้าในด้านภาษา กล่าวคือไม่ว่าภาษาเราจะดี จะแย่ขนาดไหนก็สามารถเรียน General English ได้ครับ การเรียน GE จะแบ่งกลุ่มนักเรียนตามระดับของภาษาของแต่ละคน แต่ละโรงเรียนจะไล่ระดับ แตกต่างกันไปประมาณ 6-7 ระดับ โดยจะเริ่มเรียนจากง่ายไปยาก อาทิเช่น - beginner  - elementary  - pre-intermediate - intermediate - upper-intermediate - advanced การเริ่มเรียน General English จะค่อนข้างจะยืดหยุ่นกว่าคอร์สเรียนแบบอื่น คือเริ่มเรียนได้ทุกวันจันทร์ และค่าเรียนจะอยู่ในช่วงระหว่าง 150-250 AUD ต่อสัปดาห์ (ราคาสูงหรือต่ำกว่านี้ก็มีและราคาแปรผันตามคุณภาพของรร.ครับ)  เมื่อเริ่มเรียนได้ทุกวันจันทร์จึงมีคนสงสัยว่า แล้วแบบนี้จะถ้าเพื่อนเรียนไปก่อนเราตั้งสามอาทิตย์ แล้วเราจะเรียนตามเพื่อนทันหรือเปล่า – คำตอบคือทันครับ เมื่อ เราไปเรียนภาษาแบบ GE นี้ วันแรกที่ไปถึงโรงเรียน เค้าจะจัดให้มีการสอบวัดระดับเรียกว่า Placement Test เพื่อดูว่าเราควรจะไปอยุ่ในชั้นไหน โดยเพื่อนๆที่จะได้มาเรียนกับเราก็จะเป็นคนที่มีภาษาระดับใกล้เคียงกัน  หลักสูตรของ GE ทั่วไปจะวนเป็น Loop ครับ คือไม่ได้แปลว่าเราต้องเรียนให้ครบเราถึงจบได้ แต่เรียนเพื่อให้เค้ารู้ว่าระดับเราสูงพอที่จะขึ้นไประดับถัดไปได้ อย่างที่บอกไปแล้วว่าเราจะเรียนกับเพื่อนที่ภาษาใกล้ๆกัน ดังนั้นไม่เสมอไปที่คนที่เข้ามาก่อนจะขึ้นไประดับถัดไปได้ก่อนเพราะแต่ละคน มีความไวในการพัฒนาไม่เท่ากัน นอกจากนี้การเรียน GE ก็ยังเหมาะสำหรับคนที่ตั้งใจที่จะเรียนต่อในระดับวิชาชีพ ซึ่ง Australia เรียกกันว่า VET – Vocational Education and Training ( หรือ ปสช. ปวส. บ้านเรานี่เอง) ซึ่งเด็กนักเรียนไทยที่ออสเตรเลียจะเรียกกันย่อๆว่าเรียน Dip ครับ (ย่อมาจาก Diploma) โดยทั่วไปแล้ว การจะเริ่มเรียน Diploma ได้นั้นจะต้องผ่านข้อกำหนดสองอย่างคือ จบม.ปลาย (จริงๆ Grade 10 ในออสเตรเลียก็โอเค) และมีผล IELTS 5.5 หรือมีผลภาษาจากรร.ภาษาที่ออสเตรเลียในระดับที่เค้าต้องการ (โดยทั่วไปจะเทียบ Upper-intermediate อยู่ที่ 5.5 – อย่างไรก็ตาม ถ้าเราอยากทราบว่าโรงเรียนที่เราจะไปเรียน Diploma นั้นเค้าต้องการผลภาษาระดับใด ก็ตามต้องตรวจสอบกับโรงเรียนนั้นๆอีกทีครับ) b. Academic English / Direct Entry /Direct Pathway เป็นคอร์สที่ถูกออกแบบไว้สำหรับคนที่ต้องการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย(ในทางทฤษฎี การจบ EAP มาก็สามารถทำให้เรียนต่อในระดับวิชาชีพได้เหมือนกัน แต่ปกติแล้วถ้าตั้งใจจะเรียนต่อในระดับวิชาชีพมักจะเลือกเรียน General English กันมากกว่า) ในที่นี้จะพูดถึงการเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยครับ ก่อนอื่นมาดูภาพกว้างๆกันก่อนครับ ในออสเตรเลีย ถ้าเราจะเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ เราต้องผ่านข้อกำหนดที่เค้าต้องการสองด้านหลักๆคือ 1) ด้าน Academic – หมายถึงผลการเรียน เช่นเกรดปริญญาตรี 2.5 ขึ้นไป หรือบางที่อาจบอกว่าต้องมีประสบการณ์การทำงาน 2 ปี เป็นต้น  2) ด้านภาษา – ในระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยในออสเตรเลียมักกำหนดให้เราต้องมีมี IELTS 6.0-7.0 แล้วแต่คอร์สที่เราจะเรียนครับ (เรียนด้าน Linguistics กะต้องการให้เรามีพื้นฐานภาษาดีกว่าเรียน Business เป็นต้น) ในด้าน Academic นี่แล้วแต่บุญทำกรรมแต่งใครตั้งใจเรียนมาตอนเด็กๆก็เลือกมหาวิทยาลัยที่ดัง แรงค์ดีกว่าได้ แต่ถ้าไม่ตั้งใจมาก ตัวเลือกที่เลือกได้ก็จะลดลงเพื่อให้ผ่านในส่วนของข้อกำหนดทางด้านภาษา ทุกคนก็มี 2 ตัวเลือกหลักๆครับ อย่างแรกคือสอบ IELTS ให้ผ่านซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็วและประหยัดที่สุด แต่อาจจะยากนิดถ้าพื้นฐานเราไม่ดีนัก ต้องอาศัยความพยายามมากสักหน่อย (อย่างไรก็ตามผมแนะนำให้คนที่จะมาเรียนต่อไม่ว่าในระดับใด ลองสอบไว้สักครั้งจะได้รู้ระดับความสามารถภาษาอังกฤษของตนเอง อีกทั้งยังเป็นการง่ายกว่าสำหรับมหาวิทยาลัย.ที่จะบอกได้ว่าเราควรจะเรียน สักกี่สัปดาห์ถึงจะได้มีระดับภาษาตามที่มหาวิทยาลัยต้องการ) และอย่างที่สองสำหรับคนที่อยากเตรียมพร้อมเพื่อเรียนในมหาวิทยาลัยและไม่ อยากสอบ IELTS หรือมีผล IELTS แล้วแต่ไม่เคยเรียนในต่างประเทศเลยอยากเตรียมพร้อมก่อน คอร์สแบบที่สองนี้เรียกกันว่า Direct Entry หรือ EAP(English for Academic Purpose) ครับ (บางที่ก็เรียก AE (Academic English)) การเรียนภาษาเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยแบ่งได้อีกเป็น 2 แบบตามประเภทของโรงเรียน คือ - เรียน EAP : การเรียน EAP คือการเรียนภาษากับสถาบันภาษาเอกชนที่ได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัย ที่เราต้องการไปเรียน ราคาค่าเรียนต่อสัปดาห์โดยทั่วไปจะสูงกว่า จะอยู่ที่ตั้งแต่ 180-300 AUD แตกต่างกันไปตามคุณภาพของรร.ภาษาที่เราไปเรียน (รร.ที่มีโปรแกรมนี้แต่ราคาถูกก็อาจจะมีข้อจำกัดว่าเข้าได้แค่มหาวิทยาลัย บางที่เท่านั้น แต่ถ้าเราเรียนพวกที่มีราคาสูงกว่า เราก็อาจจะมีตัวเลือกของมหาวิทยาลัยมากกว่าครับ)  ข้อดีของการเรียน EAP คือเข้ามหาวิทยาลัยได้ (ไม่ต่างกับการเรียนภาษากับศูนย์ภาษาของมหาวิทยาลัย) และค่าใช้จ่ายถูกกว่าการเรียนภาษากับมหาวิทยาลัยโดยตรง มากพอสมควรหาก ข้อเสียคืออาจจะเข้ามหาวิทยาลัย บางที่ที่ดังมากๆ ไม่ได้เพราะเค้าไม่รับ ไม่มี contract ใดๆกับรร.ภาษา เพราะต้องการให้เด็กมาเรียนภาษากับตัวมหาวิทยาลัยเองโดยตรง การเลือกเรียน EAP เราควรจะเลือกมหาวิทยาลัยได้ก่อนที่จะเริ่มเรียน EAP เพราะจะได้เลือกรร.ภาษาที่มี contract กับมหาวิทยาลัยที่เราต้องการไปเรียนครับ (หรือถ้ายังเลือกไม่ได้ก็ควรจะเรียนกับสถาบันภาษาที่สามารถเลือกได้หลายที่ กว่าหน่อย จะได้มาดูมาเห็นด้วยตัวเองด้วยว่าชอบที่ไหน) - เรียน Direct Entry กับ มหาวิทยาลัยนั้นๆโดยตรง : คอร์สเหล่านี้เป็นคอร์สที่มหาวิทยาลัยที่เราจะเรียนจัดขึ้นในสถาบันภาษาของ เค้าสำหรับนักเรียนที่มีผล IELTS ไม่ถึงเกณฑ์ที่เค้ากำหนด  ข้อดีคือ เนื่องจากมหาวิทยาลัยที่ดังมากๆในออสเตรเลีย( เช่น UNSW , USYD, ANU) จะไม่รับผลภาษาจากรร.ภาษาเอกชน ดังนั้นถ้าไม่มีผล IELTS หรือมีแต่ไม่ถึงเกณฑ์ที่เค้าต้องการ แล้วเราเรียนคอร์สนี้ผ่านเราก็สามารถเริ่มเรียนในมหาวิทยาลัย ที่เราต้องการได้เลย  อย่างไรก็ตามข้อเสียก็คือโปรแกรมแบบนี้แพงหูฉี่ ราคาทั่วๆไปจะอยู่ที่ราวๆ 400 AUD /wk เลยทีเดียว  นอกจากนั้นสมมติเราเรียนภาษา Direct Entry จบจากมหาวิทยาลัยที่นึงเพราะตอนแรกกะว่าจะเรียนที่นี่ ถ้าเกิดเราเปลี่ยนใจอยากเรียนที่มหาวิทยาลัยอื่นก็ไม่ได้แปลว่าเค้าจะยอมรับ ผลภาษาจากที่ที่เราเรียนมา เราก็อาจต้องไปเสียเงินสอบ IELTS หรือเรียนภาษาเพิ่มเติมกันอีกทั้งๆที่เรียนมาแล้ว ดังนั้นเวลาจะเลือกขอให้เลือกดีๆกันนะครับ  ผมเชื่อว่าเรียนภาษาในมหาวิทยาลัยนั้น ต้องดีมากอยู่แล้ว แต่จากที่เห็นเด็กจบทั้งสองแบบมา ผมว่าก็ไม่ได้มีคุณภาพต่างอะไรกันมากมายขนาดนั้นอยู่ที่ความตั้งใจของแต่ละ คนมากกว่าว่าตั้งใจขนาดไหน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและกำลังทรัพย์ของแต่ละท่านครับ    **การเรียน EAP และ Direct Entry มักจะมีกำหนดเวลาเริ่มเรียนที่แน่นอน ดังนั้นการจะลงเรียนต้องวางแผนดีๆเพื่อให้ตรงกับเทอมที่เปิดให้เรียน (intake) ของมหาวิทยาลัย ที่เราจะเรียนด้วยครับ** ** การเรียนทั้งสองแบบนี้ ต้องเรียนให้ผ่านด้วยนะครับ ไม่ใช่จ่ายเงินเข้าไปเรียนแล้ว เรียนไปเรื่อยๆจะได้เข้ามหาวิทยาลัยที่เราใฝ่ฝัน ต้องพยายามกันหนักอยู่พอสมควรเพราะคอร์สพวกนี้เรียนแบบเข้มข้นและค่อนข้าง ซีเรียสมากครับ รายงานเยอะ การบ้านเยอะ ต้องหาข้อมูลเยอะ** ** การเรียนคอร์สเหล่านี้เนื่องจากมีความเป็น academic สูง จึงมักมี entry requirement ด้วย เช่น IELTS 4.5 เรียน Level 1 , IELTS 5.5 เรียน Level 2 และ IELTS 6.0 เรียน Level 3 เป็นต้น** c.  Examination Preparation  เป็นการเรียนภาษาเตรียมความพร้อมเพื่อทำข้อสอบเฉพาะชุด ไม่ว่าจะเป็น IELTS หรือ Cambridge (หรือข้อสอบอื่นๆ เช่น TOEIC แต่ TOEIC นี่จะไม่เห็นเปิดสอนเยอะเท่าในเมืองไทย) โดยหลักๆคอร์สเหล่านี้จะสอนทริคในการทำข้อสอบ เช่น Skimming/Scanning สำหรับ reading , โครงสร้างการเขียน Essay , วิธีการตอบใน Speaking Test และเทคนิคต่างๆว่าทำยังไงให้ทำทัน ทำยังไงให้ทำถูกเยอะสุด หรือเดาถูกเยอะสุด เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเน้นเพื่อให้ทำคะแนนได้สูงๆในเวลาจำกัดโดยเฉพาะครับ Cambridge เป็น Test อีกแบบหนึ่งที่เป็นที่นิยมใน Europe (แต่ไม่ได้นิยมในไทย) ดังนั้นคอร์ส Cambridge ก็จะมี เด็กนักเรียนจากทาง Europe มาเรียนเยอะกว่าคอร์ส Examination Preparation อื่นๆสักหน่อย คอร์ส Cambridge เหมาะกับคนที่ต้องการพัฒนาภาษาแบบจริงจังแต่ไม่ได้มีแผนเรียนต่อ เพราะว่าเอาไปใช้เข้าเรียนต่อในออสเตรเลียไม่ได้ครับ ** เช่นเดียวกับ Course academic อื่นๆ IELTS/Cambridge มักจะมี entry requirement เช่นกันครับ คือต้องมี IELTS ตามที่รร.กำหนดครับ d.English for Specific Purposes คือการเรียนภาษาเพื่อตอบสนองความต้องการในด้านต่างๆของผู้เรียน การเรียนแบบนี้มีรูปแบบต่างๆมากมาย เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นของยกตัวอย่างให้ดูเป็นบางส่วนครับ TESOL / TECSOL คอร์สเรียนสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ  TESOL จะเป็นคอร์สสำหรับสอนคนทั่วไป  TESCOL จะเป็นคอร์สสำหรับผุ้ที่ต้องการสอนเด็กเล็ก คอร์สเหล่านี้นอกจากฝึกให้เรียนภาษาแบบเป็นแบบแผนแล้ว (เพราะต้องเป็นครู) แล้วยังฝึกให้กล้าแสดงออก ให้มีความมั่นใจอีกด้วย (เพราะต้องพูดหน้าห้องต่อหน้านักเรียนเยอะๆ)  คอร์สสอนภาษาเหล่านี้จะเป็นที่นิยมในหมู่นักเรียนเกาหลีครับ เพราะรัฐบาลเค้ามีนโยบายว่าถ้าจะไปเป็นคุณครูสอนภาษาจะต้องมีใบประกาศจาก ต่างประเทศ จากสถาบันที่ได้รับการรับรอง ซึ่งก็ได้ผลพอสมควรเพราะครูที่กลับไปสอนมีคุณภาพมากขึ้น ลูกเล็กเด็กแดงก็พูดภาษาอังกฤษได้ดีกันมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เฮ้อ พูดแล้วอยากให้เรารัฐบาลเราเอาจริงเอาจังเรื่องการศึกษาของเด็กๆบ้างนะครับนี่ ** เช่นเดียวกับ Course academic อื่นๆ TESOL/TECSOL มักจะมี entry requirement เช่นกันครับ คือต้องมี IELTS ตามที่รร.กำหนดครับ Business English, English + Work , English + Internship และอื่นๆ คอร์สภาษาที่ปรับเข้ากับความต้องการของนักเรียนเป็นด้านๆไป เช่นบางที่ก็มีโปรแกรมเรียนภาษา + หางานให้ (งานร้านกาแฟทั่วไป ได้เรทเงินตามปกติ – แต่ก็อาจรวมค่าหางานเข้าไปด้วย) หรือ เรียนภาษาบวกฝึกงาน (unpaid internship) เมื่อเรียนจบก็จะได้ฝึกงานกับบ.ใน field ที่เราอยากฝึก โดยเราจะต้องผ่านการสัมภาษณ์เป็นจริงเป็นจังพอสมควรแล้วจึงเข้าไปทำงาน จะเหมาะกับคนที่ต้องการเอา resume ไปต่อยอดที่อื่นเท่านั้น เพราะฝึกงานแบบนี้ไม่ได้เงินได้แต่ประสบการณ์ครับ (ซึ่งหาเองค่อนข้างยาก) การเรียนภาษายังมีอีกมากมายหลายแบบให้เลือก เช่น English + Surfing ก็ยังมี แต่แบบที่เป็นที่นิยมกันก็ประมาณนี้ครับ   Written By : Duangdao Beyond Study Center
Why Australia
 1) ความคุ้มค่าของเงินที่จ่ายไป - ค่าครองชีพและค่าเรียนในออสเตรเลียโดยเปรียบเทียบแล้วจะถูกกว่าค่าครองชีพและค่าเรียนในประเทศอื่นๆ(ตารางค่าครองชีพที่แสดงให้เห็นว่าเมืองใหญ่ๆในออสเตรเลีย ไม่ได้ติดอันดับต้นมากนัก http://www.mercer.com/costoflivingpr) - ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีคุณภาพชีวิตของประชากรสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก - การเรียนปริญญาตรีโดยทั่วไปใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปีในขณะที่นักเรียนต้องจ่ายค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นในประเทศอื่น เพราะต้องเรียนปริญญาตรีถึง 4 ปี 2) ผู้คน สังคม ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม - ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม (Multicultural)สูงมาก นั่นคือผู้คนเรียนรู้ที่จะเรียนรู้และยอมรับการอยู่ร่วมกับชนชาติอื่นๆในสังคมเรื่องการเหยียดชนชาติ (Discrimination) จึงมีน้อยซึ่งก็มีผลดีต่อนักเรียนต่างชาติที่เข้ามาเรียนเพราะถูกยอมรับจากสังคมได้ง่ายในขณะเดียวกันก็ทำให้นักเรียนได้พบกับเพื่อนจากหลากหลายเชื้อชาติและได้เรียนรู้วัฒนธรรมซึ่งกันและกัน - เป็นประเทศที่มีอัตราการก่ออาชญากรรมต่ำและมีกฎหมายควบคุมการครอบคองอาวุธปืนที่เข้มงวดมาก นักเรียนจึงมั่นใจได้ในความปลอดภัยจากการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศออสเตรเลีย - ชาวออสเตรเลียเป็นชนชาติที่มีอุปนิสัยสบายๆ และเป็นมิตรจึงเข้ากับคนไทยได้ง่าย - มีทรัพยากรและสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่หลากหลายและสมบูรณ์ในออสเตรเลียเราจะพบได้ทั้ง ภูเขาหิมะ ชายหาด แนวประการัง ทะเลทราย ตลอดจนภูเขาและป่าดงดิบ (Rainforest) 3) Qualification Recognition วุฒิการศึกษาของออสเตรเลียเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ 4) เป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อการศึกษา การทำธุรกิจต่างๆทั่วโลกเป็นภาษาหลัก 5) สภาพภูมิอากาศที่ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไปทำให้เราไม่ต้องปรับตัวสู้กับสภาพอากาศมากนัก 6) รัฐบาลออสเตรเลียอนุญาตให้นักเรียนต่างชาติสามารถทำงานได้โดยนักเรียนสามารถทำงานได้ไม่เกิน 20ชม.ในช่วงเปิดเทอมและทำได้ไม่จำกัดเวลาในช่วงปิดเทอมซึ่งนอกจากเป็นการแบ่งเบาค่าใช้จ่ายของทางบ้านและยังเป็นการฝึกให้นักเรียนรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่และฝึกภาษาจากสถานการณ์จริงไปด้วยในตัว   Written By : Duangdao Beyond Study Center
ขั้นตอนการไปเรียนต่อออสเตรเลีย
 1. การสมัครเรียน หลังจากเลือกเมือง สถาบัน และคอร์สเรียนที่ต้องการแล้ว ทางทีมงาน Beyond Study Center จะให้นักเรียนกรอกใบสมัครและรวบรวมเอกสารที่ใช้ในการสมัครเรียน เพื่อขอใบตอบรับในการเข้าเรียนจากทางสถาบัน เอกสารในการสมัครเรียนในแต่ละระดับ (เรียนภาษา, เรียน Diploma, เรียนต่อปริญญาตรี, โท) จะต่างกันเล็กน้อย     เอกสาร   คอร์ส ใบสมัคร Passport เอกสารรับรองการทำงาน ผลภาษาอังกฤษ เอกสารทางการศึกษา เรียนภาษา x x - - - เรียน Diploma x x ขึ้นอยู่กับสถาบัน x x เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย x x ขึ้นอยู่กับสถาบัน x x 2. ได้รับใบตอบรับ (Letter of Offer) หลังจากสมัครเรียน นักเรียนจะได้รับใบตอบรับ ที่ระบุชื่อ-นามสกุลของนักเรียน ตลอดจนรายละเอียดอื่นๆรวมถึง ชื่อคอร์ส ระยะเวลา และ ค่าเล่าเรียน นักเรียนจะต้องตรวจสอบความถูกต้อง และเซ็นชื่อในใบตอบรับ 3. ขอใบยืนยันการลงทะเบียนเรียน (Confirmation of Enrollment) เมื่อตรวจสอบความถูกต้องในใบตอบรับแล้ว นักเรียนสามารถชำระค่าประกันสุขภาพ และค่าวีซ่า ได้ที่บริษัทBeyond Study Center เพื่อขอใบยืนยันการลงทะเบียนเรียนหรือที่เรียกว่า Confirmation of Enrollment (CoE) จากทางสถาบัน ซึ่ง ใน CoE นั้น จะมีหมายเลขที่ระบุอยู่ที่มุมขวาบน ซึ่งเป็นหมายเลขที่เชื่อมกันกับข้อมูลของสถานฑูตที่ใช้ในการยื่นวีซ่าในขั้นถัดไป 4. การเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอวีซ่านักเรียน , การตรวจสุขภาพ , รับผลวีซ่า ทางบริษัทจะให้คำแนะนำนักเรียนเกี่ยวกับเอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นขอวีซ่านักเรียนประเทศออสเตรเลีย เเละรวบรวมเอกสารนำไปยื่นขอวีซ่าที่หน่วยงานเพื่อการขอวีซ่าประเทศออสเตรเลีย (VFS) หลังจากได้รับการติดต่จากทางสถานทูตเรื่องการตรวจสุขภาพ นักเรียนจะได้รับคำแนะนำเรื่องการตรวจสุขภาพในโรงพยาบาลที่สถานทูตกำหนด ใบสมัครส่วนใหญ่จะใช้การพิจารณาประมาณ 11 วันทำการหรือมากกว่าขึ้นอยู่กับหลายกรณีเป็นปัจจัยประกอบเช่นช่วงเวลาที่มีผู้สมัครเป็นจำนวนมาก ผลตรวจสุขภาพมีปัญหา เป็นต้น ในบางกรณีเจ้าหน้าที่อาจขอเอกสารอื่นเพิ่มเติมหรือขอสัมภาษณ์ซึ่งทำให้ระยะพิจารณาเพิ่มขึ้น 5. การเตรียมตัวก่อน-หลังเดินทาง ทางบริษัทจะให้คำแนะนำก่อนเดินทาง เช่น การตระเตรียมสัมภาระ การเดินทาง ค่าครองชีพ ความเป็นอยู่ การหาที่พัก การหางาน และตรวจแก้ Resumeให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ 6.ดูแลนักเรียนตลอดจนสำเร็จการศึกษา ทีมงาน Beyond Study Center จะคอยให้คำปรึกษากับนักเรียนจนและดูแลโดยคำนึงถึงเป้าหมายในการเรียนของนักเรียนเป็นหลักจนกระทั่งจบการศึกษา   Uodated : 18 June 2011 รายละเอียดอื่นๆสามารถสอบถามได้เพิ่มเติมที่ Beyond Study Center โทร 02 664 0719 มือถือ 08 6664 3390 , 08 6011 2378 Email: info@beyondstudycenter.com Unit D, 36/20 P.S. Tower, 3rd Floor,Sukhumvit 21 (Asoke), Klongtoey Nua, Wattana, Bangkok 10110 Thailand ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดิน สุขุมวิท และรถไฟฟ้าบีที่เอสอโศก
หลักฐานการสมัครวีซ่านักเรียน New Zealand
 วันนี้เอาหลักฐานการสมัครวีซ่านักเรียนนิวซีเเลนด์มาฝากเพื่อนๆค่ะเนื่องจากไปร่วมนิทรรศการเรียนต่อนิวซีเเลนด์มา ขอขอบคุณข้อมูลจากสถานทูตนิวซีเเลนด์ค่ะ สามารถโหลดแบบฟอร์มต่างๆได้จาก www.immigration.govt.nz เอกสารประกอบการขอวีซานักเรียนประเทศนิวซีเเลนด์ มีดังต่อไปนี้ ใบสมัครวีซ่านักเรียน (INZ1012)ที่ได้กรอกรายละเอียด พร้อมกับติดรูปถ่าย ขนาด 2นิ้ว จำนวน 2 รูป โปรดระบุเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก เเละหากมีอีเมลล์ กรุณาระบุในใบสมัครด้วย ค่าธรรมเนียมวีซ่านักเรียน 5,300 บาท ท่านสามารถชำระค่าธรรมเนียมด้วย บัตรเครดิตวีซ่า/มาสเตอร์ ตั๋วเเลกเงิน เเคมเชียร์เช็ค หรือเช็คที่ออกโดยธนาคารสั่งจ่าย “สถานทูตนิวซีแลนด์(สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)” จะไม่มีการคืนค่าวีซ่าไม่ว่าผลการพิจารณรจะได้รัการอนุมัติหรือไม่ หนังสือเดินทาง หรือสำเนาที่ได้รับรองสำเนาอย่างถูกต้อง หนังสือตอบรับการเข้าเรียนจากสถานศึกษาที่ระบุหลักสูตร ระยะเวลาเรียน วันเปิดเทอม เเละวันสุดท้ายของการเรียนพร้อมใบเสร็จจากสถานศึกษา หนังสือรับรองเรื่องที่พักในประเทศนิวซีเเลนด์ ใบรับรองสถานภาพทางการเงิน “Financial Undertaking for a Student” (INZ1014) ที่กรอกเรียบร้อยเเล้ว (ขอรับแบบฟอร์มได้ที่แผนกวีซ่า) สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากย้อนหลังติดต่อกัน 6  เดือน หรือ Bank Statement ของผู้ค้ำประกัน ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ค้ำประกันสามารถดูแลค่าใช้จ่ายของผู้สมัครได้ พร้อมจดหมายรับรองสถานภาพการทำงานของผู้ค้ำประกัน ระบุถึงรายได้ต่อปี(รวมโบนัส) ตำแหน่ง และอายุการทำงาน จดหมายนี้ต้องออกโดยผู้มีอำนาจ หรือฝ่ายบุคคลของบริษัท/หน่วยงาน/ห้างร้านเท่านั้น ถ้าหากผู้ค้ำประกันเป็นเจาของกิจการ/บริษัท/ห้างร้าน  จะต้องมีหนังสือรับรองบริษัทหรือหลักฐาน การจดทะเบียนที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเจ้าของกิจการ พร้อมทั้งหลักฐานการเงินของบริษัท ซึ่งได้แก่บัญชีเงินฝากของกิจการ/บริษัท/ห้างร้านนั้นๆ ใบเเจ้งผลการเรียน และการเข้าเรียน จากโรงเรียน/มหาวิทยาลัย ที่กำลังศึกษาอยู่หรือเพื่งจบการศึกษา ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีต้องการเดินทางโดยลำพัง หรือไม่ได้เดินทางพร้อมกับบิดาและมารดาระบุว่าอนุญาตให้บุตรเดินทางได้ สำเนาบัตรประชาชน และทะเบียนบ้านของผู้ปกครอง และผู้สมัคร สำหรับผู้สมัครที่อายุตั้งแต่ 17 ขึ้นไป และต้องการศึกษาต่อที่ประเทศนิวซีเเลนด์เป็นเวลา 2 ปีขึ้นไปจะต้องยื่นรายงานการสอบประวัติอาชญากรรมที่มีอายุไม่เกิน 6 เดือน หากท่านมีความประสงค์จะไปศึกษาที่ปประเทศนิวซีแลนด์เป็นเวลา 6  เดือน แต่ไม่เกิน 12 เดือน จะต้องยื่นตรวจวัณโรค(แบบฟอร์ม INZ 1096) หากท่านมีความประสงค์ไปศึกษาที่ประเทศนิวซีแลนด์เกิน 12 เดือน จะต้องยื่นใบตรวจสุขภาพและเอ็กซเรย์ (INZ 1007) ผู้สมัครต้องตรวจสุขภาพกับโรงพยาบาลที่ได้รับการยอมรับจากสำนักงานตรวจคนเข้า   เมืองเท่านั้น ซึ่งใบตรวจร่างกายจะต้องอายุไม่เิกิน 3 เดือน กรุงเทพ : โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ , สมิติเวช (สุขุมวิท 38), บางกอกเนิสซิ่งโฮม และโกลบอล ด็อกเตอร์ เชียงใหม่ : วัฒนา-นิรมล คลีนิค , คลีนิคหมอวรรณจันทร์-จรัส, สถานบริการสุขภาพพิเศษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอนแก่น : โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และโรงพยาบาลขอนแก่นราม   หมายเหตุ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนิวซีแลนด์อาจะขอเอกสารเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาใบสมัคร สำเนาเอกสารต้องประทับ หรือมีลายเซ็นจากบุคคลผู้ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้ลงนาม หรือทำการยืนยันได้ ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2554 ป็นต้นไป สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนิวซีแลนด์ สาขากรุงเทพ สามารถรับเอกสารประกอบการพิจารณาวีซ่าฉบับภาษาไทย โดยมิต้องแนบเอกสารฉบับแปล (ภาษาอังกฤษ) ประกอบ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่อาจขอห้ผู้สมัครยื่นเอกสารฉบับแปล (ภาษาอังกฤษ)ในบางกรณีที่เห็นสมควร การยื่นใบสมัคร ท่านสามารถยื่นขอวีซ่าด้วยตนเอง หรือส่งทางไปรณีย์ได้ที่ แผนกวีซ่า สถานทูตนิวซีแลนด์ ชั้น 15 อาคารเอ็มไทยทาวเวอร์ ออลซีซั่นเพลส เลขที่ 87 ถนนวิทยุ ปทุมวัน กรุงเทพ 10330 โทรศัพท์ (66) 2 654 3444       แฟกซ์ (66) 2 654 3445 อีีเมลล์ nzisbangkok@dol.govt.nz เวลาทำการ 09.00-12.00 และ 13.00-15.00 (วันจันทร์ ถึง วันศุกร์) ยกเว้นวันพุธ ปิดเวลา 14.00 ท่านสามารถมารับแบบฟอร์มต่างๆได้ด้วยตนเอง หรือพิมพ์จาก www.immigration.govt.nz   ระยะเวลาการพิจารณา ใบสมัครส่วนใหญ่จะได้รับการพิจารณาภายใน 7 วัน ในบางกรณีเจ้าหน้าที่อาจขอเอกสารเพิ่มเติม หรือขอสัมภาษณ์ซึ่งทำให้ระยะเวลาพิจารณาเพิ่มขึ้น หรืออาจถึง 30 วัน โดยเจ้าหน้าที่จะติดต่อ และแจ้งให้ท่าทราบ ค่าไปรณีย์ในการจัดส่งหนังสือเดินทาง ส่งแบบลงทะเบียนภายในประเทศ 50 บาท ข้อมูลจาก เอกสารจากสถานทูตนิวซีแลนด์ในงานศึกษาต่อนิวซีแลนด์
หลักฐานการสมัครวีซ่าท่องเที่ยวนิวซีแลนด์
วันนี้เอาข้อมูลการขอวีซ่านักท่องนิวซีแลนด์มาฝากเพื่อนๆค่ะ ข้อมูลการบูทสถานทูตนิวซีแลนด์งานเรียนต่อนิวซีเเลนด์ สามารถโหลดแบบฟอร์มต่างๆได้จาก www.immigration.govt.nz เอกสารประกอบการขอวีซ่าท่องเที่ยวประเทศนิวซีเเลนด์ มีดังต่อไปนี้ ใบสมัครวีซ่านักเรียน (INZ1017)ที่ได้กรอกรายละเอียด พร้อมกับติดรูปถ่าย ขนาด 2นิ้ว จำนวน 2 รูป โปรดระบุเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก เเละหากมีอีเมลล์ กรุณาระบุในใบสมัครด้วย ค่าธรรมเนียมวีซ่าท่องเที่ยว 3,300 บาท ท่านสามารถชำระค่าธรรมเนียมด้วย บัตรเครดิตวีซ่า/มาสเตอร์ ตั๋วเเลกเงิน เเคมเชียร์เช็ค หรือเช็คที่ออกโดยธนาคารสั่งจ่าย “สถานทูตนิวซีแลนด์(สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)” จะไม่มีการคืนค่าวีซ่าไม่ว่าผลการพิจารณรจะได้รัการอนุมัติหรือไม่ หนังสือเดินทาง พร้อมสำเนา 1 ชุด หลักฐานการจองตั๋ว หรือตั๋วเครื่องบิน หลักฐานการเงิน (สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากย้อนหลังติดต่อกัน6 เดือน หรือ Bank Statement) ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายระหว่างการเดินทางอย่างน้อยคนละ 1,000 เหรียญนิวซีแลนด์ ต่อเดือนจำนวน 1 ชุด ในกรณีที่ชาวนิวซีแลนด์เป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายระหว่างการเดินทางของท่าน กรุณายื่นแบบฟอร์ม “Sponsorship form for Temporary Entry (INZ 1025)” ที่ได้กรอกรายละเอียด พร้อมทั้งได้รับการรับรองจากกองตรวจคนเข้าเมืองที่ประเทศนิวซีแลนด์แล้ว ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษจิกายน 2553 ภายใต้พระราชบัญญัติการเข้าเมืองนิวซีแลนด์ 2552 (Immigration Act 2009) สปอนเซอร์จะต้องรับผิดชอบผู้ที่ถูกสปอนเซอร์ ในเรื่องของที่พักอาศัย ค่าใช้จ่ายในการส่งกลับประเทศ รวมถึงหนี้สินที่ติดค้างกับหน่วยงานใดๆของรัฐบาลนิวซีแลนด์ สปอนเซอร์ไม่สามารถถอดถอนหรือยกเลิก เมื่อได้รับการอนุมัติวีซ่า สปอนเซอร์จะต้องรับผิดชอบในหนี้สินที่เกิดขึ้นจนกระทั่งหนี้สินเหล่านั้นได้ถูกชำระจนหมด สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนิวซีแลนด์จะรับแบบฟอร์มสปอนเซอร์ ” Sponsorship form for Temporary Entry (INZ 1025)” วอร์ชั่นล่าสุดเท่านั้น ท่านสามารถรับแบบฟอร์มใหม่ได้ที่เคาน์เตอร์ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนิวซีเเลนด์ หรือทาง www.immigration.govt.nz ถ้าสมัครแบบครอบครัว จะต้องเตรียมใบทะเบียนสมรส ใบสูติบัตรของบุตร พร้อมทั้งสำเนามาให้พร้อม ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเดินทางโดยลำพัง หรือไม่ได้เดินทางพร้อมกับบิดาและมารดา จะต้องมีหนังสือขากบิดาและมารดาระบุว่าอนุญาตให้บุตรเดินทางได้ ในกรณีที่เป็นชาวต่างชาติ โปรดยื่นใบต่างด้าว ใบอนุญาตทำงาน ใบถิ่นที่อยู่ กรณีผู้สมัครที่ตองการเดินทางไปประเทศนิวซีแลนด์นานกว่า 6 เดือน แต่ไม่เกิน 12 เดือน จะต้องยื่นตรวจวัณโรค(INZ 1096) กรณีผู้สมัครต้องการเดินทางไปประเทศนิวซีแลนด์เกิน 12 เดือน จะต้องยื่นใบตรวจสุขภาพและเอ็กซเรย์ (INZ 1007)   ผู้สมัครต้องตรวจสุขภาพกับโรงพยาบาลที่ได้รับการยอมรับจากสำนักงานตรวจคนเข้า   เมืองเท่านั้น ซึ่งใบตรวจร่างกายจะต้องอายุไม่เิกิน 3 เดือน กรุงเทพ : โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ , สมิติเวช (สุขุมวิท 38), บางกอกเนิสซิ่งโฮม และโกลบอล ด็อกเตอร์ เชียงใหม่ : วัฒนา-นิรมล คลีนิค , คลีนิคหมอวรรณจันทร์-จรัส, สถานบริการสุขภาพพิเศษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอนแก่น : โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และโรงพยาบาลขอนแก่นราม   กรณีที่เดินทางระหว่างวันหยุดพักร้อน หรือวันหยุดทั่วไป โปรดยื่นเอกสารรับรองสถานภาพการงานที่ระบุรายได้ต่อปี (รวมโบนัส ถ้ามี) ตำแหน่ง และอายุการทำงาน หากเป็นนักเรียน/นักศึกษา จะต้องมีจดหมายรับรองจากสถานศึกษาที่ระบุระดับ ชั้นการศึกษาอย่างชัดเจน เอกสารที่กล่าวมาจะต้องได้รับการลงนามโดยผู้มีอำนาจจากหน่วยงาน/บริษัท/โรงเรียนเท่านั้น เป็นเจ้าของกิจการ/บริษัท/ห้างร้าน  จะต้องมีหนังสือรับรองบริษัทหรือหลักฐาน การจดทะเบียนที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเจ้าของกิจการ พร้อมทั้งหลักฐานการเงินของบริษัท ซึ่งได้แก่บัญชีเงินฝากของกิจการ/บริษัท/ห้างร้านนั้นๆ   กรณีที่เดินทางเพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ หรือการทำงาน โปรดยื่นหนังสือที่ออกโดยองค์กร/บริษัท เพื่อยืนยันวัตถุประสงค์ของการเดินทาง และหากการเดินทางเกี่ยวเนื่องกับองค์กร/บริษัทที่ประเทศนิวซีแลนด์ กรุณายื่นจดหมายเชิญหรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้ิอง   กรณีที่การเดินทางมานานกว่า 24 เดือน อันเนื่องมาจากผู้สมัครติดตามสามี หรือ ภรรยา หรือบุตร ที่ได้รับวีซ่าทำงาน หรือวีซ่านักเรียนระยะยาว โปรดเตรียมเอกสารเพิ่มเติมดังนี้ หลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระห่างท่านกับผู้ที่ได้รับวีซ่าระยะยาว เช่น ใบทะเบียนสมรส ใบสูติบัตร หลักฐานการได้รับวีซ่าระยะยาวของคู่สมรส หรือบุตร จดหมายรับรอง/จดหมายยืนยันจากสมาชิกในครอบครัว ผู้สมัครที่มีอายุเกิน 17 ปี โปรดยื่นประวัติการตรวจอาชญากรรมจากประเทศไทย หรือประเทศที่ท่านเคยพำนักนานกว่า 12 เดือน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รายงานการสอบประวัติจะต้องมีอายุไม่เกิน 6 เดือน หมายเหตุ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนิวซีแลนด์อาจขอเอกสารอื่นเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาใบสมัคร สำเนาเอกสารต้องประทับ หรือมีลายเซ็นจากบุคคลผู้ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้ลงนาม หรือทำการยืนยันได้   ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2554 ป็นต้นไป สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนิวซีแลนด์ สาขากรุงเทพ สามารถรับเอกสารประกอบการพิจารณาวีซ่าฉบับภาษาไทย โดยมิต้องแนบเอกสารฉบับแปล (ภาษาอังกฤษ) ประกอบ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่อาจขอห้ผู้สมัครยื่นเอกสารฉบับแปล (ภาษาอังกฤษ)ในบางกรณีที่เห็นสมควร   การยื่นใบสมัคร ท่านสามารถยื่นขอวีซ่าด้วยตนเอง หรือส่งทางไปรณีย์ได้ที่ แผนกวีซ่า สถานทูตนิวซีแลนด์ ชั้น 15 อาคารเอ็มไทยทาวเวอร์ ออลซีซั่นเพลส เลขที่ 87 ถนนวิทยุ ปทุมวัน กรุงเทพ 10330 โทรศัพท์ (66) 2 654 3444       แฟกซ์ (66) 2 654 3445 อีีเมลล์ nzisbangkok@dol.govt.nz เวลาทำการ 09.00-12.00 และ 13.00-15.00 (วันจันทร์ ถึง วันศุกร์) ยกเว้นวันพุธ ปิดเวลา 14.00 ระยะเวลาการพิจารณา ใบสมัครส่วนใหญ่จะได้รับการพิจารณาภายใน 7 วัน ในบางกรณีเจ้าหน้าที่อาจขอเอกสารเพิ่มเติม หรือขอสัมภาษณ์ซึ่งทำให้ระยะเวลาพิจารณาเพิ่มขึ้น หรืออาจถึง 30 วัน โดยเจ้าหน้าที่จะติดต่อ และแจ้งให้ท่าทราบ ค่าไปรณีย์ในการจัดส่งหนังสือเดินทาง ส่งแบบลงทะเบียนภายในประเทศ 50 บาท ข้อมูลจาก เอกสารจากสถานทูตนิวซีแลนด์ในงานศึกษาต่อนิวซีแลนด์
1.5 ปี ในออสเตรเลีย ประสบการณ์และข้อคิดๆดีๆจากคุณแอร์
    สวัสดีค่ะ ขื่อ แอร์ค่ะ ก็อยู่ที่ออสเตรเลียมาได้ 1 ปี กับอีก 6 เดือนละค่ะ วันนี้ครบ 6 เดือนพอดีเลยค่ะปัจจุบันก็ทำงานเป็น IT Officer อยู่บริษัท Work Coใน Horsham ค่ะ  ชื่อเมืองที่อยู่ ณ ปัจจุบัน หลายคนอาจจะไม่รู้จักนะคะ ขออนุญาตอธิบายนิดนึงละกันนะคะ Horsham เป็นเมืองที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของ Victoria ค่ะใช้เวลาขับรถประมาณ 4 ชม. จาก Melbourne ค่ะ   สาเหตุที่ย้ายเมืองจาก Melbourne มาเป็น Horshamก็เพราะว่ามีโอกาสได้งานที่ตรงตามสายงานที่ทำงาน และเรียนมาค่ะ  เมื่อปืที่แล้ว (ปี 2010) มีโอกาสได้มา Work and Holiday เป็นเวลา 1 ปีเต็มได้ทำงานใน Melbourne และท่องเที่ยวไปตามเมืองต่างๆใน Australia รวมถึง New Zealand ด้วยค่ะและก่อนหน้าที่จะมาด้วย Work and Holidayก็ทำงานเป็น Programmer อยู่ที่ไทยได้ประมาณ 7 ปีกว่าๆ ค่ะ  เหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการก็คือก่อนหน้านั้น ได้ตั้งใจจะสมัครเป็น Permanent Resident ของ Australia โดยใช้ Skill Migrant ค่ะ แต่ภาษาไม่ดีค่ะ สอบ IELTS ไม่ได้ตามเกณฑ์ของ Immigration สักทีคือต้อง ได้ไม่ต่ำกว่า 6 ในทุก part ทำให้ท้อ และคิดว่าคงจะไม่มีโอกาสได้ไปแล้ว ระหว่างคิดว่าจะทำอะไรต่อไปดีในชีวิตก็เผอิญได้ยินการประชาสัมพันธ์ของ โครงการ Work and Holiday ผ่านทางวิทยุ เลยคิดว่า น่าจะลองไปใช้ชีวิตแบบทำงาน และท่องเที่ยวดู น่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีให้กับตัวเอง เลยตัดสินใจมาด้วย Work and Holiday Visa ค่ะ ส่วนที่เลือก Melbourne เป็นเป้าหมายในการเดินทาง เพราะว่าจากการศึกษาหาข้อมูลว่า ควรจะไปเมืองไหนดี โดยดูจาก การใช้ชีวิตของผู้คนในเมือง กิจกรรมต่างๆที่เค้าทำกัน รวมถึงการเดินทาง ก็คิดว่าตัวเองน่าจะเหมาะกับ Melbourne ที่สุดค่ะMelbourne ก็เป็นเมืองน่าอยู่เมืองนึงนะคะ มีคมนาคมที่ดี เดินทางไปไหนก็ค่อนข้างสะดวก ที่พักอาศัยไม่แออัดเท่า Sydney อาหารเอเชียก็หาได้ง่าย แต่ข้อเสียคือ อากาศค่อนข้างหนาว ไม่เหมาะกับคนขี้หนาวค่ะระหว่างที่มา Work and Holiday งานที่มีโอกาสได้ทำก็มีหลากหลายนะคะ ตั้งแต่ เด็กเสริฟ์, พนักงานนวด,Receptionist และ Kitchen Hand งานที่ตัวเองทำส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยพ้นงานยอดฮิตที่เด็กไทยนิยมทำเท่าไหร่ค่ะ แต่งานสบายสุดที่อยากแนะนำก็คือ Receptionist ค่ะ รายได้ก็ปานกลางค่ะ แต่งานไม่หนักมาก ภาษาก็แค่พอสื่อสารได้ค่ะ สำหรับตัวเองรายได้ที่ได้ก็ไม่เยอะเท่าไหร่นะคะ ถ้าเทียบกับงานอื่นๆทั่วไป ประมาณวันละ 100 เหรียญ เพราะมีเพื่อนที่มีโอกาสได้ทำงานกับเจ้าของธุรกิจที่เป็นฝรั่ง เค้าจะได้เยอะกว่านี้ค่ะ เพราะเค้าจะจ่ายเป็นชั่วโมงของการที่เราไปทำงาน แต่ข้อเสียก็คือต้องเสียภาษีด้วยนะคะ ซึ่งถ้าทำตามกฎหมายจริงๆ Work and Holiday ต้องเสียภาษีถึง 40% เลยนะคะ เพราะว่า Visa ของเรามีข้อจำกัดว่า สามารถทำงานกับนายจ้างคนเดิมได้ไม่เกิน 6 เดือน ดังนั้นจึงทำให้ Visa ของเรากลายเป็น Non-resident Type และ Non-resident Type ต้องเสียภาษีตั้งแต่ 1 เหรียญแรกที่ได้เลยทีเดียว ข้อแนะนำสำหรับคนที่จะกลับมา ไม่ว่าจะเรียนต่อ หรือะไรก็ตาม ก็ควรยอมเสียภาษีในส่วนนี้สักนิดหน่อยนะคะเพื่อเปิดทางให้กับวีซ่าตัวต่อไปของเราค่ะ สำหรับการมาที่นี่ ตัวเองถือว่าเป็นโอกาสที่ดีโอกาสในหนึ่งในชีวิตเลย แม้จะไม่ได้สบายเหมือนอยู่บ้านเรา แต่ก็ทำให้เราได้เรียนรู้ และเป็นประสบการณ์ที่เราไม่สามารถหาได้จากที่ไทยค่ะ และเรื่องที่ประทับใจเป็นพิเศษจากการทำงานและใช้ชีวิตที่นี่ ก็คือการได้รู้จัก และได้ทำงานกับผู้คนหลากหลายค่ะ มีตั้งแต่น้องๆเพิ่งจบมัธยมมาจนกระทั่งพี่เจ้าของร้านที่โตกว่าเรามากๆ ถึงตอนนี้แม้จะไม่ค่อยได้เจอกัน ก็ยังประทับใจกับมิตรภาพที่ได้รับมาจากการทำงานใน Melbourne อยู่เลยค่ะ หลังจากจบโครงการ Work and Holiday ใหม่ๆบอกตรงๆว่า ตอนนั้นตัวเองยังไม่มีแผนอะไรในชีวิตที่ชัดเจนสักเท่าไหร่ ลังเลว่าจะกลับมาเรียนต่อดี หรือจะทำงานต่อที่ไทยดี จนกระทั่งได้ Permanent Resident Visa ก็ทำให้วางแผนได้ง่ายขึ้นเลยค่ะตัวเองเลือกกลับมาออสเตรเลียทันที หลังจากรู้ผลวีซ่า  สุดท้ายสิ่งที่อยากจะฝากให้น้องๆที่สนใจโครงการก็คือ อยากให้ลองมาชีวิตในรูปแบบของ Work and Holiday ดู จริงๆการใช้ชีวิตที่นี่ แม้จะลำบากบ้าง แต่ก็ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆมากขึ้นค่ะ และสำหรับน้องๆที่วางแผนจะมาในเร็วๆนี้ ก็อยากให้น้องพยายามอดทน มั่นใจในตัวเอง และอย่าไปกลัวที่จะเดินเข้าไปสมัครงานค่ะ ไม่มีทางที่งานจะวิ่งเข้ามาหาเรา Connection เป็นสิ่งสำคัญค่ะ พยายามเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ จะได้รู้จักคนมากขึ้นค่ะเอาใจช่วยให้ทุกคนประสบความสำเร็จค่ะ สู้ๆนะคะ Written by : http://www.thaiwahclub.com/
รู้จักกับ eHealth (ตรวจสุขภาพวีซ่าออสเตรเลีย)
 รู้จักกับ eHealth (ตรวจสุขภาพวีซ่าออสเตรเลีย) อย่างที่เล่าไปในบทความนี้ เตรียมตัวก่อนยื่น WAH 2011 ว่า eHealth ถูกนำมาใช้กับการตรวจสุขภาพวีซ่าออสเตรเลีย เพื่อให้ process ในการทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้นในปีนี้ ซึ่งเป็นการดีกับผู้ขอวีซ่าทุกคนเพราะสะดวกดี ไม่ต้องกรอกฟอร์มนู่นนี่ให้วุ่นวายใจ :> สมัยก่อนจะมีสองฟอร์มที่ต้องกรอกคือ Form 26 และ 126 เวลาไปตรวจสุขภาพ แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้วครับสบายแฮ  สำหรับการตรวจ eHealth นี่หลักๆก็คือเราไม่ต้องไปตรวจสุขภาพก่อนยื่นวีซ่า แต่ต้องยื่นวีซ่าไปก่อนถึงจะไปตรวจได้ครับ เกิดอะไรขึ้นหลังจากยื่นวีซ่าแล้ว หลังจากสถานทูตได้รับเรื่องวีซ่าเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือภายในเวลา 3-5 วันทำการ ทางสถานทูตจะส่งอีเมลล์หรือโทรมาบอกรายละเอียดให้กับเรา : โดยทั่วไปก็จะอีเมลล์ถ้าเรา nominate วิธีติดต่อไว้เป็น email อยู่แล้วครับ (ซึ่งแนะนำให้ทำเพราะสะดวกที่สุดแล้ว) โดยอีเมลล์ที่สถานทูตส่งมาจะมีรายละเอียดสำคัญๆประมาณนี้ครับ  หัวข้อ : Health Letter of XXX YYYY (ชื่อนามและนามสกุลผู้สมัคร) **เมื่อได้รับอีเมลล์จากสถานทูตเราสามารถไปตรวจสุขภาพได้เลย โดยจะลองโทรถามแต่ละรพ.ก่อนก็ได้ว่า ต้องนัดก่อนมั้ย (อย่างเมื่อก็ผมโทรถาม BNH เค้าบอก walk-in ได้เลย) สำหรับรพ.ที่สถานทูตรองรับ สามารถดูได้ในนี้ครับ Panel Doctor Thailand สำหรับในกทม.นะครับ ตอนนี้มีสองที่ที่สามารถไปตรวจได้ ได้แก่ 1. BNH Hospital  9/1, Convent Road, Silom Bangkok 10500, Thailand  Tel : (+662) 686-2700 Fax : (+662) 632-0577-79 Website : http://www.BNHhospital.com ราคาโดยประมาณ 2100 บาท (updated 01 July 2011) เวลาทำการ M-F 8am-4pm , Sat 8am-11am, Sun closed 2.Bangkok Hospital 2 Soi Soonvijai 7, New Petchaburi Rd., Bangkok, Thailand 10310  Tel.(+66) 2310-3000 ราคาโดยประมาณ 2000 บาท (updated 01 July 2011) *กรุณาโทรนัดหมายล่วงหน้า อย่างน้อย 1 วันสำหรับ ร พ กรุงเทพ Website : http://www.bangkokhospital.com/ เวลาทำการ M-F 8am-3pm , Sat-Sun 8am-11am สิ่งที่ต้องนำไปด้วยเวลาไปตรวจสุขภาพ เวลาไปตรวจสุขภาพ ให้นำเอกสารดังนี้ไป 1. Copy of Passport ควร copy ให้ชัดเจน เห็นรูป เเละตัวหนังสือชัดเจน (เอาตัวจริงไปด้วยก็ได้) 2. I D Card ตัวจริง สำหรับ ร พ กรุงเทพเท่านั้น  3. เอกสารในไฟล์แนบในอีเมลล์ที่สถานทูตส่งให้ ที่มีชื่อ นามสกุลของผู้สมัคร เเละ HAP ID (อันเดียวกับที่ได้อีเมลล์จากสถานทูตด้านบนแหละครับ เป็น pdf) คำแนะนำในการตรวจสุขภาพ 1. หากมีประจำเดือน ไม่ควรตรวจในช่วงที่มีประจำเดือนหรือหลังมีประจำเดือน ควนเว้นไว้ 7 วันค่อยตรวจ 2. สิ่งที่ตรวจคือ ตรวจสุขภาพทั่วไป เช่น สายตา  ตรวจปัสสาวะ ตรวจ X-Ray ปอด  3.ควรดื่มน้ำเยอะๆ ไม่ควรอั้น ปัสสาวะ  4.ไม่ควรดื่มชา หรือกาแฟก่อนไปตรวจ 5.ดื่มน้ำได้ตามปกติ 6. หากตั้งครรภ์แจ้งคุณหมอทราบด้วย  7. หากสายตาสั้นให้นำ contact lense หรือ แว่นที่ใส่ประจำไปด้วย 8. หากไม่สบายควรรอให้หายขาดก่อน ค่อยไปตรวจ  9. หากเป็น ร พ กรุงเทพ ควรจะโทรไปนัดก่อนครับ หลังจากตรวจสุขภาพเสร็จ ก็กลับไปนอนตีพุงรอผลวีซ่าต่อที่บ้านได้เลยครับ เย้  โชคดีทุกคนนะครับ :> http://www.thaiwahclub.com/article-wah/australia/205-e-health-australia.html
Work and Holiday FAQ
  Work and Holiday คืออะไร? Work and Holiday Visa หรือที่เรียกกันย่อๆว่า WAH คืออะไร?  คิดว่าหลายๆคนที่เข้ามาในเวปนี้คงจะทราบกันแล้ว แต่ขออธิบายได้สักนิดเผื่อคนที่หลงเข้ามาเป็นครั้งแรกครับ   Work and holiday เป็นโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนระหว่างรัฐบาลไทยและออสเตรเลีย โดยเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 โดย ณ ตอนนั้นมีโควต้าให้ผู้เข้าร่วมโครงการ 100 คน อีกสองปีต่อมาเพิ่มเป็น 200 คนและล่าสุดในปี 2552 ได้เพิ่มเป็น 500 คน ( และยังคง 500 คน มาถึงปัจจุบัน) โครงการเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยที่มีอายุระหว่าง 18-30 ปีได้ไปลองใช้ชีวิตในออสเตรเลียเป็นเวลาหนึ่งปี โดยเยาวชนเหล่านี้ต้องมีผลภาษาอังกฤษอยู่ในระดับพอใช้และจบการศึกษาขั้นต่ำปริญญาตรีครับ สำหรับระดับภาษาอังกฤษวัดกันโดยใช้ผลสอบ IELTS = 4.5 คำว่าลองใช้ชีวิตเป็นคำศัพท์ที่ผมเขียนขึ้นมาเองเพราะรู้สึกว่าวีซ่านี้เหมาะกับคนที่จะมาเป็นครั้งแรกครับ คือให้เรามาลองดูว่าเราชอบประเทศนี้รึเปล่า ชอบอยู่มั้ย อยากอยู่ต่อมั้ย ทีนี้มาดูรายละเอียดคร่าวๆเกี่ยวกับวีซ่ากันดีกว่าว่าเค้าอนุญาตให้เราทำอะไรได้บ้าง ระหว่างหนึ่งปีที่ถือวีซ่านี้เราสามารถทำได้ทั้งทำงาน เรียน หรือแค่เที่ยวเล่นเฉยๆ โดยจะมีข้อจำกัดดังต่อไปนี้  • ทำงาน สามารถทำงานกับนายจ้างคนเดียวกันได้ไม่เกิน 6 เดือน  • เรียน สามารถลงเรียนในออสเตรเลียได้ไม่เกิน 17 สัปดาห์ • ท่องเที่ยว ไม่มีข้อกำหนดในการท่องเที่ยวครับ สามารถเที่ยวได้ตลอดเวลา 1 ปีถ้ามีเงินเพียงพอจะมาเที่ยวอย่างเดียวก็ไม่ว่ากัน วีซ่านี้ค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศเราครับ แต่สำหรับประเทศที่เค้าเศรษฐกิจดีๆกันในยุโรปและเอเชีย เช่น อังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น เค้ามีวีซ่าคล้ายๆกันที่เรียกว่า Working Holiday Visa ซึ่งจะต่างกันตรงที่เค้าสมัครได้ง่ายกว่าและจะต่อวีซ่ารอบสองได้ด้วยเรียกว่า 2nd Working Holiday Visa ซึ่งจะต่อได้โดยการไปทำงานที่เค้ากำหนดไว้สามเดือนครับ รู้จักกันไปคร่าวๆแล้ว ทีนี้มาดูคำถามที่ถูกถามบ่อยๆหรือข้อเข้าใจผิดที่เกี่ยวข้องกับวีซ่า Work and Holiday กันดีกว่าครับ   1โครงการ Work and Holiday กับ โครงการ Work and Travel เหมือนกันมั้ยคะ?  ส่วนตัวผมไม่มีประสบการณ์ Work and Travel ครับ แต่จากที่ทราบจากเพื่อนๆที่ไปมาก็เป็นโครงการที่ไปทำงานในต่างประเทศเป็นเวลาสั้นๆ โดยทั่วไปก็จะได้งาน ได้สัมภาษณ์งานเรียบร้อยก่อนไปซึ่งตรงนี้จะมีเอเจนต์ดำเนินการให้และเราก็เสียค่าดำเนินการให้เค้าไป ขณะที่ Work and Holiday จะเป็นโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชน โดยผู้ที่ได้รับวีซ่าในปีนั้นๆจะมีสิทธิ์ทำงาน เรียน และท่องเที่ยวเป็นเวลาหนึ่งปีอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว อย่างไรก็ตามโครงการนี้ไม่มีการหางานให้ครับ   2มีเอเจ้นต์รับทำเรื่องวีซ่านี้มั้ยคะ ทำยากมั้ย เสียเงินเยอะมั้ย? ถ้าถามว่ามีมั้ยตอบว่ามีครับ แต่จริงๆแล้วมันผิดกติกาและวัตถุประสงค์ของวีซ่านี้ ซึ่งอาจส่งผลให้ได้รับการปฏิเสธวีซ่าได้ครับถ้าโดนจับได้ ดังนั้นแนะนำว่าให้ยื่นด้วยตัวเองจะดีกว่า เพราะไม่ได้ยากอะไรครับ  ค่าใช้จ่ายในการสมัครวีซ่านี้รวมถึงค่าตั๋วเครื่องบินและพอกเกตมันนี่ผมเขียนไว้ในบทความนี้ครับ ค่าใช้จ่ายในการไปออสเตรเลีย 3เวลาสมัครโครงการต้องใช้ผล IELTS ใช่มั้ยคะ ต้องใช้ General หรือ Academic คะ? สามารถใช้ได้ทั้งสองแบบครับ แต่โดยทั่วไปแล้วคนส่วนใหญ่พบว่าแบบ general ง่ายกกว่า  ดังนั้นถ้าจะสอบมาโครงการนี้เฉยๆ ก็สอบ general training ก็พอครับ อย่างไรก็ตามถ้ามีแผนตั้งใจมาเรียนต่อหลังจากหมดวีซ่านี้สอบแบบ Academic ไว้ก็สะดวกดีครับ 4แล้วถ้าไม่มีผลสอบ IELTS ได้มั้ยครับ? ถ้าไม่มีผลสอบไอเอลท์มาและจบปริญญาตรีในไทย ก็ต้องเรียนจบปริญญาตรีที่สอนเป็นภาษาอังกฤษมาครับ 5ผมอ่อนภาษาอังกฤษมากๆเลยครับ สอบแล้วได้ไม่ถึง 4.5 แน่นอน ทำยังไงดีครับ ? ถ้าภาษาอ่อนมากๆคิดว่าสอบยังไงก็ได้ไม่ถึงจริงๆผมก็ยังอยากแนะนำให้ไปลองสอบดูก่อนครับ เพราะถ้าไม่ลองจริงๆ เราก็จะไม่รู้ จริงๆแล้วเราอาจจะได้ถึงก็ได้ แต่ถ้าลองแล้วยังไงๆก็ไม่ได้ แล้วอยากมาจริงๆมีสองทางเลือกครับ คือ ไปเรียนกวดวิชาสักพักแล้วค่อยไปลองสอบดูใหม่ ผมเชื่อว่ายังไงมันก็ต้องดีขึ้น ส่วนอีกทางเลือกสำหรับคนที่พร้อมทางด้านการเงินก็คือมาด้วยวีซ่านักเรียนแทนครับ 6สมัครได้เมื่อไหร่คะ โครงการนี้ ? โดยทั่วไปแล้ว โครงการจะเปิดรับในช่วงต้นเดือนกรกฏาคม อย่างไรก็ตามปีที่ผ่านมาก็เปิดช้ากว่าปกติ ดังนั้นให้ติดตามข่าวดีๆครับ  โดยติดตามได้ใน  http://www.opp.go.th เวปของสท. http://www.thaiwahclub.com เวปนี้เอง http://www.aussiethai.com และเวปออสซี่ไทยครับ นอกจากนั้นอาจสามารถเห็นการอัพเดทข่าวสารได้ในพันทิปห้องไกลบ้านเช่นกันครับ 7ใช้เวลานานมั้ยครับกว่าจะได้วีซ่า? ถ้าหลักฐานครบก็ไม่นานครับ แล้วแต่ความยุ่งของเจ้าหน้าที่ด้วยว่าช่วงนั้นมีเคสเยอะมั้ย อย่างไรก็ตามถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็ไม่น่าเกิน 2 สัปดาห์ครับ บางคน 2วันได้ก็มี 8คนสมัครเยอะมั้ยครับปีนึง ต้องสอบแข่งกันมั้ย แล้วเค้าให้เราไปได้ปีละกี่คนครับ? คนสมัครเยอะมั้ย ถ้าเทียบกับจำนวนนักเรียนที่มาในแต่ละปีอาจถือว่าไม่เยอะนะครับ  แต่ก็เห็นมาสมัครกันเต็มโควต้าทุกปีกัน ยิ่งปีหลังๆ เพราะโครงการเป็นที่รู้จักมากขึ้นครับ ไม่ต้องสอบแข่งกันครับ เอกสารครบ ยื่นทัน ก็สามารถมาได้เลย พูดถึงจำนวนโควต้าในแต่ละปี โครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2548 มาถึงตอนนี้ (2552) ก็เป็นปีที่ 5แล้วครับ 2 ปีแรกให้มาปีละ 100 คน 2 ปีถัดมาให้มาอีกปีละ 200 คน และล่าสุดในปี 2552 ก็ได้โควต้าเพิ่มเป็น 500 คนครับ 9ได้ยินมาว่าถือวีซ่านี้ต้องไปทำงานฟาร์มอย่างเดียวจริงมั้ยคะ? ไม่จริงอย่างจริงจังครับ เราสามารถทำงานอะไรก็ได้ ตราบใดที่ไม่เกินหกเดือนต่อหนึ่งนายจ้าง (จริงๆก็มีอาชีพที่เค้าห้ามอยู่เหมือนกัน แต่ว่ามักจะเป็นอาชีพที่เรามักจะไม่ทำกันอยู่แล้ว เช่น ช่างทำตุ๊กตา เป็นต้น) 10เราถือวีซ่านี้แล้วจะให้แฟนติดตามเราได้มั้ยคะ? ไม่สามารถทำได้ครับ เพราะว่าวีซ่านี้กำหนดให้เราเดินทางคนเดียว ไม่มีผู้ติดตาม อนึ่ง คำว่าเดินทางคนเดียวไม่ได้แปลว่ามากับเพื่อนไม่ได้นะครับ จะมากับแฟนก็ได้เหมือนกันเพียงแต่ต้องขอวีซ่าของตัวเองมาแยกกันครับ สำหรับผู้ที่มากับแฟน ไม่ว่าแฟนจะเป็นนักเรียนที่เรียนอยู่ก่อนแล้ว หรือแฟนจะถือ Work and Holiday Visa มาด้วยกัน และยังไม่แน่ใจว่าจะกลับมาด้วยกันมั้ย ผมแนะนำว่าให้เก็บหลักฐานร่วมกันเอาไว้ก่อนครับ เผื่อวันหน้าเราจะกลับมาออสเตรเลียด้วยกันอีกก็จะได้มีหลักฐานพร้อมครับ หลักฐานและขั้นตอนต่างๆสามารถดูได้จาก การยื่น visa ติดตามนักเรียนด้วยตัวเอง ครับ 11เราถือวีซ่านี้แล้วสามารถเรียนภาษาได้มั้ยคะ ? ตามกำหนดว่าเค้าให้เราเรียนได้ไม่เกิน 17 สัปดาห์ เราสามารถเรียนอะไรก็ได้รวมถึงภาษาด้วย สำหรับคนที่เค้าวางแผนว่าจะเรียนโทกัน อาจจะลงเรียนภาษาแบบที่เรียกว่า EAP หรือ Direct Entry ก่อน ซึ่งทำให้ไม่ต้องสอบ IELTS แล้วเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยได้เลย อย่างไรก็ตามต้องเลือกมหาลัยและสถาบันภาษากันอีกทีนะครับ ไม่ใช่เลือกเรียนภาษาที่ไหนก็เข้ายูได้ พอเรียนจบก็สมัครเรียนโท จ่ายเงินไว้ บินกลับไทยต่อวีซ่าแปบเดียวผ่านครับ เพราะถ้ามาเรียนตรีขึ้นไปจะขอวีซ่าง่ายกว่าเยอะครับ ที่ว่าง่ายกว่าเยอะคือไม่ต้องยื่นเสตทเม้นท์ และถ้าไม่อยากกลับเราอาจจะขอโดยบินไปประเทศใกล้เคียงก็ได้ครับ อ่านเกี่ยวกับระบบการศึกษาและและคอร์สเรียนต่างๆได้ใน เรียนต่อ Australia ครับ 12คนที่ถือวีซ่านี้ไปเรียนภาษากันเยอะมั้ยครับ? ถ้าสำหรับเด็กไทยผมว่า ณ ตอนนี้ยังไม่เยอะครับ เพราะวีซ่านี้ยังใหม่สำหรับเราอยู่ แล้วเราค่อนข้างรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นวีซ่าที่น่าจะเก็บเงินได้เยอะถ้ามาด้วยวีซ่านี้ แต่สำหรับหลายๆประเทศที่เค้าถือมีกันมานานแล้ว เค้าก็จะมาเรียนแล้วหางานกันครับ  โดยทั่วไปเด็กเกาหลี ญี่ปุ่น อาจจะเริ่มจากโรงเรียนภาษาก่อนจากนั้นก็ค่อยๆไปหางานทำในภายหลังหลังจากได้ภาษาแล้ว เด็กยุโรปก็มีมาเรียนภาษาก่อนครับ เด็กจากประเทศที่พูดภาษาอังกฤษอยู่แล้วก็จะไม่มีความจำเป็นต้องเรียนภาษาแต่อย่างใด เค้าก็อาจจะทำงานไปเที่ยวไปครับ ถ้าถามว่าเรียนดีมั้ย มันก็ต้องดีแหละครับ ถ้าเราพร้อมทางด้านการเงิน แต่ถ้าไม่พร้อมก็ไว้เก็บเงินแล้วค่อยเรียนทีหลังก็ได้ครับ ถ้าอยากเรียน สำหรับข้อดีของการเรียนภาษาตั้งแต่ไปถึงใหม่ๆก็คือ - ได้เพื่อน ได้ภาษา ทำให้มีโอกาสในการหางานมากขึ้น มีโอกาสได้งานที่ดีกว่าไปใหม่ๆ - รร.หลายๆที่มีบริการหางานให้นักเรียนด้วยซึ่งก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมว่ากันไป   13ผมอยากไปเก็บเงินเรียนโทครับ จะเก็บเงินได้พอค่าเรียนโททั้งหมดมั้ยครับ? ถามว่าจะเก็บเงินพอค่าเรียนโททั้งหมดเลยมั้ยผมว่าคงต้องทำงานหนักกันจริงจังเหมือนกันครับ คิดกันคร่าวๆว่าค่าเทอมเรียนมหาวิทยาลัยที่นี่เทอมละประมาณ 10,000 เหรียญต่อเทอม (ในบางมหาลัยอาจจะถูกกว่านี้หรือแพงกว่านี้ก็มีครับ ถูกที่สุดราวๆ 8,000 AUD แต่ผมยกตัวอย่างกลางๆให้) สมมติคอร์สเรียนโท 1 ปี ค่าเรียนประมาณ 20,000 เหรียญ สมมติคิดกันว่ามาเดือนแรกยังไม่ได้งานจริงจัง เราจะคิดเงินเก็บจาก 11 เดือน ซึ่งก็คือ 44 สัปดาห์ หารมาเป็นต่อสัปดาห์จะต้องเก็บได้ 454 เหรียญเป็นอย่างน้อย อันนี้ยังไม่รวมค่ากินอยู่ นั่นแปลว่าจะต้องมีรายได้ไม่น่าจะต่ำกว่า 600 เหรียญต่อสัปดาห์ครับ ซึ่งถ้าขยันทำงานก็เป็นไปได้ครับผมถ้าขยัน อย่างไรก็ตามเมือมาถึงจริงๆแล้วความไม่แน่นอนมันจะเยอะครับ ไม่ได้เป็นไปตามแผนทุกอย่าง สมมติว่าเราว่างงานเพิ่มไปอีกเดือนนึงเราก็จะต้องมาเก็บเพิ่มอีก เกือบ 2000 เหรียญแล้วครับ  ดังนั้นส่วนตัวผมแนะนำวิธีที่ไม่กดดันมากจะดีกว่า โดยให้เก็บเงินให้พอเรียนค่าเทอมแรก กับค่าเรียนภาษาในกรณีที่ไอเอลท์ยังไม่ถึง 6.0-6.5 แล้วก็มาลุยต่อดีกว่าครับ 14ไปครั้งแรก ภาษาไม่ดีเท่าไหร่ ไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติ ไปเมืองไหนดีคะ? ไปเมืองไหนอันนี้แล้วแต่ชอบเลยครับ ถ้าชอบเงียบๆ ชอบธรรมชาติก็ไปเมืองเล็กๆหน่อย ชอบแสงสีก็อาจจะมา Sydney เป็นต้น อย่างไรก็ตามที่ว่าภาษาไม่ดีมี 2 ทางเลือกครับ  14.1) เลือกไปเมืองใหญ่ๆ เพราะคนไทยเยอะมีอะไรก็อาจจะช่วยเหลือกันได้ 14.2) เลือกเมืองเล็กๆแบบคนไทยน้อยๆไปเลย แล้วไปฝึกตัวเองเอา บังคับให้ได้ภาษาไปในตัวครับ ข้อดีข้อเสียต่างกันไปครับแต่ละเมือง ไม่มีที่ไหนดีกว่ากันแล้วแต่ชอบมากกว่าครับ อย่างไรก็ตามการรู้จักเพื่อนๆไว้มีข้อดีเสมอ เพราะส่วนมากการที่เราจะได้งานก็มักจะมาจากคอนเนคชันนี่แหละครับ ยังไงก็พยายามหาเพื่อนๆพี่ๆในเวปนี้ไว้ครับ 15ถือ Student Visa อยู่ อยากเปลี่ยนเป็น Work and Holiday Visa ทำเรื่องที่ออสเตรเลียเลยได้มั้ยคะ? ไม่ได้ครับ ต้องกลับไปทำที่ไทย ผมเองก็ถือวีซ่านักเรียนก่อนสมัคร Work and Holiday ครับ ถ้าจะสมัครก็ทำเรื่องลาออกให้เรียบร้อยซะก่อน เวลาสมัคร Work and Holiday เค้าจะไม่ได้สงสัยว่าเราจะเปลี่ยนวีซ่าทำไมครับ 16มาอยู่ที่ออสแล้ว เราสามารถทำงานกับนายจ้างเดียวเกินหกเดือนได้มั้ยครับ ไม่อยากเปลี่ยนงานเลย? เราสามารถขออนุญาตทำงานเกิน 6 เดือนได้ โดยเขียนจม.ไปขอที่ Global Accessing Unit ครับ Global Processing Unit Global Processing Unit 3 Lonsdale Street or PO Box 717 Braddon ACT 2612 Canberra City ACT 2601 โดยให้ส่งไปก่อนที่จะครบ 6 เดือน อย่างน้อย 2 สัปดาห์  อย่างไรก็ตามการที่เค้าจะต่อให้เรามักจะต้องมีเหตุผลสำคัญจริงๆ เช่นเค้าหาคนแทนไม่ได้จริงๆ และต้องใช้ skill ที่เรามีด้วย และเค้ามักจะให้เราทำต่อแค่ไม่นานครับเป็นวันหรือสัปดาห์เท่านั้น ไม่ได้ให้ทำอีกหกเดือนต่อไป 17เห็นเพื่อนญี่ปุ่นถือเวิร์คกิ้งฮอลิเดย์ไปทำงานฟาร์มกันแล้วต่อวีซ่าได้ อยากต่อบ้างทำยังไงคะ? วีซ่าของเด็กญี่ปุ่นจะเป็นอีกซับคลาสนึงครับ เรียกว่า Working Holiday (Subclass 417) ขณะที่ของเราคือ Work and Holiday (Subclass 462) จะมีข้อแตกต่างกันเล็กๆน้อยๆ (ซึ่งเราอยากให้เหมือนกันมากกว่า) เช่น 17.1 ) เวลาสมัคร Working Holiday สามารถสมัครออนไลน์ได้ ไม่ต้องใช้ IELTS และปริญญาบัตรแต่อย่างใด ในขณะที่ของเราต้องผ่านสท. ต้องมี IELTS และต้องจบปริญญาตรี จากนั้นถึงไปยื่นวีซ่าได้ครับ (น่าอิจฉาจริงๆ) 17.2 ) หลังจากทำงานในแอเรียที่กำหนดครบ 3 เดือน ผู้ถือ Working Holiday Visa สามารถต่อ Visa เป็น 2nd Working Holiday Visa ได้ ขณะที่ Work and Holiday ไม่สามารถทำได้ครับ 18อยู่มาจะครบปีแล้วเราสามารถสมัครเรียนโทแล้วต่อวีซ่าที่นี่เลยได้มั้ยคะ? ถ้ามีผล IELTS พร้อมสามารถสมัครได้เลยครับ โดยขั้นตอนการขอวีซ่านักเรียนทั่วไปคือ หนึ่งทำการสมัครโดยยื่นหลักฐานไปยังมหาวิทยาลัย (ผ่านเอเจนต์หรือไม่ผ่านก็ได้ แต่ผ่านจะสะดวกกว่าและจ่ายเงินเท่ากัน –อย่างไรก็ตามต้องเลือกเอเจนต์ดีๆนะครับ) ขั้นตอนที่สองคือ หลังจากได้รับการตอบรับจากทางมหาวิทยาลัยแล้ว เราจะได้ Letter Of Offer มา จากนั้นจะต้องชำระเงินเพื่อขอ CoE (Confirmation of Enrollment) เพื่อนำไปใช้การยื่นวีซ่าต่อไป อย่างไรก็ตามเนื่องจากทุกคนที่ถือวีซ่านี้จะติด condition 8503 – No Further Stay ทำให้ไม่สามารถสมัครวีซ่านักเรียนที่ออสเตรเลียได้ครับ ต้องออกนอกประเทศไปสมัครมาอีกทีนึง 19ไม่อยากกลับไทย มีทางต่อวีซ่ามั้ยครับ ? มีหลายทางที่จะต่อวีซ่าได้ เช่น เรียน หรือหานายจ้างสปอนเซอร์ได้ แต่เนื่องจาก condition 8503 ทำให้ไม่สามารถต่อวีซ่าในออสเตรเลียได้ครับ มี 2 วิธีหลักๆที่จะไม่ต้องกลับไทย (แต่ก็ต้องออกนอกประเทศอยู่ดี อาจจะบินไปนิวซีแลนด์แทน) คือ  ขอวีซ่านักเรียน subclass 573 (higher education) – หมายถึง คอร์สเรียนตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไป หรือหานายจ้างสปอนเซอร์ให้ได้แล้วขอ Business Long Stay Visa (subclass 457) 20ขอเวิร์คฮอลิเดย์ออสเตรเลียแล้วปีหน้าขอของนิวซีแลนด์บ้างได้มั้ยครับ? ได้ครับ ไม่ได้ห้ามไว้แต่อย่างใด มีแผนการขอวีซ่าทั้งสองมาให้ดูกันด้วยครับ คลิกที่นี่เลย เรื่องของ"แป๋ม" **[update]อนึ่ง ในปี 2553 เป็นปีแรกที่สท. เปิดรับสมัครผู้สนใจโครงการ Work and Holiday Australia และ Working Holiday New Zealand คนละวันกัน ทำให้หลายๆคนสมัครได้ทั้งสองที่โดยไม่ต้องวางแผนอะไรเยอะครับ แค่ไปเช้าๆสองวันและหลักฐานครบก็โอเคแล้ว Written by : http://www.thaiwahclub.com/article-wah/australia/40-Wah-FAQ.html
คุยกันเรื่อง Internship in Australia
    Internship in Australia โปรแกรม Internships คือโปรแกรมสำหรับผู้ที่ต้องการมาฝึก skills ของตนเองในสายงานต่างๆ ทั้งบริษัท องค์กร และโรงแรม  Internships ในต่างประเทศเป็นที่นิยมมากเนื่องจากในการรับสมัครทำงานเน้นจากประสบการณ์จริง นักศึกษาจบใหม่ส่วนใหญ่จึงต้องไปฝึกงานในลักษณะนั้นๆ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของวิชาที่เรียนอยู่ หรือฝึกเพื่อเอาประสบการณ์ สำหรับเพื่อนๆที่ต้องการมา Internships ที่ออสเตรเลีย เค้าแบ่งโปรแกรมไว้หลักๆ 2 แบบคือ paid และ unpaid ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแบบ unpaid ซะด้วย เหตุผลที่ส่วนใหญ่เป็น unpaid (อันนี้พวก Aussie เค้าบอกมา) ก็คือในเมื่อเราฝึกให้คุณเป็นงาน ได้ประสบการณ์ที่ดีแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าแรง งานในลักษณะ unpaid คืองานทั่วไปใน office ทั่วไปเกือบทุกสายงาน เช่น Marketing, Finance, Account , Management, Human resource, Multimedia, Computer, Engineering, Social Science, Research ต่างๆ เป็นต้น ส่วนงานที่เป็นแบบ paid นั้นน้อยมากอีกทั้งยัง require ประสบการณ์ทำงานมาแล้ว 2 ปี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นงานบริการในลักษณะ Hospitality หรืองานโรงแรม จะมีบ้างที่เป็นลักษณะ Child care, Aged Care, Account หรือ IT แต่จะน้อยมาก โดยเฉพาะ Account และ IT ที่เป็น paid นั้นบางบริษัทได้รับ resume เป็นพันๆ ต่อหนึ่งตำแหน่งเลยทีเดียว เพื่อนๆอาจจะสงสัยว่าในเมื่อมีประสบการณ์แล้วทำไมจึงต้องมา Internships อีก อันนี้อาจจะเป็นไปได้ว่า ประสบการณ์ 2 ปีจากบ้านเรา หรือประเทศอื่นอาจจะยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในออสเตรเลีย อีกทั้งการ Internships ยังเป็นใบเบิกทางในการทำงานในอนาคตทั้งที่ออสเตรเลีย และในประเทศธุรกิจทั่วไป ข้อดีและข้อเสียของโปรแกรม Internships ข้อดีคือ  1ได้ประสบการณ์ทำงานในระดับสากล สามารถใช้เป็น reference ในการสมัครงานในอนาคต ซึ่งส่งผลดีต่อการหางานของเราเป็นอย่างมาก 2ได้เพื่อนต่างชาติต่างภาษา เนื่องจากออสเตรเลียเป็นประเทศ Multicultural ค่ะ จึงมีชาวต่างชาติมากมายที่นี่ สามารถเรียนรู้การผสมผสานวัฒนธรรม และการปรับตัวต่างๆได้มากมาย 3มีโอกาสได้ sponsor ในการทำงานที่ออสเตรเลีย ในกรณีที่เราทำงานดีถูกใจเจ้านาย เค้าสามารถจ้างเราต่อได้เลยค่ะ ข้อเสียคือ 1ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงหากสมัครกับเอเจ่น จะคิดราคาตามระยะเวลาการฝึกงาน ซึ่งสูงสุดอยู่ที่ 26 สัปดาห์ หากเป็นงานลักษณะ unpaid เพื่อนๆต้องเตรียมค่าใช้จ่ายมาให้ครอบคลุมระยะเวลาการฝึกงานทั้งหมดค่ะ ทั้งค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าอาหาร  ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการมา Internships ที่ออสเตรเลีย 1ขั้นตอนการสมัคร เพื่อนๆต้องเตรียม resume ฉบับภาษาอังกฤษสวยงาม และ introductory letter ฉบับสวยงามในการสมัคร หากต้องการใช้บริการเอเจ่น สามารถหาข้อมูลได้ทั่วไปทาง Internet หากเป็นเอเจ่นที่ไทยการ Internships ส่วนใหญ่จะบวกคอร์สเรียนภาษาด้วย เนื่องจากเงื่อนไขการมา Internships ที่นี่จำเป็นต้องมีระดับภาษาอังกฤษที่ IELTS 6.0 หากเพื่อนๆใช้เอเจ่นของออสเตรเลีย ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นที่น่าเชื่อถือก่อนสมัครเนื่องจากค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงแต่จะถูกกว่าของไทยเนื่องจากไม่ต้องบวกคอร์สเรียนภาษา เพื่อนๆสามารถยื่นหลักฐาน IELTS ในการสมัครได้เลยค่ะ หรือหากเพื่อนๆลอง search ตาม internet ดูจะพบว่าบางบริษัทเปิดรับ Volunteers ก็สามารถลองสมัครดูได้ค่ะ วิธีหลังนี้จะประหยัดสุด 2ในการฝึกงานนั้น การสื่อสารถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากเราไม่เข้าใจจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องขอคำอธิบาย ที่ออสเตรเลียถือว่าการแสดงความคิดเห็นในบริษัทเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ถึงแม้เราเป็นเพียง intern หากเรามีความคิดเห็นที่ต่างออกไป หรือมีข้อเสนอแนะดีๆก็สามารถแนะนำได้เลยค่ะ ในขณะเดียวกันเราสามารถขอลักษณะงานที่เราต้องการฝึกได้ หรือปฏิเสธงานที่เราไม่ต้องการได้ (เช่น เค้าใช้เราไปซื้อกาแฟ แบบฝึกงานที่ไทย ก็บอกไปว่าฝึกมาเยอะแล้ว) การฝึกงานที่นี่ค่อนข้างดีค่ะ เนื่องจากเค้าสามารถแยกแยะเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวออกจากกัน หากเราเกิดผิดพลาดเรื่องงาน โดนตำหนิติเตียน หลังจากนั้นก็ถือว่าจบค่ะ ไม่ได้เอามาเป็นเรื่องส่วนตัวต่อ 3เสื้อผ้าสำหรับมาใส่มาฝึกงาน ควรดูตามความเหมาะสม จึงควรเตรียมมาให้เหมาะสมกับลักษณะงานและสภาพภูมิอากาศค่ะ สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะ 4เรื่องอาหาร ส่วนใหญ่ตามบริษัทจะมี ชา กาแฟ และนมให้ฟรีค่ะ และทุกบริษัทจะมีตู้เย็น ไมโครเวฟ เครื่องปิ้งขนมปัง สำหรับผู้ที่ต้องการมาอุ่นอาหารหรือทำแซนวิชทานตอนกลางวัน พวกฝรั่งเค้าทานกลางวันกันง่ายๆค่ะ แซนวิชคู่เดียวก็อิ่มแล้ว ข้อควรระวังคือ เมื่อเราเก็บอาหารเราไว้ในตู้เย็น ควรเขียนชื่อกำกับไว้ค่ะ บางครั้งมีผู้แกล้งไม่รู้หยิบไปทานได้ Internships บางประเภทเช่นด้าน Hospitality จำเป็นต้องใช้ใบประกอบการเสริฟแอลกอฮอลล์ หรือ RSA และ RCG ค่ะ หากยังไม่มีใบนี้ก็ต้องไปเค้าคอร์สก่อนค่ะ Internships ก็เหมือนการทำงานทั่วไปค่ะ คือเราต้องรับผิดชอบต่อตนเอง ต่องานที่ทำ และต่อบุคคลรอบข้างค่ะ http://www.thaiwahclub.com/article-wah/australia/49-Internship-Australia.html
ค่าใช้จ่ายในการไปออสเตรเลีย
  คำถามหนึ่งเกี่ยวกับออสเตรเลียที่ผมพบบ่อยที่สุดได้แก่ คำถามเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการไปออสเตรเลีย ซึ่งโดยส่วนมากทุกคนก็อยากไปโดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด มีสองวีซ่าหลักๆที่ขอไม่ยากและอนุญาตให้คนไทยมาใช้ชีิวิต ทำงาน หรือเรียนหนังสือในออสเตรเลียได้ สองวีซ่านี้ได้แก่ วีซ่านักเรียน และ Work and Holiday ซึ่งวีซ่าทั้งสองประเภทมีค่าใช้จ่ายต่างกันพอสมควร มาดูกันครับว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างหลักๆในการมาออสเตรเลียและการมาด้วยวีซ่าต่างกันมีค่าใช้จ่ายต่างกันอย่างไร   ค่าใช้จ่ายหลักๆที่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน ได้แก่ ค่าวีซ่า ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าประกันสุขภาพ พอกเกตมันนี่ และ ค่าเรียนสำหรับผู้ถือวีซ่านักเรียนครับ จากนี้ผมจะเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของทั้งสองวีซ่าให้ฟังครับ ค่าใช้จ่ายสำหรับ Student Visa รวมค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการเดินทางและพอกเกตมันนี่ เพื่อ ให้ได้วีซ่ายาวๆ เรามักจะขอวีซ่าเรียนภาษาหกเดือน และดิปโพลมาอีกปีครึ่ง สองปี ว่ากันไป ในกรณีนี้จะเทียบให้เป็นหนึ่งปีเท่ากัน ดังนั้นสมมติว่าจ่ายค่าเรียน certificate III สักหกเดือนครับ (ซึ่งคอร์สเรียนแบบแพกเกจส่วนมากจะหกเดือน ปีครึ่ง สองปี ก็จ่ายก้อนแรกเท่าๆกันครับ) ค่าเรียนมีหลายระดับ ตั้งแต่ 160-290 AUD ต่อสัปดาห์แตกต่างกันไปตามคุณภาพของโรงเรียนและคอร์สที่เรียน                                                                     คิดกันโดยเฉลี่ยที่ราคา 200AUD/wk x 24 week จะเป็น 4800 AUD  ค่าเรียนดิปโพลมาเทอมแรก 1200 AUD  ค่าธรรมเนียมการสมัครเรียน 100-200 คิดคร่าวๆที่ 150 AUD  ค่าธรรมเนียมวีซ่านักเรียน 540 AUD  ค่าตรวจสุขภาพ ราวๆ 2000 THB หรือ 67 AUD  ค่าประกันสุขภาพ ราวๆ 354 AUD ต่อปี  ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับราวๆ 800 AUD  Pocket money 1500 AUD รวมเป็น 9411 AUD หรือประมาณ 282,330 THB – ไม่รวมค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้ VFS และซื้อของจิปาถะ อนึ่งราคาเรียนภาษาและค่าเทอมดิปโพลมานี้เป็นค่าเรียนสมมติครับ สามารถหาถูกหรือแพงกกว่านี้ได้ครับ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของโรงเรียนที่ต้องการ ค่าใช้จ่ายสำหรับการขอ Work and Holiday Visa รวมค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการเดินทางและพอกเกตมันนี่ (ระยะเวลาวีซ่ายาวหนึ่งปี) ค่าธรรมเนียมวีซ่า 230 AUD ค่าตรวจสุขภาพ ราวๆ 67 AUD ค่าประกันสุขภาพราวๆ 150 AUD ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับปีนึงสมมติว่า 1,000 AUD Pocket money 1,500 AUD รวมเป็นเงิน 2,947 AUD หรือ 88,410 THB (ไม่รวมค่าบริการ VFS และซื้อของใช้จิปาถะ) สำหรับตัวของ Work and Holiday Visa เองมีข้อดีที่เห็นชัดกว่าวีซ่าอื่นๆคือเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเยอะครับ น้อยที่ว่านี่คือน้อยกว่า โดยเปรียบเทียบกับอายุของวีซ่า ความยืดหยุ่นในการหางานทำ และโอกาสในการท่องเที่ยว เทียบกับวีซ่าชั่วคราวชนิดอื่นๆนะครับ อย่างไรก็ตามต้นทุนในการขอ Work and Holiday Visa ไม่รวมถึงต้นทุนในการศึกษาด้วยครับ ทำให้ได้ราคาถูกกว่าเยอะ โดยสรุปคือถ้าเป้าหมายหลักคือการไปท่องเที่ยว ทำงาน หรือ หาโอกาสให้ชีวิต โดยที่ยังไม่อยากเรียน ผมว่าวีซ่านี้น่าจะเหมาะที่สุดครับ ในขณะที่ถ้าเป้าหมายหลักคือการเรียนต่อ วีซ่านักเรียนก็น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าครับ Written by : http://www.thaiwahclub.com/article-wah/australia/27-initial-budget-australia.html
การยื่น visa ติดตามนักเรียนด้วยตัวเอง
การเตรียมเอกสารและการยื่น visa ติดตามด้วยตัวเอง  การเตรียมตัวยื่น visa ติดตามนักเรียนเป็นบทความหนึ่งที่ผมกะว่าจะเขียนนานมากแล้วครับ แต่เนื่องจากติดภารกิจต่างๆเลยได้แต่ผลัดไปผลัดมาอยู่นั่น วันนี้เคลียร์งานเสร็จไปแวปหนึ่ง เลยมานั่งเขียนบททความนี้ด้วยซะเลยเพราะเป็นประสบการณ์ตรงที่ยื่นเองและคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับทั้งๆเพื่อนๆ WAH และเพื่อนๆที่ถือ visa นักเรียนที่เข้ามาอ่านกันครับ Student Dependent Visa หรือ visa ติดตามนักเรียนเป็น visa ที่ให้สิทธิ์ผู้ถือในการอยู่ Australiaเป็นระยะเวลายาวของ visa นักเรียนของผู้สมัครหลัก โดยผู้ติดตามไม่ต้องลงเรียน และสามารถทำงานได้เท่ากับผู้ถือ visa นักเรียน (20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ยกเว้นกรณีติดตามนักเรียนป.โท หรือ เอก สามารถทำงานได้ไม่จำกัดชั่วโมง) ทั้งนี้ผู้จะติดตามอาจจะแบ่งได้เป็นสองกรณีหลักๆได้แก่ 1) แต่งงานแล้ว ในกรณีทั้งสองจะต้อง มีหลักฐานความสัมพันธ์เช่น ใบจดทะเบียนสมรส หรือรูปถ่ายงานแต่งงานและหลักฐานอื่นๆที่แสดงให้เห็นว่าเราได้รู้จักกันมา เป็นระยะเวลาหนึ่งและมีความสัมพันธ์ที่เป็นจริง ที่จะทำให้เค้าเชื่อได้ว่าไม่ได้จะมาติดตามกันหลอกๆเพราะว่าไม่อยากเสียค่า เทอมเฉยๆ 2) De Facto Relationship หรือการกินอยู่กันฉันท์สามีภรรยา กรณีนี้ ณ ปัจจุบัน (May 2010) ทั้งสองจะต้องมีหลักฐานในการใช้ชิวิตร่วมกันเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งปีจึงจะสามารถยื่นได้ครับ (บางครั้งได้ยินว่าบางคนไม่ครบปียื่น visa นี้ผ่านได้ก็มี แต่พร้อมไว้ดีกว่าเค้าจะได้ไม่มีเหตุผลมาปฎิเสธ visa เราครับ) บทความเรื่องการเตรียมตัวยื่นเอกสาร visa ติดตามบทความนี้จะเน้นไปที่แบบที่สองครับแต่ผู้ที่ยื่นแบบที่หนึ่งก็สามารถอ่านได้เอกสารก็จะไม่ต่างกันมาก   การเตรียมตัว ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผู้ติดตามและผู้ถือ visa หลักจะต้องมีหลักฐานว่าได้ใช้ชิวิตร่วมกันมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งปี ดังนั้นเราควรจะวางแผนให้ดีครับว่าต้องทำอะไรบ้างในวันนี้เพื่อให้แฟนเรามาถือ visa ติดตามได้ในอีกหนึ่งปีข้างหน้า (การยื่นแบบ Defacto นี่จะเหมาะกับคู่ที่คบกันมาระยะหนึ่ง มีหลักฐานอยุ่บ้างแล้ว หรือยังไม่มีหลักฐานเลยแต่อาจจะยังไม่พร้อมที่จะจดทะเบียนแต่พร้อมจะเก็บหลักฐานครับ) ข้อแนะนำสำหรับการเตรียมตัวเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ยื่น visa ไม่พร้อมกันครับ ในกรณีผู้สมัครหลักกำลังจะยื่น visa นักเรียน (แต่ยังมีหลักฐานอยู่ด้วยกันไม่ครบหนึ่งปี) ก็ให้ declare ความสัมพันธ์ไปด้วยเลยในการสมัคร visa นักเรียนว่าเป็น defacto กับคนนี้ passport number นี้ จะได้สอดคล้องกันกับหลักฐานต่างๆที่เราจะเก็บให้ครบปีนึงครับ ระหว่างนี้หลักฐานที่เราควรเริ่มเก็บ ได้แก่ • การเปิดบัญชีร่วมกัน ที่เค้าเรียกว่า Joint Account ครับ หลักฐานชิ้นนี้เก็บไม่ยากและค่อนข้างสำคัญ แค่ไปแจ้งความจำนงค์กับธนาคารว่าเราอยากเปิดบัญชีคู่กัน ยิ่งเปิดเร็วยิ่งดีครับ เพราะเค้าจะนับวันที่เราเริ่มมีหลักฐานเป็นสำคัญ  • การ sign contract เช่าบ้านร่วมกัน ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะทำสัญญาเช่นบ้านร่วมกันครับ ถ้าไม่ได้จริงๆก็ควรจะมีหลักฐานจากเจ้าของบ้านว่าเราเช่าบ้านเค้าอยู่ด้วยกันจริงๆ • Utility Bills ต่างๆ เช่นค่ามือถือ ค่าไฟ ค่าแก๊ซ บิลเหล่านี้จะต้องถูกส่งไปยังที่อยุ่เดียวกันในชื่อของทั้งสองคน เช่นบิลค่าไฟเป็นชื่อของผู้สมัครหลัก และบิลค่าอินเทอเนทเป็นชื่อของผู้ที่จะสมัครติดตาม และควรเก็บบิลเหล่านี้ไว้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่งปีครับ โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้แสดงถึงการที่เราอยู่ด้วยกันจริงๆ และการแชร์ค่าใช้จ่ายกัน • Overseas Student Health Cover (Family Unit) เป็นข้อกำหนดของ visa นักเรียนอยู่แล้วว่าจะต้องมีประกันสุขภาพตลอดเวลาที่อาศัยอยู่ใน Australia แต่ก่อนจะยื่น visa ควรจะไปเปลี่ยนจากประกันของตัวเองให้เป็น Family Unit ครับ • รูปถ่ายต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เช่นไปเที่ยวกัน อ้วนขึ้น ผอมลง ผมเปลี่ยนทรง ไม่ใช่ถ่ายมาร้อยรูปวิวเดิมหมดเลย เปลี่ยนชุด หน้าเดิม ผมเดิม อันนี้ก็จะดูไม่น่าเชื่อไปโดยปริยาย • หลักฐานทางการเงิน ให้แน่ใจว่าผู้สนับสนุนทางการเงินของเรามีหลักฐานทางการเงินที่เพียงพอสำหรับทั้งสองคน โดยค่าใช้จ่ายที่ทางรัฐบาลต้องการให้ครอบคลุมได้แก่ สำหรับผู้สมัครหลัก ค่าตั๋วไปกลับ :2000 AUD ค่าเรียน; จะนับส่วนที่ยังไม่ได้จ่ายในปีแรก ค่าครองชีพ ;1500 AUD ต่อเดือนได้ visa กี่เดือนก็คูณไป ถ้าขอ visa ปีนึงขึ้นไปจะคิดแค่ปีแรกครับ สำหรับผู้ติดตาม ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ  2000 AUD ต่อคน ค่าครองชีพ ;6800AUD ต่อเดือนปี อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักฐานการเงินได้ที่นี่ครับ http://www.immi.gov.au/students/students/573-1/financial.htm   ตรวจสอบเอกสาร   หลักจากนั้นก็เป็นเรื่องของระยะเวลา เก็บหลักฐานเหล่านี้อย่างต่อเนื่องให้ครบปีนึงก็จะถึงเวลายื่น visa ครบปีนึงที่ว่าอาจจะเอาเวลาที่ปรากฎอยู่ในวันเริ่มต้นใช้ Joint Account หรือวันที่มีสัญญาบ้านร่วมกันเป็นสำคัญครับ (โดยมากใช้วันที่เปิด Joint Account นั่นแหละเพราะเริ่มได้เร็วสุด) จากนั้นก่อนยื่น visa ให้เตรียมเอกสารดังนี้ครับ  ขอใบรับรองจากธนาคาร ว่าเราเปิดบัญชีร่วมกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ (ถ้าจำไม่ผิดจะเสียประมาณ 15 AUD ที่Commonwealth Bank) หลักฐานการตรวจสุขภาพของผู้ติดตาม (ในกรณีตรวจสุขภาพล่าสุดเกินหนึ่งปีแล้ว ถ้าไม่เกินหนึ่งปีก็ไม่ต้องไปตรวจซ้ำ) และให้เก็บใบเสร็จไว้ด้วยเพื่อใช้ในการยื่น visa รับรองเอกสารโดย JP นำ Passport ไปถ่ายเอกสารและนำสำเนาไปให้ Justice of The Peace (JP) รับรอง (หลักฐานทางราชการของที่นี่ต้องให้ผู้ที่ได้รับการยอมรับทางกฎหมายรับรองครับ ไม่ได้เซ็นรับรองสำเนาถูกต้องได้เองเลยเหมือนที่ไทย)คลิกเพื่อหา JP ตามรัฐต่างๆใน Australia เขียนจดหมาย Relationship Summary โดยระบุถึงว่าพบกันเมื่อไหร่ อย่างไร (จดหมายนี้ผมได้ต้นแบบมาจากคุณดอส ออสซี่ไทยครับ ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ) CoE (Confirmation of Enrollment) และ Visa ของผู้สมัครหลัก เตรียมหลักฐานการเงินไว้ให้พร้อม หมายเหตุ visa นักเรียนของนักเรียนจะถูกแบ่งออกเป็นหลาย sub class ตามวัตถุประสงค์ของคอร์สเรียนหลัก เช่น เรียนภาษา sub class 570 เรียนโท sub class 573 เป็นต้น และจะถูกแบ่งย่อยด้วย Assessment Level 1-4 (เลขยิ่งน้อยจะของ่ายกว่า) ถ้าเป็น Assessment Level 1 และยื่น visa ออนไลน์จะไม่ต้องยื่นหลักฐานทางการเงินครับ (แต่ยื่นที่ไทยเค้าบอกให้ยื่นหลักฐานการเงินด้วยอยู่ดี ถ้ายื่นแบบ paper based) visa ที่เป็น Assessment Level 1 ขอพูดแค่ตัวหลักๆ 573 – higher education (เรียน ตรี โท) และ 574 (เรียนโทหรือเอกแบบรีเสริช)ครับ กรอกForm 157a และ Form 919  ให้เรียบร้อย สำเนาของบิลต่างๆที่ส่งมาที่ที่อยู่เดียวกัน สำเนาของสัญญาเช่าบ้าน (Lease Agreement) สำเนาของ Ledger แสดงให้เห็นว่าเราจ่ายเงินค่าบ้านอย่างไร เป็นระยะเวลาเท่าไหร่ สำเนาจม.หรือใบเสร็จจาก Insurance Service Provider ทีแสดงว่าเราใช้ประกันแบบ Family Unit เขียนจดหมายสรุปหลักฐานที่มีทั้งหมดแปะหน้าไปให้เค้าซักหน่อย ดาวน์โหลด ตัวอย่าง Proof of Relationship Evidence Clarification   เมื่อเตรียมเอกสารเรียบร้อยแล้วก็มาถึงขั้นตอนสุดท้ายก่อนจะได้ visa กันครับ การยื่นเอกสาร (ที่ไทย) ถ้ายื่นที่ไทยสามารถยื่นได้ด้วยตัวเองหรือทางไปรษณีย์ครับ  การยื่นเอกสาร (ที่ Australia) ยื่นด้วยตัวเอง เตรียมเอกสารให้ครบ ไปยื่นเอกสารด้วยตัวเองที่สำนักงานของ อิมมิเกรชันใกล้บ้าน ยื่นทางไปรษณีย์  คลิกเพื่อหา ออฟฟิซของอิมมิเกรชัน  ให้สังเกตดีๆว่าที่อยู่ Street Address และ Postal Address จะไม่เหมือนกันนะครับ ถ้าจะยื่นด้วยตัวเองให้ใช้ที่อยู่ Street Address ถ้ายื่นทางไปรษณีย์ให้ใช้ Postal Address ครับ อ้อ สำหรับคนที่จะยื่นทางไปรษณีย์อย่าลืมไปซื้อ Money Order (from Australian Post) หรือ Bank Cheque (from any bank) สั่งจ่าย DIAC นะครับ หรือจะเซ็นรายละเอียดฟอร์มที่ให้หักบัตรเครดิตแล้วแนบไปก็ได้  เมื่อทางอิมมิเกรชันได้รับเอกสารแล้วจะใช้เวลาดำเนินการพิจารณาราวๆสิบวันทำการได้ครับ ยังไงเก็บหลักฐานกันให้ดีและก็ขอให้ visa ผ่านกันทุกคนครับ   ข้อควรรู้เพิ่มเติมสำหรับ visa ติดตามนักเรียน ถ้ายื่น visa พร้อมกันเลยจะเสียค่ายื่นเท่ากับผู้สมัครเดียว (540 AUD) ถ้ามายื่นแยกกันทีหลังผู้สมัคร visa ติดตามจะต้องเสียค่าสมัครอีกทีเป็นจำนวนเงิน 540 AUD ถ้ายื่นที่ออสเตรเลีย และยื่นติดตามทีหลัง ไม่สามารถยื่นออนไลน์ได้ ถ้าส่งไปรษณีย์หรือยื่นด้วยตัวเองเท่านั้น ผู้ติดตามทำงานดียี่สิบชั่วโมง ยกเว้นกรณีว่าผู้ถือ visa หลักเรียนโทหรือเอก ผู้ถือ visa ติดตามสามารถทำงานได้เต็มเวลา หลังจากคอร์สหลักเริ่มเรียนแล้ว การยกเลิกวีซ่าติดตาม ผุ้ติดตามจะต้องหาวีซ่าใหม่ให้ได้ภายในยี่สิบแปดวัน หลังจากที่ฝ่ายแรกแจ้งว่าความสัมพันธ์จบสิ้น มีข่าวลือว่าทำวีซ่าติดตามแล้วจะต้องเรียนด้วย ยังไม่มีการยืนยัน อย่าเพิ่งไปเชื่อครับ อีกอย่างมันไม่สมเหตุสมผลว่าจะไปให้คนที่ติดตามไปเรียนยังไงเพราะเค้าก็มีคอนดิชันบอกชัดเจนว่าไม่ให้เรียนเกินสามเดือน เกิดบังคับให้เรียนจริงๆ แล้วเรียนฟรี รร. คงไม่ยอม หรือบังคับให้จ่ายเงิน ก็น่าจะเรียกว่าเป็นวีซ่านักเรียนมากกว่าที่จะเป็นวีซ่าติดตาม http://www.thaiwahclub.com/article-wah/further-study-in-Australia/72-how-to-lodge-student-dependent.html    
การเปลี่ยนจาก Student เป็น WAH Visa
 ข้อแนะนำในการเปลี่ยนวีซ่านักเรียนเป็น Work and Holiday  คำถามที่ว่าสามารถเปลี่ยนจาก “วีซ่านักเรียนเป็น Work and Holiday วีซ่าได้หรือเปล่า?” เป็นหนึ่งในคำถามผมโดนถามบ่อยครับ และคำตอบก็ง่ายๆว่า ได้ครับ ถ้าเราไม่ได้มีปัญหาอะไรกับวีซ่านักเรียนอยู่ก่อนแล้ว เช่น โดนแคนเซิลวีซ่าหรือมีประวัติไม่ดี เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามต้องกลับไปเปลี่ยนวีซ่านี้ที่ไทยครับ เพราะการขอ WAH ไม่สามารถขอจาก Australia ได้และยังมีใบรับรองจากสท.อีกด้วย (ซึ่งต้องไปขอที่ไทยอยู่แล้ว) สิ่งที่แนะนำให้ทำคือจัดการเรื่องต่างๆกับโรงเรียนให้เรียบร้อยครับ คือ ให้มั่นใจว่า  • ยังมีสถานะของวีซ่าที่ใช้ได้อยู่ ไม่ได้โดนแคนเซิลไปแล้ว เพราะหลายๆคนขาดเรียนแล้วไม่รู้สถานะของวีซ่าของตนเอง เราสามารถเชคสถานะวีซ่าของเราได้ที่นี่ครับ เชคสถานะวีซ่า   โดยการจะเชคสถานะวีซ่าได้เราต้องมีเลข TRN ครับ โดยอาจจะขอจากเอเจนต์ที่ใช้บริการอยู่ หรือสามารถกรอกรายละเอียดการยื่นวีซ่าที่ยื่นไปที่นี่แล้วขอเลข TRN จากทาง Immigration ได้ที่นี่ครับ ฟอร์มขอ TRN • ไม่มีปัญหาเรื่องผลการเรียนหรือ Attendance ไม่ได้โดนรายงานไปที่ immigration โดยอาจจะเชคกับทางโรงเรียนได้ครับ ซึ่งโดยปกติทางโรงเรียนจะแจ้งไปที่นักเรียนก่อนที่จะทำการรายงานไปยัง immigration แต่หลายๆคนก็ย้ายบ้านกันบ่อย ถ้าไม่ไปโรงเรียนอีกก็อาจจะไม่ได้รับข่าวสารของตัวเองครับ หลังจากมั่นใจแล้วว่าไม่มีปัญหาแน่นอนก็ให้ทำการลาออกจากรร. ให้เรียบร้อยจะได้ไม่มีปัญหาในภายหลังครับ (อาจจะเป็นปัญญาเรื่องค่าเทอมที่ค้างชำระหรืออะไรก็ตามที่เค้าจะมาไล่กับเราทีหลังได้หากเราไม่ทำเรื่องให้เรียบร้อย) การลาออกจากรร. เราอาจจะลาออกด้วยตนเองหรือให้เอเจนต์ช่วยลาออกให้ โดยไม่ว่าจะทำเองหรือให้เอเจนต์ทำ ซึ่งต้องคุยกันดีๆนะครับ เพราะว่าหลายๆคนเอเจนต์เห็นว่ากลับไทยไปถาวรแล้วก็ไม่ได้ลาออกก็ปล่อยไว้ รร.ก็ทำตามหน้าที่ว่าเด็กหายไปไหน มารู้ตัวตอนจะมาใหม่ก็ติดแบลคลิสต์ไปก็มีให้เห็นกัน) ดังนั้นเราควรจะมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรจากทางโรงเรียนครับว่าเราได้ลาออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหลักฐานจะมีหน้าตามดังภาพครับ     การลาออกก่อนหรือหลังจากกลับไทย มีข้อแตกต่างกันดังนี้ครับ  การลาที่ออสเตรเลีย ถ้าลาออกให้เรียบร้อยตั้งแต่ที่ออสเตรเลียก่อนกลับก็ได้ ก็จะทำเรื่องง่าย ตามเรื่องง่ายกับทางโรงเรียนเพราะเราหรือเอเจนต์ไปเร่งเรื่องให้เองได้ แต่วีซ่าก็จะโดนตัดไปเลย ถ้าวีซ่า Work and Holiday ไม่ผ่านก็ต้องขอวีซ่านักเรียนกลับมาใหม่อีกทีอีกซึ่งปกติก็ผ่านแหละครับ ยกเว้นว่าจะหลักฐานไม่ครบ ยื่นเอกสารไม่ทัน หรือมีประวัติน่าสงสัยในตอนเป็นนักเรียน การลาออกภายหลังให้ผลว่า ถ้ายื่นไม่ทันจริงๆ ก็ยังกลับมาเรียนต่อได้ แต่ว่าจะลาออกแบบยุ่งยากหน่อยเพราะอยู่ไกล เอเจนต์(บางแห่ง)และโรงเรียน(บางที่)ก็อาจจะไม่อยากยุ่งอะไรมากแล้ว ดังนั้นก็ต้องพยายามไล่ตามเรื่องกันหน่อยครับ  แม้ว่าปกติแล้วการยื่นวีซ่าตัวใหม่จะไปทับวีซ่าตัวเก่าในทันทีที่ผ่าน แต่ผมก็แนะนำให้ลาออกให้เรียบร้อยก็จะดีกว่าครับ อย่างไรก็ตามจะลาออกหรือไม่ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของตัวเองนะครับ เพราะถ้าต้องกลับไทยไปของ WAH ซึ่งขั้นตอนอาจนานราวๆหนึ่งเดือน เราจะหาเหตุผลกับโรงเรียนได้ว่าอะไร ถ้่าลามาเฉยๆจะโดน report กัน ดังนั้นต้องตัดสินใจดีๆครับ http://www.thaiwahclub.com/article-wah/australia/73-student-wah-advice.html
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ TOEFL,IELTS,GMAT,GRE
IELTS คืออะไร IELTS (International English Language Testing System) คือ การวัดระดับ ความสามารถทางภาษาอังกฤษสำหรับผู้สนใจทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการไป ศึกษาต่อ หรือรับการฝึกอบรมใน ต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา สหรัฐอเมริกา และผู้ที่มีความประสงค์จะย้ายถิ่นฐาน ไปยังประเทศออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์  IELTS ทดสอบอะไรบ้าง IELTS เป็นการทดสอบการใช้ภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่านและ การเขียน ผู้สอบจะได้รับใบรายงานผลการสอบโดยแยกเป็น แต่ละส่วนทั้ง 4 ทักษะ ลักษณะของคะแนนในการสอบจะถูกแบ่งออกเป็น 9 ระดับ โดยเริ่มต้นที่ ตั้งแต่ระดับที่หนึ่งไปจนถึงระดับที่เก้า ซึ่งสามารถวัดระดับความรู้ความสามารถ ในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้สอบได้อย่างถูกต้อง เช่น ระดับที่ 1 ผู้เข้ารับการทดสอบที่ได้คะแนนในระดับนี้จะหมายถึงผู้ที่ไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เลย  ระดับที่ 9 ผู้เข้ารับการทดสอบที่ได้คะแนนในระดับนี้จะหมายถึงผู้ที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ  ในการสอบ IELTS ข้อสอบจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ สำหรับผู้ที่ต้องการ จะสอบเพื่อนำผลไปสมัครเรียนต่อ และ สำหรับการฝึกอบรม ผู้เข้ารับการทดสอบ ทั้งสองแบบจะได้รับข้อสอบที่ใช้ในการทดสอบการฟังและการพูดฉบับเดียวกัน ส่วนการ ทดสอบการเขียนและการอ่านจะใช้ข้อสอบคนละแบบ แยกตามวัตถุประสงค์ของผู้เข้า รับการทดสอบ รูปแบบของการทดสอบแยกตามวัตถุประสงค์ของผู้เข้ารับการทดสอบ 1. เพื่อการศึกษาต่อ (ACADEMIC modules) เพื่อเป็นการทดสอบความพร้อมในการศึกษาต่อในต่างประเทศ ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งในระดับ ปริญญาตรี และปริญญาโท 2. เพื่อการฝึกอบรม (GENERAL TRAINING modules) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวัดความพร้อมเพื่อศึกษาต่อในระดับมัธยม การฝึกอบรมหรือ ทำงานในต่างประเทศที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ข้อสอบจะใช้วัดความรู้ภาษาอังกฤษ ในระดับพื้นฐาน และจะไม่ซับซ้อนเหมือนกับผู้ที่ต้องการวัดระดับความรู้เพื่อศึกษาต่อ และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศนิวซีแลนด์ หรือ ออสเตรเลีย iBT TOEFL คืออะไร ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2549 การสอบ TOEFL หรือ The Test of English as a Foreign Language ได้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งรูปแบบการสอบ การคิดคะแนน และวิธีการสอบ   การสอบ TOEFL เป็นการสอบวัดความรู้ความสามารถทางภาษาอังกฤษสำหรับคนต่างชาติที่ไม่ได้มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ เพื่อนำผลคะแนนไปยื่นกับสถาบันการศึกษาที่หมายตาเอาไว้   โดยใช้เป็นส่วนหนึ่งในคุณสมบัติที่ใช้สมัครเรียนระดับต่างๆ  ผลคะแนน TOEFL นั้น ไม่เฉพาะใช้สมัครเรียนในสถาบันการศึกษาที่เป็นระบบอเมริกันเท่านั้น ปัจจุบันประเทศต่างๆ กว่า 110 ประเทศ และสถาบันการศึกษากว่า 6,000 แห่งทั่วโลก ยอมรับผลคะแนน TOEFL    การสอบ TOEFL ในอดีตประกอบด้วย 2 แบบ คือ สอบแบบที่ใช้กระดาษในการทำข้อสอบ (Paper-based Testing) และการสอบที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำข้อสอบ (Computer-based Testing) กระทั่งปี 2005 ได้เปลี่ยนแปลงการสอบให้สอบผ่านอินเตอร์เน็ต (iBT TOEFL: Internet Base Test) โดยเลิกใช้การสอบทั้ง 2 แบบ  การสอบแบบ iBT TOEFL  เป็นการสอบทักษะภาษาอังกฤษแบบบูรณาการ เป็นการสอบที่ต้องใช้ทักษะภาษาอังกฤษทั้งการพูด ฟัง อ่าน และเขียนในการสอบ โดยการสอบแต่ละส่วนจะเชื่อมโยงกันทั้งหมด ผู้สอบต้องตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูดทั้งหมด เพราะหมายความว่าเราจะตอบ พูด หรือเขียนไม่ได้เลย ถ้าไม่ตั้งใจฟังตั้งแต่แรก  สำหรับการสอบ TOEFL iBT จะใช้เวลาสอบประมาณ 4 ชั่วโมง โดยเน้นการวัดความรู้ทางภาษาอังกฤษในเชิงวิชาการ เพื่อใช้ความรู้ทางภาษาไปใช้ในการศึกษาต่อในระดับสูง โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 4 ทักษะ ดังนี้ 1. Reading เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจของการอ่านในเชิงวิชาการของผู้สอบ โดยผู้สอบต้องตอบคำถามจากบทความ 3 บทความ ในแต่ละบทจะต้องตอบคำถาม 12-15 ข้อ ส่วนนี้ต้องทำข้อสอบรวมประมาณ 39-40 ข้อ 2. Listening เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจในการฟังภาษาอังกฤษ ผู้สอบต้องฟังบทสนทนาในประเด็นทั่วไป 2 เรื่อง และการบรรยายในห้องเรียน 4 เรื่อง ต้องตอบคำถามจากสิ่งที่ได้ยินแต่ละบทบรรยายและเรื่องที่ได้ฟัง โดยส่วนนี้ต้องทำข้อสอบ 34-35 ข้อ 3. Speaking เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจในการพูดภาษาอังกฤษเนื้อหาเชิงวิชาการ ผู้สอบต้องตอบคำถามด้วยการพูด รวม 6 ข้อ หลังจากอ่านบทความ และการฟังบรรยายในแต่ละประเด็น โดยแบ่งประเภทของคำถาม ดังนี้ -  คำถามที่ 1 และ 2 เป็นเรื่องราวที่ผู้สอบคุ้นเคย อาจเป็นประสบการณ์ หรือทัศนะส่วนตัว มีเวลาในการ เตรียมตอบคำถาม 15 วินาที และมีเวลาตอบคำถาม 45 วินาทีตในแต่ละข้อ - คำถามที่ 3 และ 4 ผู้สอบจะได้อ่านข้อความสั้นๆ ในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง จากนั้นจะได้ฟังบทสนทนา หรือการบรรยายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบทความนั้นนั้น ผู้สอบต้องตอบคำถามจากสิ่งที่ได้อ่าน และฟัง โดยวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มา และตอบคำถามที่เหมาะสม มีเวลาเตรียมตอบคำถาม 30 วินาที และตอบคำถาม 60 วินาทีในแต่ละข้อ - คำถามที่ 5 และ 6 ผู้สอบจะได้ฟังบทสนทนาเพื่อการวิเคราะห์ในเชิงวิชาการ หรือฟังบรรยายทางวิชาการ ผู้สอบต้องตอบคำถามจากสิ่งที่อ่าน และฟัง โดยการวิเคราะห์ สรุปข้อมูลที่ได้มา และตอบคำถามที่เหมาะสม มีเวลาเตรียมตัวตอบคำถาม 20 วินาที และมีเวลาตอบคำถาม 60 วินาทีในแต่ละข้อ 4.Writing เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจในการเขียนในเชิงวิชาการ โดยผู้สอบต้องแสดงความสามารถในการใช้ภาษา และการคิดวิเคราะห์ การพัฒนาความคิดในประเด็นที่ได้อ่านจากข้อสอบ 2 ข้อ - คำถามที่ 1 ผู้สอบจะได้อ่านบทความทางวิชาการในเวลาประมาณ 3 นาที และฟังการบรรยายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ได้อ่าน จากนั้นผู้สอบต้องสรุปบรรยาย หรือแสดงทรรศนะจากสิ่งที่ได้อ่าน และฟัง โดยต้องเขียน 150-220 คำ ในเวลา 20 นาที - คำถามที่ 2 ผู้สอบจะได้อ่านประโยคสั้นๆ และตอบคำถามโดยการบรรยาย หรือแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลจากสิ่งที่ได้อ่าน โดยต้องเขียนอย่างน้อย 300 คำ ในเวลา 30 นาที สำหรับการสมัคร TOEFL iBT แบบออนไลน์ เป็นการสมัครสอบที่รวดเร็ว และประหยัดที่สุด ค่าสอบ TOEFL ประมาณ140 เหรียญ หรือ ห้าพันกว่าบาท  สมัครสอบได้ที่ www.est.org/toefl  ตารางเทียบผล TOEFL และ IELTS   IBT TOEFL CBT TOEFL TOEFL  Paper based IELTS  0 - 8 0 - 30 0 - 310 0 - 1 9 - 18 33 - 60 310 - 343 1 - 1.5 19 - 29 63 - 90 347 - 393 2 - 2.5 30 - 40 93 - 120 397 - 433 3 - 3.5 41 - 52 123 - 150 437 - 473 4 53 - 64 153 - 180 477 - 510 4.5 - 5 65 - 78 183 - 210 513 - 547 5.5 - 6 79 - 95 213 - 240 550 - 587 6.5 - 7 96 - 110 243 - 270 590 - 637 7.5 - 8 111 - 120 273 - 300 640 - 677 8.5 - 9 คะแนนเต็ม คะแนนเต็ม คะแนนเต็ม คะแนนเต็ม 120 300 677 9   GMAT คืออะไร The Graduate Management Admission Test หรือ GMAT คือ การประเมินผลทางด้านภาษาอังกฤษที่ช่วยให้ทางสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวเนื่องกับทางด้านธุรกิจ ในการประเมินคุณสมบัติของผู้สมัครเรียนในสาขาธุรกิจและการจัดการ (Business & Management) สถาบันการศึกษาใช้ผลสอบนี้เป็นเกณฑ์วัดเพื่อเข้าศึกษาในหลักสูตรทางด้าน MBA หรือในหลักสูตรระดับสูงกว่าปริญญาตรี ที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดการ (Management) เกณฑ์การวัดผลสอบ GMAT เกณฑ์การสอบ GMAT จะเน้นความรู้พื้นฐานทางด้านภาษา (Basic Verbal), คณิตศาสตร์ (Mathematical) และทักษะด้านการเขียนวิเคราะห์ (Analytical Writing) โครงสร้างและระยะเวลา การสอบ GMAT ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักคือ - Analytical Writing Assessment หรือ ทักษะการเขียนวิเคราะห์ข้อสอบ GMAT จะเริ่มจาก Analytical Writing Assessment (AWA) แบ่งออกป็น 2 หัวข้อคือ Analysis of Issue (การเขียนวิเคราะห์ประเด็น) และ Analysis of Argument (การเขียนวิเคราะห์การตอบโต้) เวลาสอบ 30 นาทีต่อ 1 หัวข้อ - Quantitative Section หรือ การทดสอบทักษะในการวิเคราะห์เชิงเหตุผล ในส่วนนี้ประกอบด้วย ข้อสอบปรนัย (multiple-choices) จำนวน 37 ข้อ ซึ่งแบ่งออกเป็นคำถาม 2 แบบคือ Data Sufficiency (การวิเคราะห์ความเพียงพอของข้อมูล) และ Problem Solving (การแก้ไขปัญหาโจทย์) ใช้เวลาสอบ 75 นาที ในส่วนนี้ - Verbal Section หรือ การทดสอบความสามารถทางภาษา ส่วนนี้ประกอบด้วย ข้อสอบปรนัย จำนวน 41 ข้อ แบ่งออกเป็นคำถาม 3 แบบคือ Reading Comprehension (การอ่านสรุปใจความ), Critical Reasoning (การวิเคราะห์เหตุผล), Sentence Correction (การแก้ไขประโยค) ใช้เวลาสอบ 75 นาที (แปลและอ้างอิงข้อมูลจาก http://www.gmat.org ) GRE คืออะไร Graduate Record Examination หรือ GRE แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ GRE General Test และ GRE Subject Test GRE General Test เป็นการสอบ เพื่อวัดทักษะของผู้สอบที่มีอยู่ โดยวัดออกมา ในรูปของคะแนนของความสามารถทางภาษา (Verbal Reasoning) การคำนวณ (Quantitative Reasoning), ความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking) และการเขียนในเชิงวิเคราะห์ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความรู้สาขาวิชาใดๆเป็นพิเศษ เนื้อหาการสอบประกอบด้วย  Verbal Reasoning – ทดสอบทักษะและความสามารถผู้สอบในด้าน - วิเคราะห์และประเมินบทความ ความสามารถในการหาข้อสรุป - วิเคราะห์ความสัมพันธ์ส่วนต่างๆของประโยค - เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคำและความคิด Quantitative Reasoning – ทดสอบทักษะและความสามารถผู้สอบในด้าน - เข้าใจแนวคิดพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ พีชคณิต เรขาคณิต และการวิเคราะห์ข้อมูล - การวิเคราะห์เหตุผล - การแก้ปัญหาเชิงวิเคราะห์ Analytical Writing – ทดสอบทักษะและความสามารถผู้สอบในด้าน - แสดงความคิดได้ชัดเจนและมีประสิทธิผล - พินิจพิจารณาข้ออ้างและหลักฐานประกอบ - การสนับสนุนความคิดโดยการใช้เหุตผลและตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง - โต้ตอบโดยการเหตุผลอย่างสอดคล้อง - สามารถใช้องค์ประกอบต่างๆของภาษาอย่างถูกต้อง สำหรับผู้ต้องการเรียนต่อในระดับสูงกว่าปริญญาตรี ต้องสอบ General Test คะแนนจะใช้ในการพิจารณาการเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยพร้อมกับผลการศึกษาในระดับปริญญาตรีและเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คะแนนจะเป็นถูกใช้เป็นมาตรฐานในการเปรียบเทียบคุณสมบัติของผู้สมัครและช่วยในการประเมินผลการศึกษาและหนังสือรับรอง GRE Subject Test เป็นการวัดผลความรู้ระดับปริญญาตรีใน วิชาเฉพาะด้านจำนวน 8 สาขาวิชา และสามารถช่วยประเมินความสามารถของผู้สมัครว่ามีคุณสมบัติเพียงพอในการเรียนระดับปริญญาโท และปริญญาเอก (Graduate School) ในส่วนของข้อสอบ GRE Subject Test เหมาะสำหรับนักเรียนที่จบหรือมีพื้นฐานความรู้เฉพาะด้านได้แก่ Biochemistry, Cell Molecular Biology Biology Chemistry Computer Science Literature in English Mathematics Physics Psychology การสอบเฉพาะวิชาสาขา (Subject Test) เป็นการสอบ เพื่อวัดความรู้ของผู้สอบที่มีอยู่ในวิชาต่างๆ 8 สาขา และสามารถการคาดการณ์ความสำเร็จในการศึกษาระดับปริญญาโทระดับระดับปริญญาเอก สำหรับผู้ต้องการเรียนต่อในระดับสูงกว่าปริญญาตรี ต้องสอบ Subject Test คะแนนจะใช้ในการพิจารณาการเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยพร้อมกับผลการศึกษาในระดับปริญญาตรีและเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คะแนนจะเป็นถูกใช้เป็นมาตรฐานในการเปรียบเทียบคุณสมบัติของผู้สมัครและช่วยในการประเมินผลการศึกษาและหนังสือรับรอง และสามารถประเมินจุดอ่อนและจุดแข็งของนักเรียนซึ่งอาจยังสามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดหาที่เรียนในอนาคต ข้อสอบ Subject Test จะมีศูนย์สอบ Paper-based test ทั่วโลก และเปิดสอบ 3 ครั้งต่อปี คือ พฤศจิกายน ธันวาคม และ พฤษภาคม  (แปลอ้างอิงข้อมูลจาก http://www.gre.org )
<< 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 >>
รับข่าวสารและโปรโมชั่น
Username
Password
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
 


agent ศึกษาต่อต่างประเทศ เรียนต่อนอก ทุนการศึกษา

agent ศึกษาต่อต่างประเทศ เรียนต่อนอก ทุนการศึกษา

เอเจนท์ศึกษาต่อต่างประเทศ เรียนต่อ ทุนการศึกษา